UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesย้อนรอยนาฬิกาเยอรมัน (3)

ย้อนรอยนาฬิกาเยอรมัน (3)

31 Chronograph

WWII

ซ้ำร้าย !

สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นความขัดแย้งทางทหารในระดับโลก เกี่ยวข้องกับประเทศส่วนใหญ่ รวมทั้งรัฐมหาอำนาจทั้งหมด ประเทศผู้ร่วมสงครามรวมตัวกันเป็นพันธมิตรทางทหารอันเป็นคู่ขัดแย้ง 2 ฝ่ายได้แก่ ฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะ ระหว่างสงครามมีการระดมกำลังทหารมากกว่า 100 ล้านนาย ด้วยลักษณะของ ‘สงครามเบ็ดเสร็จ’ ประเทศมหาอำนาจผู้ร่วมสงครามได้ทุ่มเทขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และวิทยาการเพื่อการสงครามทั้งหมด โดยไม่แบ่งแยกทรัพยากรว่าเป็นของพลเรือนหรือทหาร ประมาณกันว่ามูลค่าของสงครามครั้งนี้สูงถึงราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงนับเป็นสงครามขนาดใหญ่ที่สุด ใช้เงินทุนมากที่สุด และนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยประมาณกันว่ามีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 50 ถึงมากกว่า 70 ล้านคน

โดยทั่วไปมักถือกันว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นหลังจากการรุกรานโปแลนด์ของเยอรมนีในวันที่ 1 กันยายน 1939 อันนำไปสู่การประกาศสงครามต่อเยอรมนีของฝรั่งเศสและประเทศส่วนใหญ่ในจักรวรรดิอังกฤษและเครือจักรภพ ค.ศ. 1941 เยอรมนีได้ชัยชนะในพื้นที่คาบสมุทรบอลข่านและเกาะครีต ทั้งยังส่งทหารไปช่วยอิตาลีในทวีปแอฟริกา ตลอดจนส่งทหารรุกรานสหภาพโซเวียต นับเป็นยุทธบริเวณภาคพื้นดินที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ฝ่ายจักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งทำสงครามกับจีนมาตั้งแต่ปี 1937 ด้วยความปรารถนาจะสร้างวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา จึงฉวยโอกาสโจมตีอ่าวเพิร์ลและส่งทหารรุกรานหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางรวดเร็ว

Hitler_Mussolini_1940_wiki_na_crop

การรุกคืบของฝ่ายอักษะยุติลงในปี 1942 หลังจากความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในยุทธนาวีมิดเวย์ และหลังจากความพ่ายแพ้มหาศาลของฝ่ายอักษะในทวีปยุโรป อียิปต์ และสตาลินกราด ในปี 1943 ความปราชัยของเยอรมนีที่เคิสก์ในยุโรปตะวันออก การรุกรานอิตาลีของฝ่ายสัมพันธมิตร ตลอดจนถึงชัยชนะของสหรัฐอเมริกาในมหาสมุทรแปซิฟิก ได้ทำลายการริเริ่มทางยุทธศาสตร์และส่งผลไปสู่การล่าถอยในทุกแนวรบ

ค.ศ. 1944 ฝ่ายสัมพันธมิตรเปิดแนวรบใหม่ในฝรั่งเศสได้ ซึ่งเมื่อประกอบกับการโจมตีกลับจากทางตะวันออกของสหภาพโซเวียตแล้ว ยิ่งทำให้เยอรมนีสูญเสียดินแดนยึดครองไปมากขึ้นอีก ในขณะเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาสามารถขับไล่ญี่ปุ่นออกจากฟิลิปปินส์และคุกคามที่จะรุกรานแผ่นดินใหญ่ญี่ปุ่น สงครามในทวีปยุโรปยุติลงหลังการยึดครองเบอร์ลินโดยกองทัพโซเวียต เยอรมนีได้ประกาศยอมแพ้ในยุโรปตะวันตกเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1945 แต่ยังคงมีการรบระหว่างกองทัพเยอรมันกับกองทัพโซเวียตในด้านตะวันออกต่อไปจนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 จากนั้นจึงประกาศยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขในวันที่ 8 สิงหาคม 1945

แม้จะโดดเดี่ยวและตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบอย่างยิ่ง ญี่ปุ่นยังคงปฏิเสธที่จะยอมจำนน จนกระทั่งมีการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลูกถล่มญี่ปุ่น รวมทั้งการรุกรานแมนจูเรีย การยอมจำนนอย่างเป็นทางการจึงถูกประกาศเมื่อวันที่ 2 กันยายน 1945 ซึ่งถือเป็นวันสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

สงครามยุติลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร องค์การสหประชาชาติถูกสถาปนาขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและเพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต ในขณะที่สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตกลายเป็นอภิมหาอำนาจของโลก อันเป็นคู่ปรปักษ์กัน นำไปสู่ความขัดแย้งบนเวทีแห่งสงครามเย็น ซึ่งดำเนินต่อมาอีก 46 ปีภายหลังสงครามสงบ

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ได้ส่งผลเลวร้ายต่อวงการนาฬิกาเยอรมันมากนัก หลายบริษัทหันไปผลิตนาฬิกาเพื่อการทหาร บางบริษัทมีผลกำไรสูงกว่าก่อนเกิดสงครามก็มี แต่เจ้าของกิจการและช่างนาฬิกาหลายรายก็ได้รับผลกระทบและประสบความยากลำบาก อาทิ Walter Lange ที่จำต้องวางเครื่องมือช่างไปรับใช้ชาติในฐานะทหารหาญ สู้เพื่อชาติจนกระทั่งสิ้นสงครามเขาจึงได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนช่างนาฬิกาแห่งกลาสฮุตเตอตามปรารถนา

ปี 1939-1945 การผลิตนาฬิกาของ UFAG และ UROFA หยุดชะงักลงชั่วคราวจากสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กำลังปะทุ ความอิสระทางธุรกิจและการบริหารต้องหมดลงเพื่อหันไปผลิตนาฬิกาเพื่อการทหารตามคำสั่งของกองทัพ อาทิ การผลิตนาฬิกาจับเวลาสำหรับนักบินจำนวนมาก ในปี 1943 ได้ร่วมมือกับบริษัท ‘Gebr. Junghans Schramberg’ ซึ่งก็คือแบรนด์ Junghans และ ‘Pforzheimer Uhrenrohwerkefabrik’ (ฟอร์ซไฮเมอร์ อูเรนโรฟ์แวร์กฟาบริค) หรือ PUW ผู้เชี่ยวชาญประดิษฐ์กลไกที่ภายหลังโด่งดังจากการผลิตเครื่องเปล่า รวมถึงกลไกสำหรับนาฬิกาจักรกลและควอตซ์ เพื่อร่วมกันประดิษฐ์นาฬิการุ่นใหม่ การผลิตนาฬิกาในช่วงเวลานี้จึงไม่เน้นความวิจิตรบรรจงและความคลาสสิกนัก หันไปมุ่งเน้นนาฬิกาที่มีคุณภาพสูง มีความแม่นยำ และมีฟังก์ชันเพื่อสนับสนุนทางการทหารเป็นหลัก ทั้งยังต้องผลิตในปริมาณมาก

PUW_1361

โรงงาน Stowa ถูกถล่มเสียหายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1945 Walter Storz จึงเริ่มต้นสร้างโรงงานใหม่อีกแห่ง ระหว่างก่อสร้างเขาได้ย้ายบริษัทไปยังไรน์เฟลเดน (Rheinfelden) เพื่อจะได้ผลิตนาฬิกาได้อย่างต่อเนื่อง และเช้าตรู่ของวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 ทั่วทั้งเมืองกลาสฮุตเตอถูกปลุกด้วยเสียงระเบิดของฝูงบินทิ้งระเบิดที่ปูพรมเป็นระลอกสุดท้ายบนโรงงานนาฬิกา A. Lange & Söhne เพลิงเผาผลาญทำลายเครื่องจักรและนาฬิกาจนหมดสิ้น นับเป็นเคราะห์ร้าย เนื่องจากที่จริงแล้วสงครามสมควรยุติลงตั้งแต่วันวาน โดย Karl Donitz (คาร์ล ดอนิตซ์) ผู้รับสืบทอดอำนาจต่อจาก Adolf Hitler ผู้นำนาซีเยอรมันที่เพิ่งตัดสินใจกระทำอัตวินิบาตกรรมไปก่อนหน้า ได้ประกาศยอมจำนนต่อกองทัพโซเวียตแล้ว

แม้โลกจะกำหนดให้วันนี้เป็นวันแห่งชัยชนะในทวีปยุโรป แต่วันต่อไปชะตากรรมอันโหดร้ายกำลังรอพวกเขาอยู่ เพราะกองทัพแดงได้บุกถึงตัวเมืองและออกปล้นสะดมเพื่อฉลองชัยชนะ

