UN HEADER 23
UN HEADER 23
Home Blog

HAUTLANCE RETROVISION ’47 – ฉลอง 20 ปี ด้วยเรือนวิทยุหลอดจากยุค 40s

by: ‘Mr.Big’

 

ระยะเวลา 20 ปี ที่ Hautlence (โอตลองซ์) สามารถยืนหยัดในฐานะแบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระที่มีแนวทางการสร้างสรรค์ในแบบฉบับเฉพาะ เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ถึงฝีไม้ลายมือและไอเดียในการสร้างสรรค์นาฬิกาอันยอดเยี่ยมและไม่มีที่สิ้นสุด และเพื่อฉลองวาระครบรอบ 2 ทศวรรษ ให้เป็นที่จดจำ ในปีนี้จึงสร้างสรรค์เรือนเวลารุ่นพิเศษ ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่พาย้อนกลับไปสู่ในยุคทศวรรษ 40s และนำแรงบันดาลใจจากสิ่งของที่ถือเป็นหนึ่งในตัวแทนแห่งยุคสมัยมาเป็นหลักในการออกแบบ โดยตั้งชื่อให้ว่า Retrovision ’47 (เรโทรวิชั่น ฟอร์ตีเซเวน)

MITSUBISHI

 

Retrovision ’47 เผยโฉมในรูปลักษณ์สุดแสนโดดเด่นในทรงเหลี่ยมโค้งมนที่ได้ต้นแบมาจากรูปทรงของ ‘Tube Radio’ (ทิวบ์ เรดิโอ) หรือวิทยุหลอดในยุคโบราณรุ่นประวัติศาสตร์อย่าง Model 5A5 (โมเดล ไฟว์เอไฟว์) ที่ผลิตโดย ‘General Television & Radio Corp.’ (เจเนอรัล เทเลวิชั่น แอนด์ เรดิโอ คอร์ป) แห่งเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา ในปี 1947 ซึ่งมีตัวเคสขนาดเล็ก ทำจากเบคีไลท์ลายหินอ่อนสีเขียวหยก โดยมีฝั่งซ้ายเป็นตะแกรงลำโพงสีงาช้าง ส่วนฝั่งขวาติดตั้งแผงแสดงสัญญาณความถี่และปุ่มหมุนปรับสัญญาณ ‘AM’ (เอเอ็ม) และระดับเสียง มีหูหิ้วสีงาช้างช่วยให้พกพาสะดวก ซึ่ง Hautlence ได้ถอดแบบวิทยุหลอดรุ่นดังกล่าว มาสู่นาฬิกาที่ออกแบบรูปทรงและลวดลายเช่นเดียวกัน โดยผลิตตัวเรือนขึ้นจากไทเทเนียมซึ่งตกแต่งเป็นลายเบคีไลท์หินอ่อนสีเขียวหยกให้เหมือนกับวิทยุหลอดต้นแบบด้วยการเพนท์มืออย่างพิถีพิถัน ในทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขอบมนขนาด 39.15 x 44.4 มิลลิเมตร และมีความหนา 12.1 มิลลิเมตร

 

ขณะที่หูสายได้รับการออกแบบให้เหมือนกับส่วนหูหิ้วของวิทยุทั้ง 2 ฝั่ง สร้างสรรค์ขึ้นจากไทเทเนียมที่ผ่านการขัดมันเงาวาว พร้อมกับติดตั้งเม็ดมะยมทรงฝาถังน้ำมันเอาไว้ในส่วนคร่อมของหูสายด้านล่าง ทางฝั่งซ้ายของตัวเรือนตกแต่งด้วยตะแกรงสเตนเลสสตีลแบบเดียวกับตะแกรงลำโพงของ Model 5A5 และกรุด้วยคริสตัลแซพไฟร์ไว้ด้านในอีกชั้น ซึ่งหากมองลอดตะแกรงเข้าไปก็จะพบกับการทำงานของจักรกลทูร์บิญองที่จะหมุนครบรอบในทุกๆ 60 วินาที ส่วนฝั่งขวาติดตั้งหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่จัดแสดงเวลาแบบ 2 เข็ม ด้วยดีไซน์ที่ประยุกต์มาจากแป้นช่องสัญญาณของ Model 5A5 ซึ่งตกแต่งมาได้อารมณ์แบบวินเทจสุดๆ ทั้งสีสัน และตัวเลข จากวัสดุทองเหลืองชุบทอง 18K พร้อมลวดลายวงแหวน ‘Möbius’ (โมเบียส) ที่เป็นโลโก้ของ Hautlence นำมาตกแต่งโดยมีความนูนเล็กน้อยในสไตล์วอลเปเปอร์ตรงกลาง ให้ความรู้สึกย้อนไปสู่ทศวรรษ 40s และยังเป็นรูปแบบหน้าปัดที่อ่านค่าได้เรียบง่ายที่สุดเท่าที่ Hautlence เคยทำมา นอกจากนี้ในส่วนของตัวเลขบอกเวลา และพื้นที่บริเวณขอบกรงทูร์บิญอง ยังเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ ลูมิโนวา) เอาไว้ โดยจะเปล่งแสงเรืองรองออกมาเป็นสีเขียวมินท์ในความมืดอย่างตระการตาอีกด้วย

 

การทำงานของ Retrovision ’47 เป็นหน้าที่ของกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ออโตเมติก Cal.D20 พร้อมจักรกล ‘Flying Tourbillon’ (ฟลายอิง ทูร์บิญอง) ที่ใช้สายใยจักรกลอกคู่ มีความถี่การทำงาน 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง ติดตั้งทับทิมกันสึก 39 เม็ด พร้อมความสามารถในการสำรองลานถึง 72 ชั่วโมง โดยขึ้นลานด้วยโรเตอร์ที่ตกแต่งลายโครงเส้นพร้อมวงแหวน ‘Möbius’ ของ Hautlence ซึ่งเปิดโอกาสให้ชมการทำงานและการขัดแต่งกลไกแบบพิเศษด้วยเทคนิคเลเซอร์ผ่านฝาหลังกรุคริสตัลแซพไฟร์ ประกอบกับสายหนังสีแดงสไตล์ย้อนยุค ผลิตมาด้วยจำนวนจำกัดเพียงน้อยนิดแค่ 10 เรือนเท่านั้น โดยเปิดราคามาที่ 60,000 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 2.43 ล้านบาท

ULYSSE NARDIN DIVER ATOLL – ตื่นตากับหน้าปัด ‘Chrysocolla’ ในเรือนดำน้ำหญิง

by: ‘TomyTom’

 

