UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesALPINE EAGLE - สปอร์ตหรูตระกูลใหม่แห่ง CHOPARD

ALPINE EAGLE – สปอร์ตหรูตระกูลใหม่แห่ง CHOPARD

by: ‘TomyTom’

 

ความหอมหวานของตลาดนาฬิกาสปอร์ตหรูเรือนสตีลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบันพาให้หลายต่อหลายแบรนด์ทยอยส่งผลงานของตนเข้าสู่สังเวียนกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ผลิตนาฬิกาหรูหลายต่อหลายรายมักจะนำรูปแบบนาฬิกาของตนในอดีตกลับมาออกแบบใหม่เพื่อเชื่อมโยงความสำเร็จในอดีตอันเป็นเหมือนสูตรสำเร็จของวงการนาฬิกา ณ ขณะนี้ที่สร้างความน่าเชื่อถือและความขลังด้วยการนำประวัติความเป็นมามาใช้เป็นสาระสำคัญในการสื่อสาร และแบรนด์หรูอย่าง Chopard (โชพาร์) ก็เป็นแบรนด์ล่าสุดที่ส่งนาฬิกาประเภทนี้ออกสู่ตลาด ด้วยคอลเลกชั่นที่ให้ชื่อว่า Alpine Eagle (อัลไพน์ อีเกิล)

 

เป็นที่ยอมรับกันว่าลักษณะของนาฬิกาประเภทนี้มีนักออกแบบผู้ล่วงลับนาม Gérald Genta (เฌรัลด์ ฌองตา) เป็นผู้ริเริ่ม โดยมีนาฬิกา Royal Oak (รอยัล โอ๊ก) จาก Audemars Piguet (โอเดอมาร์ส ปิเกต์) ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1972 เป็นใบเบิกทาง Genta ได้กำหนดแนวทางของนาฬิกาประเภทนี้ไว้ว่าเป็นนาฬิการูปทรงสปอร์ตที่ใช้ได้หลากโอกาสหลายกิจกรรม ในตัวเรือนสตีลพร้อมสายสตีลที่ออกแบบให้ดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับตัวเรือน และที่สำคัญก็คือภาพรวมของนาฬิกาต้องแสดงถึงคุณภาพระดับสูงและดูมีราคาอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นเป็นต้นมาผู้ผลิตนาฬิกาหรูแบรนด์ต่างๆ ก็ทยอยเปิดตัวนาฬิกาสไตล์นี้กันออกมามากมาย รวมถึงคอลเลกชั่น St.Moritz (แซงต์มอริตซ์) ของ Chopard ในยุคทศวรรษที่ 80s ซึ่งเป็นนาฬิกาโปรเจ็กต์แรกของ Karl-Friedrich Scheufele (คาร์ล-ฟรีดริช ชอยเฟเล) ประธานร่วมคนปัจจุบันของ Chopard ด้วย ก่อนที่จะหายไปจากตลาดเช่นเดียวกับนาฬิกาประเภทเดียวกันของอีกหลายแบรนด์ตามสภาพการณ์ของตลาดที่เปลี่ยนไปในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้เหลือผู้เล่นหลักในตลาดนี้เพียงไม่กี่ราย แต่เมื่อกระแสความนิยมในนาฬิกาประเภทนี้กลับมาอีกครั้ง แบรนด์เหล่านี้ก็พากันนำดีไซน์ดั้งเดิมของตนกลับมาปัดฝุ่นและนำเสนอออกมาเพื่อแย่งชิงตลาดกันเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต

ภาพโฆษณาของ Chopard St.Moritz ในยุคทศวรรษ 1980s

 

เหล่านักออกแบบของ Chopard นำดีไซน์ยุค 80s ของ St.Moritz มาตีความใหม่ให้ออกมาในแนวร่วมสมัย พร้อมตัวเรือนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามยุคสมัย และให้ชื่อคอลเลกชั่นใหม่ว่า Alpine Eagle ซึ่งมีที่มาจากลักษณะของนกอินทรีแห่งเทือกเขาแอลป์อันเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิการุ่นนี้ อันจะเห็นได้จากเข็มวินาทีที่มีฝั่งหนึ่งเป็นดีไซน์คล้ายขนนกและลวดลายบนพื้นหน้าปัดที่คล้ายกับตาดำของนกอินทรี ดีไซน์ของ Alpine Eagle ดูเด่นและแข็งแรงด้วยขอบตัวเรือนขนาดใหญ่ที่ยึดด้วยสกรู 8 ตัว วางตำแหน่งเป็นคู่อยู่ที่ 12, 3, 6 และ 9 นาฬิกา เม็ดมะยมขนาดใหญ่ และตัวเรือนที่มีบ่าขนาดใหญ่อยู่ทั้ง 2 ฝั่ง และสอบเรียวลู่ไปยังสายโลหะดีไซน์แบบ 3 แถวที่ประสานกลมกลืนเข้ากับตัวเรือน โดยการฟินิชชิงของตัวเรือนและสายจะเป็นแบบปัดลายบนพื้นราบและขัดเงาบริเวณขอบสันและข้อสายชิ้นกลาง ตลอดจนหลักชั่วโมงเลขโรมันร่วมกับแท่งขีดเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) เกรด X1 และเข็มชั่วโมงกับนาทีเคลือบสารเรืองแสง ทั้งหมดนี้มีรากฐานแห่งดีไซน์ที่คล้ายคลึงกับคอลเลกชั่น St.Moritz อันเป็นต้นแบบอยู่ไม่น้อย แต่ถูกปรับดีไซน์ให้เข้ากับปัจจุบันสมัยได้เป็นอย่างดี