The Destruction

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังสิ้นสงครามในเดือนธันวาคมปี 1946 จากการช่วยเหลือของคนงานหลายคนจาก UFAG และ UROFA เพื่อต้องการพยุงให้การผลิตนาฬิกายังสามารถดำเนินต่อไปได้ จึงตั้งบริษัทร่วมในชื่อ ‘Produktionsgemeinschaft Precis’ (โปรดัคชั่นส์เกไมน์ชาฟต์ พรีซิส) ดำเนินการผลิตนาฬิกาต่อเนื่องมาจนกระทั่งปี 1951

วันที่ 23 เมษายน 1948 ตามคำสั่งฉบับที่ 76 ของรัฐบาลสังคมนิยมตะวันออกที่บงการโดยสหภาพ   โซเวียต ทำให้มีการจัดตั้งบริษัท ‘VVB Mechanik Dresden’ (เฟาเฟาเบ เมคานิค เดรสเดน) ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกลาง รับผิดชอบดูแลกิจการด้านภาพถ่าย ภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์แสดงเวลาอย่างนาฬิกา และได้ประกาศริบทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท A. Lange & Söhne เป็นของรัฐในวันที่ 20 เมษายน และอีกหลายบริษัทมาเป็นกิจการของรัฐ หลายบริษัทต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ อาทิ Lange เปลี่ยนชื่อเป็น ‘VEB Lange & Söhne’ (เฟาเอเบ ลังเงอ อุนด์ ซือห์เนอ) ต่อมาไม่นานก็เปลี่ยนชื่ออีกเป็น ‘VEB Mechanik A. Lange & Söhne’ (เฟาเอเบ เมคานิค อา ลังเงอ อุนด์ ซือห์เนอ) โดย ‘VEB’ ย่อมาจาก ‘Volkseigener Betrieb’ (โฟล์กไซเกเนอร์ เบทรีบ) นอกจากนี้ อาทิ ‘Rob. Mühle & Sohn’ ก็เปลี่ยนชื่อเป็น ‘Messtechnik Glashütte’ (เมสเทคนิค กลาสฮุตเตอ) และถูกควบรวมกิจการโดยไปเป็นส่วนหนึ่งของ ‘Zeiss-Werke Jena’ (ไซส์-แวร์ก เจนา) Hans Mühle (ฮันส์ มือห์เล) หลานของ Robert Mühle จึงออกไปตั้งบริษัทเพื่อผลิตอุปกรณ์วัดสำหรับอุตสาหกรรมภาพถ่ายและภาพยนตร์แทน

40 Chronograph

แต่ ‘VEB Mechanik A. Lange & Söhne’ ยังถูกเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่หยุด เมื่อเลขาพรรคคอมมิวนิสต์เดินทางมาเกลี้ยกล่อมให้ Walter Lange ซึ่งทำงานเป็นลูกจ้างรัฐมาช่วยบริหารโรงงานแทนพ่อ อา และลุงผู้ปฏิเสธข้อเสนอมาก่อนหน้านี้ แต่เลือดข้นกว่าน้ำ เขาจึงปฏิเสธ และถูกหมายหัวเป็นพวกต่อต้านที่ต้องส่งไปทำงานในเหมืองแร่ยูเรเนียมเพื่อละลายพฤติกรรม เขาจึงตัดสินใจหนีตายไปยังฝั่งตะวันตก เดินทางข้ามไปยังค่ายผู้อพยพที่เมมเมลส์ดอร์ฟ (Memmelsdorf) จนพบรักและแต่งงานที่นั่น จากนั้นเขาและภรรยาจึงย้ายไปอยู่ที่ฟอร์ซไฮม์และได้งานในโรงงานนาฬิกาทั้งคู่ โดย Walter ทำงานกับ Laco (ลาโค) ส่วนภรรยาทำที่ Durowe     (ดูโรว์) นอกจากนี้ยังมีบางบริษัทรอดพ้นจากวิกฤติด้วยการชิงย้ายหนีไป ตั้งโรงงานยังถิ่นอื่น อาทิ Tutima ที่ย้ายไปยังเยอรมนีตะวันตก