เจ้าแห่งนวัตกรรม Ulysse Nardin (ยูลิส นาร์แดง) นำเสนอนาฬิกาดำน้ำร่างย่อมสำหรับคุณผู้หญิง Diver Atoll (ไดเวอร์ อะโทล) ขนาดเรือน 39.0 มิลลิเมตร แบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) จำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน ที่ใช้หน้าปัดซึ่งตัดแต่งเจียระไนขึ้นจากหิน ‘Chrysocolla’ (ครีโซโคลลา) ที่งดงามน่าทึ่งไม่ซ้ำใคร

MITSUBISHI

 

หินมีค่า ‘Chrysocolla’ อันน่าหลงใหลนี้ถูกนำมาใช้ทำเครื่องประดับและของตกแต่งมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ มีลักษณะเนื้อผิวเป็นสีฟ้าและสีเทอร์คอยส์ ตัดกับสีน้ำตาลและสีดำอย่างงดงาม ชวนให้นึกถึงทะเลสาบอันเงียบสงบ แนวปะการังที่สดสวย และขอบฟ้าแห่งมหาสมุทร และด้วยลวดลายที่ไม่เหมือนกันของเนื้อหิน ทำให้หินหน้าปัดที่ถูกเจียระไนด้วยมือแต่ละชิ้นมีความเป็นหนึ่งเดียว ไม่ซ้ำกัน นาฬิกาแต่ละเรือนจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตนโดยแท้ และให้ความงามที่ต่างไปจากเอดิชั่นหน้าปัดเปลือกหอยมุก และหน้าปัดอเวนจูรีนที่มีจำหน่ายอยู่ก่อนหน้า

 

ตัวเรือนของ Diver Atoll เอดิชั่นนี้ เป็นสเตนเลสสตีลขนาด 39.0 มิลลิเมตร หนา 11.0 มิลลิเมตร ซึ่ง 80% ของสเตนเลสสตีลที่ใช้เป็นสเตนเลสสตีลรีไซเคิล อันเป็นการแสดงความมุ่งมั่นในเรื่องความยั่งยืนของ Ulysse Nardin การตกแต่งผิวเป็นแบบสลับกันระหว่างการขัดเงาและการปัดลายซาติน ขอบตัวเรือนเป็นแบบหมุนได้ทิศทางเดียวที่ประดับด้วยเพชรจำนวน 40 เม็ด น้ำหนักรวม 0.8 กะรัต โดยประดับลงในกรอบเหลี่ยมระยะละ 5 นาที สลับด้วยตัวเลข 0, 15, 30 และ 45 ซึ่งทำให้ยังคงใช้ประโยชน์จากขอบตัวเรือนนี้ได้อยู่ ไม่ใช่การประดับเพชรเพื่อความหรูหราลงไปเฉยๆ แล้วทำให้ขอบตัวเรือนชนิดหมุนได้นี้ไร้ผลในด้านการทำงาน

 

นอกจากนี้บนหน้าปัดยังประดับด้วยเพชรอีก 11 เม็ด เป็นหลักชั่วโมงบนแท่นสีเงินทรงเหลี่ยม น้ำหนักเพชรรวม 0.12 กะรัต บอกเวลาด้วยเข็มเคลือบโรเดียมฉาบร่องด้วยสารเรืองแสงสีขาว เช่นเดียวกับบนหลักชั่วโมงแถบเหลี่ยมตำแหน่ง 12 นาฬิกา ที่มีขนาดยาวกว่าแท่นประดับเพชรของหลักชั่วโมงชิ้นอื่นๆ เพื่อใช้เป็นหลักกะเวลาสำหรับการดูเวลาในความมืดได้ ส่วนสเกลมีเพียงขีดยาวบางๆ ที่ตำแหน่งทุก 5 นาที ซึ่งเป็นการพิมพ์ด้วยสีขาวเช่นเดียวกับชื่อแบรนด์และข้อความบนหน้าปัด การกันน้ำสามารถกระทำได้ถึงระดับความลึก 300 เมตร จับคู่มากับสายยางสีขาว หรือจะเลือกจับคู่กับสายหนังจระเข้สีขาวก็ได้

 

การบอกเวลาแบบ 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชันวันที่แสดงผ่านกรอบหน้าต่างทรงกลมเหนือตำแหน่ง 6 นาฬิกา ด้วยเลขสีดำบนจานสีขาว ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ Cal.UN-816 ที่ใช้ชิ้นส่วนระบบปล่อยจักร อันได้แก่แองเคอร์ และจักรเหล็กที่ผลิตจากซิลิกอน ซึ่ง Ulysse Nardin เป็นผู้บุกเบิกนำวัสดุชนิดนี้มาใช้กับนาฬิกาตั้งแต่ ค.ศ. 2001 เป็นต้นมา ก่อนที่หลายต่อหลายแบรนด์จะนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย จำนวนทับทิมของคาลิเบรอนี้มีทั้งหมด 19 เม็ด ทำงานที่ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง พร้อมความสามารถในการสำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง

 

จำนวนการผลิตแบบ ‘Limited Edition’ ของ Diver Atoll เอดิชั่นนี้ จำกัดไว้ที่ 100 เรือน โดยกำหนดราคาจำหน่ายเอาไว้ที่ 15,000 ฟรังก์สวิส หรือราว 605,000 บาท

ZENITH DEFY SKYLINE SKELETON WHITE CERAMIC – ขาวเท่ในร่างเซรามิก พร้อมจักรกลสีน้ำเงิน

by: ‘Mr.Big’

 

Defy Skyline (ดีฟาย สกายไลน์) คือเรือนเวลาเจเนเรชั่นใหม่ที่สืบทอดดีเอ็นเอมาจากคอลเลกชั่น Defy ที่มีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ปี 1969 โดยนำเสนอออกมาภายใต้ความโดดเด่นของเอกลักษณ์จากอดีต ผสานเข้ากับดีไซน์และเทคโนโลยีแห่งยุคสมัยใหม่อย่างลงตัว ซึ่งเป็นที่ต้อนรับอย่างดีจากเหล่าคนรักนาฬิกาทั่วโลกนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2022 จนขึ้นทำเนียบคอลเลกชั่นขายดีของแบรนด์ในปัจจุบัน และบัดนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ Zenith (เซนิธ) จะนำเสนอร่างล่าสุดของ Defy Skyline ที่มาพร้อมความขาวล้ำนำเทรนด์จากวัสดุเซรามิก ให้เป็นตัวเลือกใหม่หลังจากเมื่อปีที่แล้วได้เปิดตัวรุ่นเซรามิกสีดำสุดเข้มออกมา และนี่คือ Defy Skyline Skeleton White Ceramic (ดีฟาย สกายไลน์ สเกเลตัน ไวท์ เซรามิก)

MITSUBISHI

 