 

Chopard เปิดตัว Alpine Eagle พร้อมกัน 2 ขนาด คือ Alpine Eagle Large (อัลไพน์ อีเกิล ลาร์จ) ขนาด 41.0 มิลลิเมตร หนา 9.7 มิลลิเมตร สำหรับผู้ชาย และ Alpine Eagle Small (อัลไพน์ อีเกิล สมอลล์) ขนาด 36.0 มิลลิเมตร หนา 8.4 มิลลิเมตร สำหรับผู้หญิง ซึ่งทั้ง 2 ขนาดผนึกกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน และกรุแผ่นแซพไฟร์คริสตัลบนฝาหลัง ใช้เม็ดมะยมแบบล็อกเกลียว ทำให้สามารถกันน้ำได้ถึง 100 เมตร

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ Alpine Eagle เป็นนาฬิกาคอลเลกชั่นแรกที่ใช้ตัวเรือนและสายที่สร้างขึ้นจากสเตนเลสสตีลชนิดใหม่ ‘Chopard Lucent Steel A223’ (โชพาร์ ลูเซนท์ สตีล เอ 223) สตีลอัลลอยชนิดนี้เป็นโลหะผสมที่ได้จากกระบวนการถลุงซ้ำเพื่อให้ได้คุณสมบัติที่เทียบได้กับเครื่องมือสเตนเลสสตีลสำหรับการทำศัลยกรรม คุณลักษณะที่ได้คือความเข้ากับผิวหนังได้ดี ความแข็งที่มีระดับความต้านทานสูงถึง 223 วิคเกอร์ส ซึ่งทนทานกว่าโลหะผสมทั่วไปถึงกว่า 50% และโครงสร้างที่เป็นผลึกเนื้อเดียวกัน ซึ่งความบริสุทธิ์นี้ทำให้ลักษณะของแสงที่สะท้อนออกมามีรูปแบบที่ต่างไปจากโลหะผสมชนิดอื่น ส่วนลวดลายดุจตาดำของนกอินทรีที่ตกแต่งบนพื้นหน้าปัดสีน้ำเงินหรือสีเทาที่ทำสีด้วยกรรมวิธีกัลวานิก (ยกเว้นแผ่นหน้าปัดเปลือกหอยมุกของรุ่นตัวเรือน 36.0 มิลลิเมตร บางเวอร์ชั่น) ก็สวยงามแปลกตาด้วยประกายรัศมีอันงดงามและร่องลายสุดละเอียดและคมลึกซึ่งเป็นลวดลายที่ไม่เคยพบเห็นจากนาฬิกาประเภทเดียวกันของแบรนด์อื่นใด ทั้งยังเลือกเจาะช่องหน้าต่าง ณ ตำแหน่ง 4-5 นาฬิกา และใช้จานวันที่เป็นโทนสีเดียวกับหน้าปัดเพื่อความกลมกลืนสูงสุด ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีชิ้นหลักชั่วโมงอยู่ครบทุกตำแหน่ง และสร้างความงามอันสมดุลให้กับหน้าปัดในระดับสูงสุด (เฉพาะรุ่นตัวเรือนขนาด 41.0 มิลลิเมตร เท่านั้นที่มีฟังก์ชันวันที่)

 

