UN HEADER 23
UN HEADER 23
Home Blog

ZENITH CHRONOMASTER SPORT TITANIUM – เต็มพิกัดโมโนไทเทเนียม

by: ‘Mr.Big’

 

ในโอกาสที่การแข่งขันเทนนิสรายการ ‘Ultimate Tennis Showdown’ (อัลติเมท เทนนิส โชว์ดาวน์) หรือ ‘UTS’ (ยูทีเอส) กำลังจะเริ่มขึ้น ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ Zenith (เซนิธ) เป็นผู้สนับสนุนและจับเวลาอย่างเป็นทางการ โดยใช้กติกาที่ต่างจากการแข่งขันเทนนิสแบบปกติ โดยจะเล่นกัน 4 ควอเตอร์ ใช้เวลาควอเตอร์ละ 8 นาที โดยไม่มีการต่อเวลา และเวลาในการแข่งขันจะลดลง 15 วินาที ในทุกๆ การทำคะแนน จึงเป็นการแข่งขันที่กดดันผู้เล่นเป็นอย่างมาก อีกทั้งผู้เล่นจะได้รับคำแนะนำจากโค้ชที่อยู่ข้างสนามตลอดเวลา และมีการติดไมค์ให้กับผู้เล่น ทำให้ผู้ชมสามารถได้ยินสิ่งที่ผู้เล่นพูดตลอด จึงเป็นการแข่งขันที่เน้นสร้างความบันเทิงมากกว่า ซึ่งการแข่งขันดังกล่าวนี้คิดค้นและก่อตั้งโดย Patrick Mouratoglou (ปาทริก มูราโตกลู) โค้ชเทนนิสและผู้วิจารณ์กีฬาชาวฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Zenith และเพื่อเป็นการต้อนรับฤดูกาลใหม่ของการแข่งขัน Zenith จึงออกเรือนเวลาสปอร์ตจับเวลาตระกูล Chronomaster Sport รุ่นใหม่ที่มาพร้อมวัสดุไทเทเนียมน้ำหนักเบา ในโทนสีแบบโมโนโครม ซึ่งสร้างสัมผัสร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี

MITSUBISHI

 

Chronomaster Sport Titanium มาในตัวเรือนขนาด 41.0 มิลลิเมตร หนา 13.6 มิลลิเมตร ซึ่งทำผิวแบบปัดด้านเป็นหลัก รวมถึงเม็ดมะยมและปุ่มกดทรงกระบอกสูบที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้แตกต่างไปจาก Chronomaster Sport รุ่นที่ผ่านมา ส่วนชนิดไทเทเนียมที่ใช้ในสร้างสรรค์เป็นไทเทเนียมเกรด 5 ซึ่งนิยมใช้ในอุตสาหกรรมการบิน เนื่องด้วยคุณสมบัติน้ำหนักที่เบา และทนทานต่อรอยขูดขีดและการกัดกร่อนเป็นอย่างมาก ขอบตัวเรือนสลักสเกลความละเอียด 1/10 วินาที และเคลือบเป็นสีดำให้ตัดกันอย่างโดดเด่น ผนึกหน้าปัดด้วยคริสตัลแซพไฟร์ทรงโดม เคลือบสารป้องกันการสะท้อนเอาไว้ทั้ง 2 ฝั่ง และมีความสามารถในการกันน้ำอยู่ที่ 100 เมตร

 