เรือนสปอร์ตหรูล่าสุดรุ่นนี้ยังคงนำเสนอมาในดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชีวิตประจำวันในเมือง หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ตัวเรือนผลิตจากเซรามิกสีขาวสะอาดตา ภายใต้คุณสมบัติอันแข็งแรง ทนต่อรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม และสามารถคงสภาพสีขาวไว้ให้ดูเหมือนใหม่ แม้เวลาจะผ่านไปนานก็ตาม ส่วนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยังเท่ากับรุ่นที่ผ่านมา นั่นคือ 41.0 มิลลิเมตร และหนา 11.6 มิลลิเมตร พร้อมขอบตัวเรือนทรงสิบสองเหลี่ยมเฉียบคม และเม็ดมะยมแบบขันเกลียว ผนึกคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันการสะท้อน พร้อมความสามารถในการกันน้ำได้ถึง 100 เมตร

 

หน้าปัดแบบ ‘Skeleton’ ของรุ่นนี้ยังคงใช้รายละเอียดและเลย์เอาท์สะพานจักรรูปดาว 4 แฉก ซ้อนกันแบบเดียวกับรุ่นที่ผ่านมา แต่มีความแตกต่างอยู่ที่สีที่เคลือบบนสะพานจักร ซึ่งใช้เป็นสีน้ำเงินที่หากดูผิวเผินก็จะเหมือนกับ Defy Skyline Skeleton รุ่นแรก แต่รุ่นนี้จะเคลือบเป็นสีน้ำเงินล้วนทั้งหมด รวมถึงวงแหวนสเกลเวลาบนขอบหน้าปัด และวงหน้าปัดย่อย ซึ่งแต่เดิมเป็นสีเทาเคลือบให้ดูตัดกัน ขณะที่งานแต่งพื้นผิวยังเน้นการปัดลายแนวดิ่งที่มองเห็นเส้นแปรงอย่างชัดเจน หลักชั่วโมงทรงแท่งถูกจัดวางครบทั้ง 12 ตำแหน่ง และเข็มบอกเวลาได้รับการแคลือบโรเดียมสีเงินวาว แต้มด้วยสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีขาว เพื่อทัศนวิสัยในการดูเวลาที่ชัดเจนแม้ในที่มืด แสดงเวลาแบบ 2 เข็มครึ่ง โดยติดตั้งเข็มขนาดเล็กพร้อมวงแหวนหน้าปัดย่อยเหนือตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซึ่งทำหน้าที่แสดงค่าวินาทีด้วยความละเอียด 1/10 วินาที

 

การทำงานนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ออโตเมติก Cal.El Primero 3620 SK ที่สร้างความประทับใจด้วยความถี่การทำงาน 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง ใช้จักรเหล็กและก้านปัดที่ทำจากซิลิกอน ติดตั้งทับทิมกันสึก 26 เม็ด สามารถกักเก็บพลังงานนานสุด 55 ชั่วโมง ซึ่งสร้างพลังงานจากการแกว่งตัวของโรเตอร์รูปดาว 5 แฉก ที่เป็นสัญลักษณ์ของ Zenith เผยความงามเด่นของแท่นเครื่องและโรเตอร์ ซึ่งได้รับการเคลือบเป็นสีน้ำเงินผ่านฝาหลังที่กรุด้วยคริสตัลแซพไฟร์ ประกอบเข้าคู่กับกับสายเซรามิกสีขาวอย่างกลมกลืน พร้อมสายยางสีขาวสำรองสำหรับสับเปลี่ยน สามารถถอดเปลี่ยนสายได้เองอย่างง่ายดายด้วยระบบ ‘Quick Strap-change’ (ควิก สแตร็ปเชนจ์)

 

ถึงแม้ว่า Defy Skyline Skeleton White Ceramic จะไม่ได้เป็นคอลเลกชั่นที่ผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ซึ่งกำหนดจำนวนผลิตเอาไว้ตายตัว แต่ทางแบรนด์ก็ได้ประกาศว่าจะมีการผลิตออกมาด้วยจำนวนที่ไม่มากนัก ดังนั้นหากสนใจก็อย่ารอช้า โดย Zenith ตั้งราคาไว้ที่ 17,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 637,000 บาท

HUBLOT CLASSIC FUSION ESSENTIAL GREY – โมโนโครมตลอดร่าง

by: ‘TomyTom’

 

การทำสีเทาแบบโมโนโครมตลอดเรือนร่างของ Hublot (อูโบลท์) ที่เรียกว่า ‘Essential Grey’ (เอสเซนเชียล เกรย์) เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการตกแต่งที่ดูเย็นชาแต่น่าประทับใจยิ่ง และกระทำมาก่อนแล้วกับรุ่น Big Bang Unico (บิ๊ก แบง ยูนิโก) และ Spirit of Big Bang (สปิริต ออฟ บิ๊ก แบง) ซึ่งก็สร้างความสนใจให้กับผู้นิยมนาฬิกาแบรนด์นี้เป็นอย่างมาก ล่าสุดทางแบรนด์ได้นำลุคนี้มาปรับใช้กับ Classic Fusion (คลาสสิก ฟิวชั่น) กันแล้ว โดยตั้งชื่อให้ว่า Classic Fusion Essential Grey นั่นเอง

MITSUBISHI

 

Classic Fusion Essential Grey เปิดตัวออกจำหน่ายพร้อมกัน 2 ขนาดเรือน คือขนาด 42.0 มิลลิเมตร และขนาด 45.0 มิลลิเมตร ซึ่งกันน้ำได้เท่ากันที่ 50 เมตร สร้างตัวเรือนขึ้นจากไทเทเนียม ขัดผิวเงาสลับปัดลายซาตินแนวดิ่งที่ชิ้นฐานยึดสาย ในรูปโฉมเดียวกับเพื่อนร่วมตระกูล เด่นด้วยสายแบบ ‘Integrated’ (อินทีเกรเต็ด) ยึดเข้ากับตัวเรือนอย่างกลมกลืน หัวสกรูรูปอักษร ‘H’ (เอช) 6 ตัว ที่ยึดขอบตัวเรือนผิวหน้าปัดลายซาตินแนวดิ่งเข้ากับตัวเรือน บอกเวลาอย่างเรียบง่ายแบบ 3 เข็ม โดยเจาะหน้าต่างบอกวันที่ไว้ที่ 3 นาฬิกา ให้อ่านค่าได้อย่างชัดเจนผ่านแผ่นคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน ฝาหลังกรุคริสตัลแซพไฟร์ ส่วนสายของเวอร์ชั่นนี้นั้นงามสงบด้วยยางสีเทาที่ผนึกด้านบนด้วยผ้าสีเทาเงินทอห่างด้วยเส้นใยขนาดใหญ่ ล็อกด้วยบานพับสเตนเลสสตีล

ขนาดเรือน 42.0 มิลลิเมตร

ขนาดเรือน 45.0 มิลลิเมตร

 

