UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticles50TH 'ON HER MAJESTY’S SECRET SERVICE' SEAMASTER - รำลึก 50 ปีหนังบอนด์ตอนเด่น

50TH ‘ON HER MAJESTY’S SECRET SERVICE’ SEAMASTER – รำลึก 50 ปีหนังบอนด์ตอนเด่น

by: ‘TomyTom’

 

เป็นเวลาต่อเนื่องถึง 24 ปีแล้วที่สายลับอังกฤษ ‘James Bond’ (เจมส์ บอนด์) คาดนาฬิกา Omega เป็นเครื่องแบบประจำข้อมือ นับตั้งแต่ Omega เข้าไปเป็นนาฬิกาอย่างเป็นทางการของภาพยนตร์ชุด ‘James Bond’ โดยเริ่มจากตอน ‘Goldeneye’ (โกลเดนอาย) เมื่อปี 1995 เป็นต้นมา ซึ่งนาฬิกาที่ Omega เลือกให้บอนด์สวมใส่มาโดยตลอดก็คือนาฬิกาสไตล์สปอร์ตตระกูล Seamaster (ซีมาสเตอร์) จนสร้างภาพจำให้กับผู้คนทั่วโลกไปแล้วว่านี่คือนาฬิกาของ ‘Bond’ มาถึงปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 50 นับตั้งแต่หนังบอนด์ตอนดังที่มีชื่อว่า ‘On Her Majesty’s Secret Service’ (ออน เฮอร์ มาเจสตีส์ ซีเคร็ต เซอร์วิส) ออกฉายในปี 1969 ทาง Omega ก็ได้ออกนาฬิกา Seamaster ผลิตจำนวนจำกัดรุ่นพิเศษมาเพื่อเฉลิมฉลองวาระนี้ โดยสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Seamaster Diver 300M (ซีมาสเตอร์ ไดเวอร์ 300 เมตร) เจเนอเรชั่นล่าสุดเพื่อให้แฟนๆ ของภาพยนตร์ชุดสุดอมตะ 007 ได้เป็นเจ้าของกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนาฬิกาที่อยู่บนข้อมือของ George Lazenby (จอร์จ ลาเซนบี) ผู้รับบท ‘Bond’ ในเรื่องนี้ (และเป็นเรื่องเดียวของเขา) คือนาฬิกา Rolex (โรเล็กซ์) โครโนกราฟรุ่นเก่าก่อนกำเนิด Cosmograph Daytona (คอสโมกราฟ เดย์โทนา) เข้าฉากตลอดทั้งเรื่อง

นาฬิกา ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) Omega Seamaster Diver 300M 42 MM ‘James Bond’ Limited Edition (โอเมก้า ซีมาสเตอร์ ไดเวอร์ 300 เมตร 42 มิลลิเมตร ‘เจมส์ บอนด์’ ลิมิเต็ด เอดิชั่น) รำลึก 50 ปีของตอน ‘On Her Majesty’s Secret Service’ ผลิตจำนวนจำกัดรุ่นนี้มาพร้อมการตกแต่งในรูปแบบที่นำลักษณะเฉพาะตัวอันเป็นที่จดจำของภาพยนตร์ ‘James Bond 007’ มาประยุกต์ใช้อย่างชัดเจน ตั้งแต่พื้นหน้าปัดเซรามิกสีดำเคลือบดำด้วยเทคนิค PVD ที่ใช้เลเซอร์สลักตกแต่งเป็นลายเกลียวลำกล้องปืนแบบไตเติ้ลสุดคลาสสิกของหนัง ‘Bond’ ที่แฟนๆ คุ้นตาพร้อมปัดลายอย่างสวยงาม อีกทั้งเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลางยังมีขนาด 9.0 มิลลิเมตร เท่ากับขนาดกระสุนเป๊ะๆ ชิ้นหลักชั่วโมงตำแหน่ง 12 นาฬิกาที่นำรูปแบบมาจากตราประจำตระกูลของ ‘Bond’ บ่งบอกความพิเศษอย่างชัดเจนด้วยแผ่นป้ายทอง 18K ยึดสกรูที่สลักหมายเลขประจำเรือน ‘XXXX/7,007’ เอาไว้ โดยใช้เลขตราสัญลักษณ์ ‘007’ ประกอบรวมอยู่ในตัวเลข สอดคล้องกับเข็มชี้และหลักชั่วโมงทอง 18K เช่นเดียวกัน แต่มีการเคลือบสีแดงไว้ที่ส่วนปลายของเข็มวินาทีซึ่งดูสมดุลกับชื่อรุ่นสีแดงบนหน้าปัด ทั้งยังสร้างธีมคอนเซ็ปต์ความลับให้เข้ากับชื่อภาพยนตร์ตอนนี้ด้วยการซ่อนตัวเลข 50 เอาไว้ในสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) บนหลักชั่วโมงตำแหน่ง 10 นาฬิกาซึ่งจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อแสงเรืองขึ้นมาในความมืด และใช้ตัวเลขวันที่ 7 บนจานวันที่เป็นฟอนต์เดียวกับเลข 7 ของตราสัญลักษณ์ ‘007’ ส่วนทางด้านหลังก็มีการพิมพ์ตราประจำตระกูล ‘Bond’ ด้วยสีทองและสีดำ ร่วมกับข้อความ ‘We Have All the Time in the World’ (วี แฮฟ ออล เดอะ ไทม์ อิน เดอะ เวิลด์) ไว้บนแผ่นคริสตัลแซพไฟร์ที่กรุบนฝาหลัง ซึ่งข้อความนี้จะสอดคล้องกับคติประจำตระกูลบอนด์ที่มีระบุอยู่บนตราประจำตระกูลว่า ‘Orbis-Non-Sufficit’ (ออร์บิส-นอน-ซัฟฟิสิท) อันเป็นภาษาละตินที่แปลตรงตัวเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘The World Is Not Enough’ (เดอะ เวิลด์ อีส น็อท อีนัฟ) นั่นเอง