หน้าปัดคุมโทนในสีเทาเงิน ผิวปัดลาย ‘Sunburst’ (ซันเบิร์สต์) ส่วนขอบตกแต่งแทร็คเวลาแบบจุดและแบบเส้นความละเอียดสูง สำหรับแสดงค่าจับเวลาภายใต้ความละเอียด 1/10 วินาที ด้วยเข็มวินาทีชุดหลักซึ่งตกแต่งปลายเข็มเป็นสีแดง ช่วยให้การระบุค่าทำได้ง่ายขึ้น ส่วนหลักชั่วโมงเป็นรูปแบบเดียวกันกับรุ่นที่ออกไปก่อนหน้า ในทรงแท่งปาดขอบเอียงทั้ง 4 ด้าน และแต่งพื้นที่ด้านบนเป็นสีดำให้ดูคล้ายการสอดนิล ส่วนวงหน้าปัดย่อยผิวขัดลายวงคลื่นยังคงใช้การวางเลย์เอาท์ที่ให้ทับซ้อนกันเล็กน้อย และถึงแม้สีในแต่ละวงหน้าปัดย่อยจะเป็นคนละสีกัน แต่รุ่นนี้ก็เลือกใช้เฉดที่มีความใกล้เคียงกัน เพื่อคุมโทนไปกับสีของหน้าปัดและตัวเรือน ทั้งยังรู้สึกถึงลูกเล่นการไล่ระดับแบบพองาม ได้แก่สีเงิน สีเทาอ่อน และสีเทาเข้ม โดยที่หน้าปัดย่อยสีเงินเป็นการแสดงวินาทีของการบอกเวลาปกติ ส่วนอีก 2 วง ทำหน้าที่ระบุค่าจับเวลาเป็นวินาทีและนาที โดยสามารถจับเวลาต่อเนื่องมากสุด 60 นาที เสริมด้วยช่องหน้าต่างแสดงวันที่บริเวณ 4-5 นาฬิกา ซึ่งใช้จานวันที่สีเทาอ่อนพร้อมตัวเลขอารบิกสีดำอย่างกลมกลืน และมีการเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) เกรด ‘C1’ (ซีวัน) แต้มที่ขอบด้านในของหลักชั่วโมงและเข็ม เพื่อให้สามารถอ่านเวลาได้แม้ในที่มืด

 

แน่นอนว่าหน้าที่การขับเคลื่อนการทำงานคือความรับผิดชอบของกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ออโตเมติกโครโนกราฟ Cal.El Primero 3600 ที่มาพร้อมความถี่ 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง หรือ 5 เฮิรตซ์ ซึ่งจับเวลาได้ละเอียดถึง 1/10 วินาที ติดตั้งทับทิมกันสึก 35 เม็ด และสำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง โดยสร้างพลังงานผ่านการแกว่งตัวของโรเตอร์ฉลุโปร่งเป็นรูปดวงดาว 5 แฉก ของ Zenith ซึ่งเผยให้ชมผ่านทางฝาหลังคริสตัลแซพไฟร์ ประกอบกับสายไทเทเนียมปัดลายแบบ 3 ข้อ หรือจะสร้างบุคลิกแบบลำลองด้วยสายยาง ‘FKM’ (เอฟเคเอ็ม) สีดำก็มีให้เลือกเช่นกัน โดยในรุ่นสายยางนี้ตั้งราคาเอาไว้ให้เป็นเจ้าของกันที่  10,900 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 446,000 บาท ส่วนรุ่นสายไทเทเนียมตั้งเอาไว้ที่ราคา 11,400 ฟรังก์สวิส หรือราว 465,000 บาท

 

HUBLOT BIG BANG UNICO GREEN SAXEM – เอดิชั่นใหม่ของ Big Bang ในร่างเขียวใส

by: ‘TomyTom’

 

Hublot (อูโบลท์) ผู้นำแห่งวัสดุศาสตร์ จับวัสดุโปร่งแสง ‘Saxem’ (ซาเซม) มาสร้างตัวเรือนสำหรับ Big Bang (บิ๊ก แบง) อีกครั้ง โดยหนนี้เลือกใช้สีเขียว หลังจากที่ในปี 2023 ที่ผ่านมาใช้สีเหลืองเลมอน ‘Neon Yellow’ (นีออน เยลโลว์) ไปแล้ว ขอเชิญพบกับ Hublot Big Bang Unico Green Saxem (อูโบลท์ บิ๊ก แบง ยูนิโก กรีน ซาเซม) สีเขียวใสดุจมรกตที่ผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ด้วยจำนวนเพียง 100 เรือน