หน้าปัดงามแบบรักสงบด้วยผิวสีเทาเงินปัดลาย ‘Sunburst’ (ซันเบิร์สต์) เป็นประกายวาวยามต้องแสง ติดตั้งด้วยแท่งหลักชั่วโมงเคลือบโรเดียมชิ้นเหลี่ยมยาว ตัดเจียรเป็นทรงจั่วให้ประกายสะท้อนอย่างเงางาม เข้าคู่กับเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีทรงบาตองเคลือบโรเดียมที่มีส่วนปลายและส่วนบนตัดจั่วแหลม ขณะที่เข็มนาทีเคลือบโรเดียมเป็นแบบเรียวยาว และมีขั้วเข็มเป็นตราอักษร ‘H’ ของ Hublot ส่วนบนพื้นผิวหน้าปัดนั้นสุดแสนเรียบง่ายเพราะไร้ซึ่งขีดสเกลใดๆ โดยมีเพียงตราและชื่อแบรนด์ กับข้อความ ‘Automatic’ (ออโตเมติก) และ ‘Swiss Made’ (สวิส เมด) พิมพ์ด้วยสีดำอยู่เท่านั้น ส่วนจานวันที่ใช้เป็นสีขาวพิมพ์เลขสีดำ ซึ่งก็ดูกลมกลืนกันดีในภาพรวม

 

ตัวเรือนขนาด 42.0 มิลลิเมตร นั้นมีความหนาแค่ 10.4 มิลลิเมตร ส่วนตัวเรือนขนาด 45.0 มิลลิเมตร จะมีความหนาอยู่ที่ 10.95 มิลลิเมตร จึงเป็นขนาดที่สอดสวมเข้าใต้แขนเสื้อได้อย่างแนบเนียน แต่ด้วยความหนาเท่านี้ก็ทำให้ 2 ขนาด ตัวเรือนจำเป็นต้องใช้กลไกต่างคาลิเบรอกัน โดยขนาด 42.0 มิลลิเมตร จะใช้กลไกอัตโนมัติ Cal.HUB1110 ซึ่งมีความหนาแค่ 3.61 มิลลิเมตร ขณะที่เรือนขนาด 45.0 มิลลิเมตร ใช้กลไกอัตโนมัติ Cal.HUB1112 ที่มีความหนา 4.26 มิลลิเมตร ทั้ง 2 ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง มีจำนวนทับทิม 25 เม็ด บอกเวลาแบบ 3 เข็ม พร้อมวันที่ และสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง เช่นเดียวกัน โดยที่เนื้อแท้นั้นมีพื้นฐานมาจากกลไกอัตโนมัติ Cal.SW300-1 ของ Sellita (เซลลิตา) ที่ถอดแบบต่อยอดมาจาก Cal.2892A ของ ETA (อีทีเอ) อีกที ส่วนความสวยงามในการตกแต่งก็จัดว่าพอดี กับงานปัดลายซาตินแนวดิ่งบนสะพานจักรและโรเตอร์ และตัวโรเตอร์ที่ฉลุโปร่งเป็นชื่อแบรนด์ Hublot และเคลือบตัวอักษรให้เป็นสีดำ

 

แม้ขนาดตัวเรือนจะต่างกัน แต่ทาง Hublot ตั้งราคาจำหน่ายเอาไว้เท่ากันทั้ง 2 ขนาด คือ 7,700 ฟรังก์สวิส หรือราว 312,000 บาท แต่ที่ต้องบอกก็คือ Hublot Classic Fusion Essential Grey รุ่นนี้จะมีจำหน่ายเฉพาะช่องทางออนไลน์ของทางแบรนด์เองเท่านั้น ซึ่งก็น่าเสียดายไม่น้อยที่ไม่มีโอกาสได้ชมตัวจริงก่อนตัดสินใจซื้อ

FRÉDÉRIQUE CONSTANT CLASSIC RUNABOUT AUTOMATIC BLUE – คู่สปอร์ตหรูหน้าน้ำเงินโดดเด่น

by: ‘Mr.Big’

ใครที่กำลังรอเวอร์ชั่นใหม่ของคอลเลกชั่น Runabout (รันอะเบาท์) จาก Frédérique Constant (เฟรเดริค คองสตองท์) ล่าสุดทางแบรนด์ได้เผยโฉมออกมาให้ชมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนำเสนอมาพร้อมความโดดเด่นของพื้นหน้าปัดสีน้ำเงินเฉดใหม่ ไม่เหมือนกับรุ่นที่ผ่านมา โดยปรับความเข้มลดลงและเติมความสว่างวาวเข้าไปอย่างสวยงาม จนดูราวกับสีของน้ำทะเลในมหาสมทุร ภายใต้อรรถรสที่ยังคงความคลาสสิกไว้ได้อย่างมีเสน่ห์ และนี่คือ Classics Runabout Automatic Blue (คลาสสิกส์ รันอะเบาท์ ออโตเมติก บลู)

MITSUBISHI

 

คอลเลกชั่น Runabout เริ่มสายการผลิตมาตั้งแต่ปี 2009 เมื่อ Frédérique Constant ประสานความร่วมมือกับ ‘Riva Historical Society’ (รีว่า ฮิสตอริคัล โซไซตี) หรือ ‘RHS’ (อาร์เอชเอส) ซึ่งเป็นสมาคมอนุรักษ์เรือ ‘Runabout’ ที่ Carlo Riva (คาร์โล ริวา) ก่อตั้งขึ้นในอิตาลี เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและสืบสานตำนานเรือยอชต์ไม้อันเลิศหรูที่นิยมกันในยุค 1920-1960s ให้คงอยู่ต่อไป จากจุดนั้นจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจในการกำเนิดคอลเลกชั่น Runabout และในปีที่ 15 นี้ก็ได้เผยโฉมเวอร์ชั่นใหม่ภายใต้เสน่ห์จากสีสันแห่งท้องทะเล โดยจัดมาใน 2 ขนาด ให้รองรับได้ทั้งกับข้อมือบุรุษและสตรี ได้แก่ขนาด 42.0 มิลลิเมตร และ 36.0 มิลลิเมตร ซึ่งทั้ง 2 รุ่น ล้วนสร้างสรรค์จากสเตนเลสสตีลที่มอบสัมผัสสไตล์สปอร์ตหรูด้วยการขัดเงาทั่วทั้งเรือน กรุกระจกหน้าปัดชนิดคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันการสะท้อน และกันน้ำได้ 50 เมตร

 