 

คุณสมบัติและคุณลักษณะของนาฬิกายังคงเป็นเช่นเดียวกับ Omega Seamaster Diver 300M 42 MM ตัวเรือนสเตนเลสสตีล เจเนอเรชั่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวออกสู่ตลาดเมื่อปี 2018 ซึ่งใช้ตัวเรือนขนาด 42.0 มม. หนา 13.5 มม. กันน้ำได้ 300 เมตร ในดีไซน์ที่เต็มไปด้วยเหลี่ยมสันดูคมเข้มพร้อมวาล์วปล่อยก๊าซฮีเลียม ร่วมด้วยแผ่นวงขอบตัวเรือนเซรามิกที่มีสเกลดำน้ำเป็นอีนาเมลสีขาว ผนึกกระจกหน้าปัดแซฟไฟร์คริสตัลทรงโค้งที่เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนไว้ทั้ง 2 ด้านและใช้หน้าปัดเป็นแผ่นเซรามิกสลักลายพร้อมประจำการด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ ‘In-house’ (อินเฮาส์) แสดงเวลา 3 เข็มพร้อมฟังก์ชั่นวันที่ มาตรฐานคุณภาพ ‘Master Chronometer’ (มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์) เครื่องใหม่ Cal.8800 ซึ่งใช้ระบบปล่อยจักรแบบ ‘Co-Axial’ (โคแอ็กเซียล) ทำงานด้วยความถี่ 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง และสามารถสำรองพลังงานได้ 55 ชั่วโมง พร้อมความสามารถในการป้องกันแม่เหล็กได้ถึง 15,000 เกาสส์ ซึ่งมองเห็นความงดงามของงานตกแต่งบนสะพานจักรและโรเตอร์เคลือบโรเดียม และงานทำสีดำให้กับสกรู ตลับลาน และจักรกลอก ได้อย่างชัดเจนจากกระจกแซพไฟร์ทีกรุไว้ที่ฝาหลัง

 

Omega Seamaster Diver 300M 42 MM ‘James Bond’ Limited Edition ติดตั้งมากับสายยางสีดำล็อกด้วยหัวเข็มขัด และมีสายสเตนเลสสตีลให้มาไว้สลับเปลี่ยนอีกเส้นหนึ่งพร้อมอุปกรณ์สำหรับถอดสายบรรจุไว้ในกล่องนาฬิกาสีดำที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ ตกแต่งด้วยลวดลายในลักษณะเดียวกับหน้าปัดของนาฬิกา และใช้ชิ้นส่วนโลหะสีทอง ทั้งยังมีกระเป๋านาฬิกาขนาดพกพาที่ปรากฎตราประจำตระกูล ‘Bond’ สีทองอยู่ด้วย ส่วนราคาจำหน่ายของนาฬิกาผลิตจำนวนจำกัด 7,007 เรือนรุ่นนี้ Omega เรียกค่าตัวไว้ที่ 226,000 บาท โดยเปิดให้สั่งจองแล้ว และคาดว่าจะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนตุลาคม 2019 นี้

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up