UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesAMIDA DIGITREND 'TAKE-OFF EDITION' - คืนชีพเรือนไอคอนจากยุค 70s

AMIDA DIGITREND ‘TAKE-OFF EDITION’ – คืนชีพเรือนไอคอนจากยุค 70s

by: ‘TomyTom’

 

ถ้าให้จัดอันดับนาฬิกาดีไซน์แปลกแหวกแนวจากทศวรรษ 1970s เจ้า Digitrend (ดิจิเทรนด์) นาฬิกาจักรกลจากแบรนด์ Amida (อมิดา) ที่เปิดตัวสู่ตลาดครั้งแรก ณ งานนาฬิกา ‘Basel Fair’ (บาเซิล แฟร์) ใน ค.ศ. 1976 เห็นจะต้องติดโผอยู่ในอันดับต้นๆ เป็นแน่ และเมื่อเวลาล่วงผ่านมาจนถึงปี 2024 นาฬิการุ่นนี้ก็ถูกปลุกชีพขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยเอดิชั่นแรกที่ให้ชื่อว่า ‘Take-off Edition’ (เทคออฟ เอดิชั่น) นี้เพิ่งนำเสนอสู่สายตาชาวนาฬิกานิยมทั่วโลกอย่างเป็นทางการเมื่อเวลา 8:00 น. ของวันที่ 23 เมษายน 2024 (ตามเวลาสวิส) ที่ผ่านมา

MITSUBISHI

 

แรกเริ่มเดิมทีนั้น Digitrend ถือกำเนิดขึ้นในยุคที่ผู้คนตื่นเต้นกับอวกาศ ซึ่งทำให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ในด้านดีไซน์ขึ้นมามากมาย และนาฬิกาสุดล้ำสมัยที่ออกมาในรูปแบบที่เรียกว่า ‘นาฬิกาสำหรับนักขับ’ เพราะดูเวลาได้ในขณะที่มือจับพวงมาลัยอยู่โดยไม่ต้องพลิกข้อมือก็เกิดขึ้น ทั้งยังแหวกกฎเกณฑ์ที่เคยมีด้วยการใช้กลไกไขลาน ขับเคลื่อนโมดูลแสดงค่าชั่วโมงแบบ ‘Jumping’ (จัมปิง) และค่านาทีปกติด้วยจานในระนาบนอนให้สะท้อนกับปริซึมคริสตัลแซพไฟร์ส่งภาพสู่แนวตั้งให้ดูเวลาทางฝั่งด้านล่างในรูปแบบการแสดงค่าด้วยตัวเลขดิจิตอลได้อย่างชัดเจนและง่ายดายเป็นที่สุด โดยถือกำเนิดขึ้นในปี 1976

Amida Digitrend รุ่นดั้งเดิมจาก ค.ศ. 1976

 

ดีไซน์ของ Digitrend รุ่นดั้งเดิมนั้นมากับดีไซน์ที่โดดเด่นตั้งแต่ตัวเรือนโลหะเคลือบโครมขนาด 39.8 มิลลิเมตร ที่ดูราวกับยานอวกาศ สัดส่วนและรูปทรงที่โอบรับข้อมืออย่างเป็นธรรมชาติ ขนาดสายที่กว้างใหญ่รับกับความผึ่งผายของตัวเรือน และการไร้ซึ่งหน้าปัดกับการแสดงค่าในแนวตั้งผ่านหน้าจอกระจกซึ่งชวนให้นึกมาตรแสดงค่าบนหน้าปัดของรถสปอร์ตหรือยานอวกาศ อีกสิ่งสำคัญก็คือ มันไม่ได้ใช้เครื่องควอตซ์หรือกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอันเป็นแนวนิยมในยุค 70s หากเป็นกลไกจักรกลชนิดไขลาน นั่นหมายถึงว่าการแสงค่าไม่ได้มีรูปแบบเป็น LED หรือ LCD แต่มีลักษณะเป็นการบอกค่าด้วยตัวเลขแบบดิจิตอล โดยเป็นการทำงานร่วมกันของกลไกชนิดแองเคอร์ ทับทิม 1 เม็ด กับกลไกพินแองเคอร์ ทับทิม 17 เม็ด ทำให้เกิดการแสดงชั่วโมงแบบ ‘Jumping’ และการแสดงนาทีแบบเคลื่อนหมุน ซึ่งเป็นลักษณะกลไกที่ได้รับสิทธิบัตรในปี 1970 ส่วนการแสดงค่าจากจานแนวนอนสู่แนวตั้งด้วยปริซึมนั้นเป็นรูปแบบที่เรียกว่า LRD (Light Reflecting Display – ไลท์ รีเฟลกติง ดิสเพลย์) ที่ได้รับสิทธิบัตรในปี 1973 และถึงแม้ Amida จะล้มละลายไปในปี 1979 แต่นาฬิกา Digitrend ก็ได้กลายเป็นตำนานในหมู่คนรักนาฬิกามาจนถึงทุกวันนี้