หน้าปัดสะท้อนความโดดเด่นของสีน้ำเงินเฉด ‘Electric Blue’ (อิเล็กทริก บลู) ที่ให้ความรู้สึกร่วมสมัย และสดชื่นราวกับได้มองสีของทะเล และยังเพิ่มความน่าสนใจด้วยลายสลัก ‘Clous de Paris’ (กลูส์ เดอ ปารีส์) ฉายมิติของแสงสะท้อนจากมุมเหลี่ยมพีระมิดได้อย่างน่าชม ตัดกับงานปัด ‘Sunray’ (ซันเรย์) บนพื้นผิวเรียบของวงหน้าปัดด้านนอก แผ่กระจายไปยังแนวขอบเอียงที่ตกแต่งสเกล 60 นาที ดีไซน์ของหน้าปัดรุ่นนี้ยังคงยึดรูปแบบจากรุ่นปี 2022 ทั้งในเรื่องของการวางตำแหน่ง รวมถึงรูปทรงของหลักชั่วโมงและเข็ม โดยหลักชั่วโมงใช้ตัวเลขอารบิกขนาดใหญ่ สลับกับทรงแท่งหนา เช่นเดียวกับเข็มที่ยังใช้ทรง ‘Alpha’ (อัลฟา) แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปและทำให้ดูโดดเด่นมากขึ้นก็คือการใช้สารเรืองแสงสี ‘Teal’ (ทีล) หรือสีเขียวหัวเป็ด เคลือบทั้งบนเข็มและหลักชั่วโมงให้กลมกลืนไปกับสีพื้นหน้าปัด โดยจัดแสดงเวลาแบบ 3 เข็ม พร้อมบอกวันที่ด้วยตัวเลขอารบิกสีดำบนจานวันที่สีขาว แสดงผ่านหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยมซึ่งในรุ่นขนาด 42.0 มิลลิเมตร จะวางอยู่เหนือหลักชั่วโมงตำแหน่ง 6 นาฬิกา ขณะที่รุ่น 36.0 มิลลิเมตร จะถูกวางแทนที่หลักชั่วโมงไปเลย

 

แม้ทั้ง 2 รุ่น จะมีขนาดที่แตกต่างกัน แต่ภายในก็บรรจุเอาไว้ด้วยจักรกลทำงานชุดเดียวกัน นั่นคือกลไกออโตเมติก Cal.FC-303 ที่มีจำนวนทับทิมกันสึก 26 เม็ด ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ 38 ชั่วโมง ติดตั้งมากับโรเตอร์สีทองซึ่งสามารถชื่นชมผ่านทางฝาหลังที่กรุด้วยคริสตัลแซพไฟร์ พร้อมลายพิมพ์โลโก้ใบเรือของ ‘Riva Historical Society’ ประกอบกับสายหนังลูกวัวปั๊มลายหนังจระเข้ เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีฟ้า โดยทุกเรือนจะบรรจุมาในกล่องสุดหรูพร้อมโมเดลเรือยอชต์จำลองขนาดเล็ก และแต่ละรุ่นได้รับการผลิตมาในจำนวนจำกัดแค่ 1,888 เรือน ในราคา 84,000 บาท สำหรับรุ่นขนาด 42.0 มิลลิเมตร ส่วนในรุ่นขนาด 36.0 มิลลิเมตร ราคาในประเทศไทยยังไม่เปิดเผย แต่ป้ายในตลาดยุโรปติดไว้ที่ 1,595 ยูโร หรือราวๆ 64,000 บาท

AUDEMARS PIGUET ROYAL OAK DOUBLE BALANCE WHEEL OPENWORKED – เครื่องโปร่งกับ 3 วัสดุ

by: ‘TomyTom’

 

Audemars Piguet (โอเดอมาร์ส ปิเกต์) เผยโฉม 3 รุ่นรหัสใหม่ของ Royal Oak Double Balance Wheel Openworked (รอยัล โอ๊ก ดับเบิล บาลานซ์ วีล โอเพนเวิร์กด์) ในเรือนร่างขนาด 41.0 มิลลิเมตร ที่แตกต่างกันด้วยวัสดุกับรายละเอียดการใช้สี โดยมีทั้งตัวเรือนสเตนเลสสตีล ตัวเรือนเซรามิกสีดำ และตัวเรือนทอง 18K โดยเวอร์ชั่นเซรามิกสีดำนั้นเป็นงานผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ที่จำกัดจำนวนไว้แค่ 150 เรือน

MITSUBISHI

 

ตัวเรือนขนาด 41.0 มิลลิเมตร และสายที่เป็นวัสดุเดียวกันนั้น ได้รับการตกแต่งอย่างที่คุ้นตากันดีของ Royal Oak นั่นก็คือการปัดลายซาตินร่วมกับการขัดเงาเพื่อเน้นให้เห็นเหลี่ยมมุมเชิงเรขาคณิตของดีไซน์ ส่วนฝาหลังเป็นแบบกรุคริสตัลแซพไฟร์ การกันน้ำกระทำได้ถึง 50 เมตร ส่วนความหนาโดยรวมของเวอร์ชั่นเรือนสเตนเลสสตีลจะอยู่ที่ 9.9 มิลลิเมตร ขณะที่อีก 2 เวอร์ชั่น จะอยู่ที่ 10.1 มิลลิเมตร ซึ่งเอาเข้าจริงก็แทบจะไม่แตกต่างกัน

 

เครื่องที่ทำงานอย่างแม่นยำในนาฬิกาทั้ง 3 รุ่น นี้ก็คือ Cal.3132 กลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ สำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง ความถี่การทำงาน 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง บอกเวลา 3 เข็ม ขนาด 26.6 มิลลิเมตร หนาเพียง 4.4 มิลลิเมตร จำนวนชิ้นส่วนรวม 245 ชิ้น ใช้ทับทิม 38 เม็ด มาในโครงสร้างแบบ ‘Open-worked’ ที่แสนงดงาม ติดตั้งจักรกลอก 2 ชุด อันเป็นรูปแบบกลไกที่ทางแบรนด์จดสิทธิบัตรไว้ รูปแบบกลไกนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 ด้วยจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความเที่ยงตรงและสเถียรภาพให้กับการควบคุมเวลา จักรกลอกทั้ง 2 ซึ่งมีสายใยจักรกลอกเป็นของตนเองนี้จะประกอบอยู่บนแกนเดียวกัน และเชื่อมโยงการทำงานกันอย่างสมบูรณ์ด้วยระบบที่ออกแบบไว้

 

จักรกลอกนี้สามารถมองเห็นได้ทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีสะพานจักรฉลุโปร่งยึดอยู่ สะพานจักรที่เป็นแบบ ‘Open-worked’ นั้นถูกตัดและฉลุอย่างแม่นยำด้วยเครื่อง CNC และตกแต่งผิวด้วยเทคนิคเก่าแก่ต่างๆ ด้วยมือ ชิ้นโรเตอร์ก็เป็นแบบ ‘Open-worked’ ด้วยเช่นกัน โดยเวอร์ชั่นเรือนสเตนเลสสตีลจะเป็นสีเงิน เวอร์ชั่นเรือนทองเป็นทอง และเวอร์ชั่นเรือนเซรามิกสีดำจะเป็นทองชมพู

