UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesMean Timeความแตกต่างของกระจกหน้าปัดแต่ละชนิด

ความแตกต่างของกระจกหน้าปัดแต่ละชนิด

FEATURE-SAPPHIRE

Q : วัสดุที่ใช้ทำกระจกหน้าปัดนาฬิกา ระหว่าง อะครายลิก (Acrylic) มิเนอรัล คริสตัล (Mineral Crystal) และแซพไฟร์ คริสตัล (Sapphire Crystal) แต่ละชนิดมีความแตกต่างและจุดเด่นอย่างไร ?

A : การผลิตนาฬิกาต้องพิจารณาวัสดุที่จะนำมาใช้ผลิต โดยดูวัตถุประสงค์การใช้งาน ศิลปะความสวยงาม รวมไปถึงต้นทุนการผลิต และบางครั้งผู้ผลิตยังคำนึงไปถึงความยากง่ายในการซ่อมบำรุงอีกด้วย กระจกหน้าปัดนาฬิกานั้นมีประโยชน์ทั้งป้องกันพื้นหน้าปัด (Dial) กลไก และบางครั้งยังเพิ่มความสวยงามให้นาฬิกาอีกด้วยอีกทางหนึ่ง

glas 002

วัสดุที่นำมาผลิตเป็นกระจกหน้าปัดนาฬิกาทั้ง 3 ชนิดมีความแตกต่างและจุดเด่นดังนี้

  • Acrylic (บางแบรนด์ใช้เซลลูลอยด์ (Celluloid) หรือพลาสติก (Plastic)) อะครายลิกเป็นประเภทหนึ่งของพลาสติก คุณสมบัติที่ดีคือ เมื่อได้รับการกระทบกระแทกโดยอุบัติเหตุแล้วจะไม่แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และเมื่อเป็นรอยขีดข่วนแล้วสามารถขัดออกได้ง่าย แต่ก็เป็นรอยขีดข่วนง่ายเช่นเดียวกัน ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดในบรรดาวัสดุ 3 ประเภทที่ถามมา นาฬิกาหลายๆ แบรนด์นิยมมากในช่วง ค.ศ. 1930-1970 นาฬิกาที่ผลิตกระจกหน้าปัดด้วยอะครายลิก เช่น Rolex Submariner (โรเล็กซ์ ซับมารีเนอร์) Ref.1680, Rolex Datejust (โรเล็กซ์ เดทจัสต์) Ref.1601 และ Omega Speed Master ‘Moonwatch’ (โอเมก้า สปีด มาสเตอร์ ‘มูนวอทช์’) ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงประมาณ ค.ศ. 2010
  • Mineral Crystal เป็นวัสดุประเภทแก้ว คุณสมบัติที่ดีคือเป็นรอยขีดข่วนยากกว่าอะครายลิก แต่ไม่ทนรอยขูดขีดเหมือนคริสตัลแซพไฟร์ ซึ่งมิเนอรัลคริสตัลป้องกันการแตกละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อยได้ดีกว่าคริสตัลแซพไฟร์ ความใสจะมากกว่าอะครายลิก แต่น้อยกว่าคริสตัลแซพไฟร์ เมื่อมิเนอรัลคริสตัลเป็นรอยขีดข่วนแล้วจะขัดออกได้ยากกว่าอะครายลิก ต้นทุนการผลิตจะอยู่ตรงกลางระหว่างอะครายลิกกับคริสตัลแซพไฟร์ ตัวอย่างนาฬิกาที่ใช้มิเนอรัลคริสตัล เช่น Omega Flight Master (โอเมก้า ไฟลท์มาสเตอร์) Ref.911 หรือ Omega Seamaster Ploprof (โอเมก้า ซีมาสเตอร์ โพลปรอฟ) หรือ Seiko Chronograph (ไซโก โครโนกราฟ) Ref.6138 เป็นต้น
  • Sapphire Crystal ผลิตจากแซพไฟร์สังเคราะห์ คอรันดัม (Corundum) หรืออะลูมิเนียมออกไซด์ (Aluminum Oxide – Al2O3) มีความแข็งระดับ 9 ตาม ‘Moh Scale’ (โมห์ สเกล) ทนรอยขีดข่วนได้ดีมาก แต่ถ้ามีการกระแทกหรือโดนทิ่มแทงอย่างแรงในบางทิศทางก็จะทำให้แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ แซพไฟร์สังเคราะห์นี้มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าแซพไฟร์ที่เป็นอัญมณีธรรมชาติมากมายหลายเท่า โดยอาจจะซื้อหาได้ในราคาหลักร้อยบาท นาฬิกาที่ใช้คริสตัลแซพไฟร์เป็นกระจกหน้าปัดนั้นมี อาทิ Rolex Day-Date (โรเล็กซ์ เดย์เดท) ตั้งแต่รุ่นปี 1980 เป็นต้นมา Omega Speedmaster Broad Arrow (โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ บรอด แอร์โรว์) ที่ใช้กลไก Cal.3303 หรือ Rolex Datejust Ref.16013 และ Panerai Marina (พาเนอไร มารินา) Ref.PAM111 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนาฬิการุ่นปัจจุบันอีกหลายร้อยหลายพัน โดยคริสตัลแซพไฟร์มีความใสมากสุด และมีต้นทุนการผลิตสูงสุดใน 3 วัสดุนี้

UV-place_magnifier_on_crystal

การจะเลือกนาฬิกาที่จะใช้กระจกหน้าปัดที่ผลิตจากวัสดุใดคงต้องแล้วแต่รสนิยม วัตถุประสงค์การใช้งาน ราคา ค่านิยม ฯลฯ เพราะต่างมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน และเพื่อให้การอ่านค่าเวลาผ่านกระจกหน้าปัดเป็นไปอย่างง่ายดาย และลดแสงสะท้อนที่อาจกวนสายตา ผู้ผลิตหลายๆ แบรนด์จึงทำการเคลือบกระจกด้วยสารลดแสงสะท้อน ส่วนจะเคลือบด้านในหรือด้านนอก หรือเคลือบทั้ง 2 ด้านนั้นก็แล้วแต่การออกแบบของผู้ผลิต และหากนาฬิกามีรอยขูดขีดบนสารเคลือบกระจกด้านนอก คุณมีทางเลือก 2 ทางคือเปลี่ยนกระจกใหม่ หรือให้ช่างขัดสารเคลือบกระจกออก แต่ช่างจะไม่สามารถนำกระจกเก่าไปเคลือบใหม่ได้

06 Mean Time

นาฬิการุ่นใหม่ๆ มีการพัฒนากระจกหน้าปัด เช่น สลักโลโก้ของแบรนด์ด้วยแสงเลเซอร์ไว้ที่มุมแบบ ‘Hologram’ (โฮโลแกรม) คือเมื่อมองตรงๆ จะไม่เห็นปรากฏขึ้นมาบดบังความงดงามของพื้นหน้าปัด แต่หากมองเฉียงให้ได้มุมก็จะสามารถเห็นได้ หรือ Rolex รุ่นพิเศษ เช่น Milgauss (มิลเกาส์) ยังทำให้ขอบกระจกเป็นสีเขียวมรกต เพิ่มความพิเศษให้กับนาฬิกา และยังป้องกันการปลอมแปลงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 

1 COMMENT

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up