เครื่องที่ Chopard นำมาใช้กับ Alpine Eagle ทั้งเวอร์ชั่น Large และ Small เป็นจักรกลขึ้นลานอัตโนมัติ ‘In-house’ (อินเฮาส์) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์โดย COSC เป็นสิ่งยืนยันความเที่ยงตรงในการบอกเวลา แต่เป็นคนละคาลิเบรอกัน โดยตัวเรือนขนาด 41.0 มิลลิเมตร ใช้ Cal.01.01-C ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 28.8 มิลลิเมตร ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ให้พลังงานสำรองได้ 60 ชั่วโมง แสดงเวลา 3 เข็มพร้อมฟังก์ชันวันที่ ส่วนตัวเรือนขนาด 36.0 มิลลิเมตร นั้นใช้ Cal.09.01-C ซึ่งเป็นเครื่องขนาดเล็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 20.8 มิลลิเมตร แสดงเวลา 3 เข็มจากความถี่การทำงานที่ 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง และสำรองพลังงานสูงสุดได้ 42 ชั่วโมง โดยทั้ง 2 คาลิเบรอจะสามารถมองเห็นได้ผ่านกระจกใสที่กรุบนฝาหลัง แต่การตกแต่งจะมาในรูปแบบอันเรียบง่ายด้วยสะพานจักรปัดลายก้นหอยให้เกิดผิวด้านสำหรับ Cal.01.01-C และลาย ‘Côtes de Genève’ (โกตส์ เดอ เฌอแนฟ) สำหรับ Cal.09.01-C

Cal.01.01-C ของรุ่น Alpine Eagle Large ตัวเรือน 41.0 มิลลิเมตร

Cal.09.01-C ของรุ่น Alpine Eagle Small ตัวเรือน 36.0 มิลลิเมตร

 

ในเบื้องต้น Alpine Eagle Large และ Alpine Eagle Small จะมีให้เลือกทั้งแบบตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลล้วน และแบบสองกษัตริย์ สเตนเลสสตีลและทองกุหลาบ 18K แต่แบบตัวเรือนขนาด 36.0 มิลลิเมตร จะเพิ่มรุ่นทองกุหลาบ 18K ล้วน และมีเวอร์ชั่นประดับเพชรน้ำหนักรวม 0.81 กะรัต บนขอบตัวเรือนหรือเวอร์ชั่นประดับเพชรน้ำหนักรวม 2.84 กะรัต ทั้งบนขอบตัวเรือนและสายมาเป็นทางเลือกด้วย ส่วนหน้าปัดนั้นมีทั้งสีน้ำเงิน ‘Aletsch’ (อเล็ตช์) และสีเทา ‘Bernina; (เบอร์นินา) ตามที่ Chopard จับคู่มากับตัวเรือนแต่ละชนิด และสำหรับแบบตัวเรือนขนาด 36.0 มิลลิเมตร ในบางเวอร์ชั่นจะมาพร้อมกับหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีขาวผิวฝ้า หรือเปลือกหอยมุกตาฮิเตียนสีเทา ‘Sils’ (ซิลส์) ด้วย ส่วนชิ้นหลักชั่วโมงและเข็มจะเป็นแบบเคลือบโรเดียมสำหรับเรือนสเตนเลสสตีลล้วน หรือเคลือบทองสำหรับเรือนสองกษัตริย์หรือเรือนทอง 18K เมื่อมองจากระดับราคาซึ่งเริ่มต้นที่ 12,450 ฟรังก์สวิส หรือราว 381,000 บาท ของรุ่นขนาด 41.0 มิลลิเมตร และ 9,760 ฟรังก์สวิส หรือราว 299,000 บาท ของรุ่นขนาด 36.0 มิลลิเมตร แล้ว คู่แข่งโดยตรงที่ Chopard ตั้งใจชนก็น่าจะเป็น Piaget Polo S (เพียเจต์ โปโล เอส) และ Girard-Perregaux Laureato (จิราร์ด-แปร์เรอโกซ์ ลอรีอาโต) มากกว่าที่จะเป็น Audemars Piguet Royal Oak (โอเดอมาร์ส ปิเกต์ รอยัล โอ๊ก) Vacheron Constantin Overseas (วาเชอรอง กองสตองแตง โอเวอร์ซีส์) และ Nautilus (นอติลุส) หรือ Aquanaut (อควานอท) ของ Patek Philippe (ปาเต็ก ฟิลิปป์)

Alpine Eagle Large ตัวเรือน 41.0 มิลลิเมตร ในแบบตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล หน้าปัดสีเทา ‘Bernina’ (ซ้าย) กับหน้าปัดสีน้ำเงิน ‘Aletsch’ (กลาง) และแบบตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล ร่วมกับวงขอบตัวเรือน เม็ดมะยม สายข้อกลาง ทองกุหลาบ 18K หน้าปัดสีเทา ‘Bernina’ (ขวา)

Alpine Eagle Small ตัวเรือน 36.0 มิลลิเมตร ในแบบตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล หน้าปัดสีน้ำเงิน

Alpine Eagle Small ตัวเรือน 36.0 มิลลิเมตร ในแบบตัวเรือนและสายทองกุหลาบ 18K ประดับเพชรน้ำหนักรวม 2.84 กะรัต บนขอบตัวเรือนและข้อกลางของสาย หน้าปัดเปลือกหอยมุกตาฮิเตียนสีเทา ‘Sils’

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up