 

2 ใน 3 เวอร์ชั่น อันได้แก่เวอร์ชั่นสเตนเลสสตีล และเวอร์ชั่นเซรามิกสีดำ จะใช้สีทองชมพูกับโครงสร้างของกลไก เพื่อให้เล่นกับแสงอย่างงามหรูและอบอุ่น สอดคล้องกับสีของวงขอบหน้าปัดอันเป็นที่ติดตั้งแท่งหลักชั่วโมงและสเกลกับชื่อแบรนด์ที่พิมพ์ด้วยสีดำ รวมไปถึงสีของสกรูที่ยึดอยู่ ณ ตำแหน่ง 8 มุมของขอบตัวเรือน โดยหลักชั่วโมงและเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีของเวอร์ชั่นสเตนเลสสตีลนั้นทำจากทองขาว 18K เคลือบสารเรืองแสงสีขาวบนหลักชั่วโมง เข็มชั่วโมง และเข็มนาที ขณะที่เวอร์ชั่นเรือนเซรามิกสีดำ หลักชั่วโมงและเข็มจะเคลือบด้วยโรเดียมสีดำเพื่อให้เข้ากับสีของตัวเรือน แต่แต้มสารเรืองแสงสีขาวเช่นกัน ทั้งยังบ่งบอกความพิเศษด้วยข้อความ ‘Limited Edition 150 Pieces’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น 150 พีเซส) สลักอยู่บนฝาหลังไทเทเนียมกรุคริสตัลแซพไฟร์ด้วย

 

สำหรับเวอร์ชั่นเรือนทอง 18K นั้นจะต่างออกไปด้วยการใช้โครงสร้างกลไกและวงขอบหน้าปัดเป็นสีเทาแอนธราไซต์ตัดกับความอร่ามของตัวเรือน โดยสเกลและชื่อแบรนด์จะถูกพิมพ์ด้วยสีขาว และใช้ชิ้นหลักชั่วโมงและเข็มเป็นทอง เคลือบด้วยสารเรืองแสงสีขาว เพื่อความสอดคล้องกับตัวเรือน และอ่านค่าได้อย่างชัดเจน

 

ราคาสำหรับเวอร์ชั่นเรือนสเตนเลสสตีล ตั้งเอาไว้ที่ 66,500 สวิสฟรังก์ หรือราว 2.710 ล้านบาท ส่วนเวอร์ชั่นเรือนเซรามิกสีดำ ผลิตจำนวนจำกัด 150 เรือน และเวอร์ชั่นเรือนทอง 18K ตั้งไว้เท่ากันที่ 88,000 สวิสฟรังก์ หรือราว 3.586 ล้านบาท

CHOPARD L.U.C FULL STRIKE ‘YEAR OF THE DRAGON’ * เสียงกังวานแห่งมังกร

by: ‘Mr.Big’

 

ดูเหมือนว่า Chopard จะให้ความสำคัญกับนักษัตรมังกรมากเป็นพิเศษ โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็ได้ร่วมเฉลิมฉลองศักราชแห่งนักษัตรมังกร ด้วยเรือนเวลารุ่นพิเศษ L.U.C XP Urushi Year of the Dragon (แอลยูซี เอ็กซ์พี อุรุชิ เยียร์ ออฟ เดอะ ดรากอน) ที่งามโดดเด่นด้วยการประดิษฐ์ลวดลายมังกรลงบนผืนหน้าปัดด้วยเทคนิคงานเคลือบญี่ปุ่นโบราณ ผ่านมาถึงกลางปี การเฉลิมฉลองของ Chopard ก็ยังคงไม่จบลงง่ายๆ เมื่อเผยอีกหนึ่งซีรีย์พิเศษสำหรับปีมังกร ซึ่งครั้งนี้มาพร้อมความซับซ้อนและหรูหราแบบจัดเต็มกับ L.U.C Full Strike ‘Year of the Dragon’ (แอลยูซี ฟูล สไตรค์ เยียร์ ออฟ เดอะ ดรากอน)

MITSUBISHI

 

เรือนฉลองกลางปีมังกรรุ่นนี้สร้างสรรค์ออกมาใน 2 เวอร์ชั่น ได้แก่แบบตัวเรือนทองกุหลาบ 18K และรุ่นทองขาว 18K เริ่มกันที่รุ่นตัวเรือนทองกุหลาบ 18K ซึ่งใช้ทองกุหลาบ 18K ชนิด ‘Ethical’ (เอธิคัล) หรือเป็นทองที่ถลุงมาจากเหมืองงทองที่มีจริยธรรมสูงทั้งต่อคนงานและสิ่งแวดล้อม ขนาด 42.5 มิลลิเมตร หนา 11.55 มิลลิเมตร โดยนำมาเสริมแต่งด้วยการแกะสลักด้วยมืออย่างพิถีพิถันในลวดลายประแจจีน ทั้งในส่วนขอบตัวเรือนและขาสาย และลายมังกรล่องนภาทางด้านข้างของตัวเรือน ซึ่งงานแกะสลักทั้งหมดนี้ต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างสูง ซึ่งกินเวลาในการสร้างสรรค์นานกว่า 500 ชั่วโมง เลยทีเดียว ส่วนหน้าปัดจัดใช้รูปแบบ ‘Open-worked’ (โอเพนเวิร์กด์) มองเห็นความตระการตาของชิ้นส่วนกลไกสุดซับซ้อน พร้อมงานแกะสลักสะพานจักรทองกุหลาบ  18K แบบชิ้นเดียวเป็นลวดลายอันละเอียดอ่อนของมังกรโบราณที่ได้แรงบันดาลใจจากจี้หยกในสมัยราชวงศ์ฮั่น ติดตั้งเข็มบอกเวลาทองกุหลาบ 18K ทรง ‘Dauphine’ (ดอฟีน) แบบ ‘Fusée-type’ (ฟูเซไทป์) พร้อมด้วยเข็มแสดงค่าพลังงานสำรอง 2 ชุด บริเวณตำแหน่ง 2 นาฬิกา โดยเข็มหนึ่งจะบ่งบอกค่าพลังงานสำรองสำหรับการบอกเวลา ส่วนอีกเข็มจะแสดงค่าพลังงานสำหรับฟังก์ชัน ‘Minute Repeater’ (มินิท รีพีทเตอร์) ซึ่งจะตีขานเวลาด้วยค้อนคู่ที่ติดตั้งอยู่บริเวณ 10 นาฬิกา ซึ่งจะให้เสียงที่ใสกังวานจากการตีกระทบไปบนชิ้นคริสตัลแซฟไฟร์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษแบบชิ้นเดียว อันเป็นระบบที่จดสิทธิบัตรโดย Chopard ประกอบกับสายหนังจระเข้พร้อมซับในสีคอนยัค และตัวล็อกแบบบานพับตกแต่งลายแกะสลักด้วยมือที่ผลิตจากทองกุหลาบ 18K แบบ ‘Ethical’