ต่อมารัฐบาลสมัยนั้นต้องการให้มีบริษัทผลิตนาฬิกาแห่งชาติเพียงรายเดียว ทำให้บริษัทนาฬิกาต่างๆ ทั้งบริษัทผู้ผลิตนาฬิกา เครื่องจักร และชิ้นส่วนรายอื่นๆ หลายแห่ง ได้แก่ UROFA บริษัทผู้ผลิตเครื่อง Otto Estler (ออตโต เอสต์เลอร์) Liwos (ลิโวส) R. Mühle (อาร์ มือห์เลอ) Gossel & Co (กอสเซล อุนด์ โค) ถูกยุบกิจการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ชื่อ ‘VEB Glashütter Uhrenbetriebe’ (เฟาเอเบ กลาสฮุตเตอ อูเรนเบทรีบ) ก่อตั้งในวันที่ 1 กรกฎาคม 1951 โดยมี Lange เป็นศูนย์กลางบริหาร ช่วงแรกของการดำเนินกิจการ ‘VEB Glashütter Uhrenbetriebe’ เน้นผลิตนาฬิกาสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน แม้จะมีปริมาณการผลิตมากขึ้น แต่ราคาก็ถูกลงเพื่อให้สามารถแข่งขันกับนาฬิกาสวิสได้

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน โรงงานของ Stowa ที่ฟอร์ซไฮม์ก็สร้างเสร็จ Walter Storz ได้ใช้ทั้งโรงงานใหม่และเก่าควบคู่กัน ปี 1960 Werner Storz (เวอร์เนอร์ สตอร์ซ) บุตรชายของ Walter Storz รับช่วงกิจการต่อจากบิดา เพียง 3 ทศวรรษที่ Werner Storz เข้ามาบริหารก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง จนกระทั่งเขาได้พบกับ Jorg Schauer (จอร์ก เชาเออร์) ซึ่งมีปรัชญายึดมั่นในการรักษาอุดมการณ์การผลิตนาฬิกาตามแบบฉบับครอบครัว Storz ภายหลัง Schauer จึงได้สืบทอดธุรกิจ Stowa ต่อจาก Werner Storz และยังคงผลิตนาฬิกา Stowa มาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน

การมาถึงของมรสุมนาฬิกาควอตซ์ทำให้เกิดนาฬิกาควอตซ์แบบตั้งโต๊ะสัญชาติเยอรมันครั้งแรกในปลายทศวรรษ 1960 และนาฬิกาควอตซ์แบบข้อมือครั้งแรกในปลายทศวรรษ 1970 ทั้งคู่ผลิตโดย Junghans แม้ต้องผจญกับวิกฤติหลังสงครามแต่ Junghans ก็ยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แต่ก็ต้องปรับตัวบ้างเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์

ปี 1970 Walter Lange ผนึกกำลังกับพี่ชาย Ferdinand Adolf Lange (ชื่อเหมือนกับปู่ทวดของเขา) ทำธุรกิจประกอบเครื่องฐานขายให้กับ    แบรนด์อื่นๆ ขณะที่กระแสตื่นควอตซ์ในทศวรรษ 1970 ได้ทำลายอุตสาหกรรมนาฬิกาจักรกลเยอรมันแทบไม่เหลือซาก แต่ตลาดนาฬิกาจักรกลในเยอรมนียังไม่ตายทั้งหมด เปิดโอกาสให้พวกเขายังพอยืนหยัดอยู่ได้ จนต่อมาสถานการณ์เริ่มดีขึ้น พวกเขาจึงระดมเงินซื้อธุรกิจจัดจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์ Glycine (ไกลซีน) Altus (อัลตุส) และ Swiza (สวิซา) ในเยอรมนีมาดำเนินงานต่อจนสร้างผลกำไรมากมาย ก่อนจะขายธุรกิจเหล่านี้ในภายหลัง โดยในปีเดียวกันนี้ Hans-Jurgen Mühle (ฮันส์-จือร์เกน มือห์เล) บุตรชายของ Hans Mühle กลับมากอบกู้กิจการต่อจากบิดา จนกระทั่งปี 1980 ก็ต้องประสบอุปสรรคจนยากจะหลีกเลี่ยง บริษัทได้ถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น ‘VEB Feinmechanik Glashütte’ (เฟาเอเบ ไฟน์เมคานิค กลาสฮุตเตอ) โดยธุรกิจถูกยุบรวมไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแห่งชาติ ‘VEB Glashütter Uhrenbetriebe’

34 Chronograph
Walter Lange

Walter Lange เดินทางกลับไปเยี่ยมนครเดรสเดนในปี 1976 โดยมีสิ่งที่ยังคาใจมาตลอด นั่นคือความปรารถนาที่จะนำแบรนด์ A. Lange & Söhne กลับสู่วงการนาฬิกาอีกครั้ง

ตอนที่ 1: ย้อนรอยนาฬิกาเยอรมัน (1)

ตอนที่ 2: ย้อนรอยนาฬิกาเยอรมัน (2)

ตอนที่ 4: ย้อนรอยนาฬิกาเยอรมัน (4 – ตอนจบ)

4 COMMENTS

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up