 

 

 

 

สำหรับ Digitrend ‘Take-off Edition’ รุ่นนี้ มีการปรับปรุงในส่วนของวัสดุและเทคนิคด้วยเทคโนโลยียุคปัจจุบัน เริ่มจากตัวเรือนที่เป็นสเตนเลสสตีล 316L ขนาด 39.0 x 36.0 x 15.6 มิลลิเมตร ที่ขัดเกลารูปทรงให้ดูโฉบเฉี่ยวและลื่นไหลยิ่งขึ้น ตกแต่งผิวแบบปัดลายซาตินร่วมกับงานขัดเงาที่ประณีตกว่า คริสตัลแซพไฟร์แบบปริซึม การกันน้ำที่ทำได้ 50 เมตร และใช้ฝาหลังแบบกรุกระจกใสบางส่วน เพื่อให้แลเห็นสิ่งสำคัญซึ่งก็คือกลไกแบบขึ้นลานอัตโนมัติ โดยเป็นกลไก ‘Newton’ (นิวตัน) Cal.P092 ของ ‘Soprod’ (โซพรอด) ที่ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง และสำรองพลังงานได้ 44 ชั่วโมง กลไกนี้ถูกประกอบเข้ากับโมดูลแสดงผลแบบ LRD ที่ Amida ออกแบบขึ้นเอง โดยบอกค่าชั่วโมงแบบ ‘Jumping’ กับนาทีแบบเคลื่อนหมุนปกติด้วยจานคู่ แสดงค่าด้วยตัวเลขและสเกลพิมพ์สีส้ม ซึ่งทั้งโมดูลมีส่วนประกอบอยู่เพียง 9 ชิ้น กับสกรู 6 ชิ้น รวมจำนวนทับทิมทั้งกลไกได้ 23 เม็ด ทั้งยังตกแต่งชิ้นส่วนกลไกมาอย่างสวยงามพอตัว ทั้งลาย ‘Côtes de Genève’ (โกตส์ เดอ เฌอแนฟ) การพ่นทราย การแต่งผิวเกรนแนววง โรเตอร์ฉลุโปร่ง และการเคลือบโรเดียม แล้วคาดข้อมือด้วยสายที่ผสานหนังลูกวัวสีส้มเข้ากับอัลคันทาราสีดำชาร์โคล

 

 

 

แบรนด์สวิส Amida ณ ปัจจุบัน ดำเนินกิจการโดยผู้ประกอบการรุ่นใหม่ 2 คน คือ Matthieu Allègre (แมทธิว อัลแลเกรอ) นักออกแบบนาฬิกา และ Clément Meynier (เคลมงต์ มีย์นิเยร์) ผู้ก่อตั้ง ‘Depancel’ (เดอปองแซล) ร่วมกับวิศวกรนาฬิกา Bruno Herbet (บรูโน แอร์เบต์) นาฬิกา Amida Digitrend ‘Take-off Edition’ รุ่นนี้จะเปิดให้สั่งจองแบบล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2024 เป็นต้นไป โดยการส่งมอบจะเริ่มในเดือนตุลาคม 2024 ด้วยสนนราคา 2,900 ฟรังก์สวิส หรือราว 118,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up