 

สำหรับรุ่นตัวเรือนทองขาว 18K นำเสนอมาในอารมณ์ที่แตกต่าง ใช้ตัวเรือนทองขาว 18K ขนาด 42.5 มิลลิเมตร หนา 11.55 มิลลิเมตร ซึ่งแน่นอนว่าใช้เป็นชนิดทอง ‘Ethical’ ที่ได้รับมาจากเหมืองทองที่มีธรรมาภิบาลต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นำมาปัดลายและฝังด้วยเพชร ‘Baguette-cut’ (บาแกตต์คัท) เรียงล้อมเรียบเสมอกันตามแนวขอบตัวเรือน รวมน้ำหนักกว่า 2.74 กะรัต ขณะที่หน้าปัดมาในแบบ ‘Open-worked’ แค่บางส่วน เผยให้เห็นการทำงานของจักรกลอกและจักรกลสำหรับตีขานเวลาด้วยค้อนคู่ โดยส่วนที่เป็นพื้นหน้าปัดสีขาวสะอาดตาพร้อมลวดลายมังกรจีนที่รังสรรค์ภายใต้ทักษะการเคลือบสีและลงยาแบบ ‘Grand Feu’ (กรองด์ เฟอ) โดยช่างฝีมือจากเวิร์กช็อปของ Chopard ซึ่งประกอบด้วยการผสมซิลิกากับออกไซด์ที่บดละเอียดเพื่อสร้างผงสีที่ละลายในน้ำ ก่อนจะแต่งแต้มลงบนหน้าปัดเป็นชั้นบางๆ ซึ่งระหว่างการลงยาแต่ละครั้ง หน้าปัดจะถูกนำไปอบในเตาเผาอุณหภูมิสูงภายใต้เวลาที่กำหนดอย่างแม่นยำ เพื่อให้ได้เฉดสีที่เงางามตามต้องการ ตั้งแต่สีเทา สีน้ำตาลทอง และสีเบจ ประกอบกันเป็นเกล็ดและรูปร่างของมังกรอย่างสง่างาม แทรกเสริมด้วยการจัดวางฟังก์ชันเหมือนกับรุ่นทองกุหลาบ 18K ทุกประการ แสดงเวลาแบบ 2 เข็ม ด้วยเข็มชุบโรเดียมทรงทรง ‘Dauphine’  รูปแบบ ‘Fusée-type’ ประกอบมากับสายหนังจระเข้พร้อมตัวล็อกทองขาว 18K ที่ได้จากเหมืองที่มีธรรมภิบาล ในรูปแบบบานพับ ตกแต่งด้วยงานฝีมือแกะสลัก

 

ประดิษฐกรรมเวลาทั้ง 2 รุ่น ใช้กลไกการทำงาน ‘In-house’ (อินเฮาส์) แบบไขลาน Cal.L.U.C 08.01-L พร้อมจักรกลตีขานเวลา ‘Minute Repeater’ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ซึ่งจะตีขานเวลาในช่วง 1 ชั่วโมง ควอเตอร์ และทุกๆ เศษนาที ด้วยเสียงกังวานใสแจ๋ว การสร้างเสียงจะถูกทำให้เกิดขึ้นจากค้อนคู่ ซึ่งจะตีกระทบลงไปยังส่วนสร้างเสียงที่ไม่ใช่แผ่นฆ้องหรือลวดเสียง แต่เป็นคริสตัลแซพไฟร์โมโนบล็อกชิ้นเดียวที่หล่อขึ้นเป็นพิเศษ ครอบคลุมไปถึงกระจกหน้าปัด และประกอบเข้ากันโดยไม่ได้เชื่อมด้วยสกรูหรือกาวใดๆ จึงทำให้การตีขานเวลาเป็นไปด้วยโน้ตเสียงที่มีเอกลักษณ์ ใสกิ๊งดุจแก้ว และความยอดเยี่ยมนี้เองที่ทำให้จักรกลตีขานเวลาเช่นนี้สามารถคว้าโทรฟี่ ‘Aiguille d’Or’ (อายกิลล์ ดอร์) จากงาน ‘GPHG’ (จีพีเอชจี) ในปี 2017 ได้สำเร็จ ซึ่งการตีขานเวลาจากจักรกลชุดนี้กระทำได้มากที่สุดถึง 32 ครั้ง ภายในเวลา 12.59 นาที แบ่งเป็น 12 ครั้ง สำหรับตีเป็นชั่วโมง 3 ครั้ง สำหรับการตีแบบควอเตอร์ และอีก 14 ครั้ง ในแต่ละนาทีที่เหลือ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมีกำลังลานเต็ม ซึ่งสามารถดูกำลังสำรองของฟังก์ชัน ‘Minute Repeater’ ได้จากเข็มที่ติดตั้งอยู่ร่วมกับเข็มแสดงค่าพลังงานสำรองปกติบริเวณ 2 นาฬิกา

 

พร้อมกันนี้ก็ยังได้ติดตั้งคันคลัตช์แบบพิเศษที่คิดค้นโดย Chopard ซึ่งจะทำหน้าที่ยับยั้งการตีขานเวลาในขณะทำการปรับตั้ง และระบบ ‘Ratchet-driving’ (แรทเชทไดรวิง) ที่จะทำให้จังหวะการตีขานเวลาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดลงกลางคัน พร้อมด้วยระบบบังคับรูปแบบการตี ซึ่งมีให้เลือกในโหมดปกติ ช้า ต่อเนื่อง หรือเร็ว ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสิทธิบัตรเฉพาะสำหรับ Chopard กลไกสุดซับซ้อนคาลิเบรอนี้สร้างสรรค์มาในขนาด 37.2 มิลลิเมตร หนา 7.97 มิลลิเมตร ใช้ทับทิมกันสึก 63 เม็ด โดยมีแท่นเครื่องและสะพานจักรที่ทำจากเงินนิกเกิล แต่งลวดลาย ‘Côtes de Genève’ (โกตส์ เดอ เฌอแนฟ) อย่างประณีต ทำงานที่ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานสูงสุด 60 ชั่วโมง พร้อมประทับเครื่องหมายรับรองคุณภาพแห่งนครเจนีวา ‘Poinçon de Genève’ (ปวงซง เดอ เฌอแนฟ) โดยสามารถเห็นความตระการตาของจักรกลอย่างชัดเจนได้ทางฝาหลังคริสตัลแซพไฟร์ ทั้ง 2 รุ่น เป็นงานผลิตแบบ ‘Unique Piece’ (ยูนีค พีซ) ที่มีเพียงเรือนเดียวในโลก ซึ่งหากว่าใครที่ใจถึงต้องการจะเป็นเจ้าของ ก็สามารถสอบถามราคาได้จากทางแบรนด์โดยตรง

TUDOR BLACK BAY CERAMIC BLUE – เรือนดำน้ำเซรามิกดำ เอดิชั่น F1

by: ‘TomyTom’

 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Tudor (ทิวดอร์) ได้ประกาศการหวนคืนสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตด้วยการจับมือเป็นพันธมิตรกับทีมแข่งรถฟอร์มูล่าวันที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ นั่นคือทีม ‘Visa Cash App RB Formula One Team’ (วีซา แคช แอพ อาร์บี ฟอร์มูลา วัน ทีม) และเพื่อเป็นการบันทึกความร่วมมือนี้ Tudor จึงสร้างสรรค์นาฬิกาเอดิชั่นพิเศษสำหรับทีมแข่งขึ้นมา โดยใช้เรือนร่างของตระกูลยอดนิยม Black Bay (แบล็ก เบย์) เป็นพื้นฐาน ก่อเกิดเป็น Black Bay Ceramic Blue (แบล็ก เบย์ เซรามิก บลู) Ref.79210CNU ที่มากับหน้าปัดสีฟ้าโทนสีกลางๆ งามละมุน ซึ่งผู้คนจะได้สวมใส่นาฬิกาแบบเดียวกับที่นักแข่งของทีม อันได้แก่ Yuki Tsunoda (ยูกิ สึโนดะ) และ Daniel Ricciardo (แดเนียล ริกซิอาร์โด) สวมใส่

MITSUBISHI

 

นาฬิกาเวอร์ชั่นนี้มากับตัวเรือนขนาด 41.0 มิลลิเมตร ที่ทำจากเซรามิกสีดำผิวด้าน แต่งผิวด้วยการพ่นทรายละเอียดสลับกับแนวปาดขัดเงา พร้อมขอบตัวเรือนชนิดหมุนได้ทิศทางเดียวที่ทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบสีดำด้วยเทคนิค PVD ซึ่งมีแผ่นวงแหวนด้านบนเป็นเซรามิกสีดำปัดลายซาตินเป็นลาย ‘Sunray’ (ซันเรย์) โดยสเกลนาทีสำหรับใช้กำหนดเวลาดำน้ำถูกสลักลงไปในเนื้อเซรามิกอย่างคมชัด แต่ปล่อยให้เป็นผิวด้านโดยมิได้ลงสีใดๆ กระจกหน้าปัดเป็นคริสตัลแซพไฟร์ทรงโดม ส่วนเม็ดมะยมขนาดใหญ่สลักยอดเป็นรูปกุหลาบ Tudor นั้นเป็นแบบขันเกลียว และท่อเม็ดมะยมที่ปัดลายซาตินเป็นแนววงนั้นเป็นสเตนเลสสตีลที่เคลือบสีดำด้วยเทคนิค PVD สำหรับการกันน้ำนั้นกระทำได้ถึงระดับ 200 เมตร

 

นาฬิกาเวอร์ชั่นนี้มากับสายแบบไฮบริดสีดำที่ผนึกหนังเข้ากับยาง และเย็บด้วยตะเข็บด้ายสีฟ้า ล็อกด้วยบานพับสเตนเลสสตีลเคลือบสีดำด้วยเทคนิค PVD โดยมีสายผ้าสีดำคาดเส้นกลางสีฟ้า ล็อกด้วยหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลเคลือบสีดำด้วยเทคนิค PVD มาให้สลับเปลี่ยนตามความต้องการอีกเส้นหนึ่ง

 

หน้าปัดสีฟ้าโทนแปลกใหม่สำหรับ Tudor นี้ยังคงเป็นทรงโดมเหมือนเช่นเคย ขณะที่เข็มชี้ซึ่งมีเข็มชั่วโมงเป็นทรงเกล็ดหิมะ ‘Snowflake’ (สโนว์เฟลก) และหลักชั่วโมงทรงเรขาคณิตถูกเคลือบเป็นสีดำเพื่อให้สอดคล้องกับตัวเรือน โดยเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) เกรด ‘X1’ (เอ็กซ์วัน) สีขาวให้อ่านค่าได้อย่างชัดเจน และแม็ตช์กับสเกลกับข้อความต่างๆ ที่พิมพ์ด้วยสีขาว

 

เครื่องที่อยู่ภายในตัวเรือนเป็นกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 31.8 มิลลิเมตร หนา 6.5 มิลลิเมตร จำนวนทับทิม 25 เม็ด บอกเวลาแบบ 3 เข็ม Cal.MT5602-1U สำรองพลังงานได้ 70 ชั่วโมง และใช้จักรกลอกแบบแรงเฉื่อยแปรผันร่วมกับสายใยจักรกลอกซิลิกอน โดยมีโรเตอร์เป็นทังสเตนฉลุโปร่ง อันเป็นคาลิเบรอซึ่งมีคุณสมบัติที่สามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานการทดสอบอันเข้มข้น ‘Master Chronometer’ (มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์) ของ ‘METAS’ (เมตาส) ที่ครอบคลุมทั้งในด้านความเที่ยงตรงในการบอกเวลา ความต้านทานต่อสนามแม่เหล็กถึงระดับ 15,000 เกาส์ ประสิทธิภาพการกันน้ำ และประสิทธิภาพในการสำรองพลังงาน โดยที่เฉพาะตัวเครื่องได้ผ่านการทดสอบความเที่ยงตรงตามมาตรฐานโครโนมิเตอร์ของ COSC (ซีโอเอสซี) มาก่อนแล้ว

 

อีกทั้งตัวคาลิเบรอทั้งแท่นเครื่อง สะพานจักร และโรเตอร์ ยังถูกเคลือบให้เป็นสีดำ และตกแต่งพิ้นผิวมาอย่างสวยงามในรูปแบบสมัยใหม่ ทั้งลายเส้นประกายแสงอาทิตย์ที่สลักด้วยเลเซอร์ การพ่นทราย และการขัดผิว เพื่อให้สอดคล้องกับสีตัวเรือน ตัดด้วยแกนโรเตอร์และจักรกลอกกับแท่นฐานข้างใต้และสกรูสีเงิน โดยมองเห็นความสวยงามได้ทางแผ่นคริสตัลแซพไฟร์ที่กรุอยู่กับฝาหลังสเตนเลสสตีลที่เคลือบสีดำด้วยเทคนิค PVD

 

ราคาจำหน่ายที่ Tudor ตั้งไว้แลกกับการครอบครอา Black Bay Ceramic Blue เอดิชั่นนี้อยู่ที่ 191,500 บาท

Recent Post

Luxe Time Pop Up