MITSUBISHI

 

‘Saxem’ คือนวัตกรรมวัสดุความทนทานสูงและให้สีสม่ำเสมอในทุกมุมมอง ที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Hublot พัฒนาขึ้นเอง โดยมีองค์ประกอบเป็นแซพไฟร์อะลูมิเนียมออกไซด์ และแร่ ‘แรร์-เอิร์ธ’ การผลิตกระทำด้วยการผสม อะลูมิเนียมออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของแซพไฟร์ เข้ากับแร่ธาตุ ‘แรร์-เอิร์ธ’ หลายชนิด เช่น ธูเลียม โฮลเมียม และโครเมียม โดยนำมาใช้สร้างตัวเรือนนาฬิกาเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2019

 

ตัวเรือนรวมไปถึงขอบตัวเรือนของ Big Bang Unico Green Saxem เป็นสีเขียวโปร่งแสงผิวขัดเงาที่วัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 42.0 มิลลิเมตร กับความหนารวมกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันแสงสะท้อน และฝาหลัง ‘Saxem’ สีเขียวกรุแซพไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันแสงสะท้อน ที่ 14.5 มิลลิเมตร กันน้ำได้ 50 เมตร จับคู่มากับสายยางสีเขียวกึ่งโปร่งแสงแต่งลายแนวเส้นในเฉดสีที่รับกับตัวเรือน ล็อกด้วยบานพับไทเทเนียมเคลือบสีดำ

 

การตกแต่งถูกคุมธีมไว้เพียง 2 สีหลัก คือสีเขียวของตัวเรือนและสาย สารเรืองแสง ตราแบรนด์ที่พิมพ์บนกระจกหน้าปัดฝั่งด้านใน สารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) บนหลักชั่วโมงที่เป็นแท่งขีดสลับกับเลขอารบิกแบบผ่ากลางกับเข็มทั้ง 5 และสเกลกับข้อความที่พิมพ์บนโครงหน้าปัดโปร่งแสง

และสีดำที่เคลือบผิวของสกรูไทเทเนียมบนขอบตัวเรือน ปีกข้าง และที่ส่วนบนกับส่วนล่างของตัวเรือน ตลอดจนปุ่มกดปลดล็อกสายของระบบ ‘One Click’ (วัน คลิก) และสีดำของเม็ดมะยมกับปุ่มกดที่เคลือบด้วยเทคนิค PVD ตลอดจนการใช้สีดำบนองค์ประกอบต่างๆ ในพื้นที่หน้าปัด อันได้แก่โครงหน้าปัดคอมโพสิตเรซินสีดำโปร่งแสงขัดเงาที่เป็นแบบ ‘Open-worked’ (โอเพนเวิร์กด์) และเข็มทั้ง 5 ร่วมด้วยสะพานจักรแบบ ‘Open-worked’ กับแท่นกลไกเคลือบสีดำ ส่วนตัวเลขวันที่แบบโครงใช้เป็นสีเทาให้อ่านค่าได้อย่างชัดเจนเหนือพื้นหลังสีดำในช่องที่เจาะไว้ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ในพื้นที่ของวงหน้าปัดจับเวลา 60 นาที แล้วตัดด้วยสีเงินของชิ้นส่วนกลไกอย่างเฟือง สกรู จักร ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) และชิ้นส่วนอื่นๆ  ซึ่งมองเห็นได้จากฝั่งด้านหน้า

 

ขุมกำลังของ Big Bang เอดิชั่นนี้เป็นเครื่อง ‘In-house’ (อินเฮาส์) Cal.HUB1280 ซีรีส์ ‘Unico 2’ (ยูนิโก ทู) กลไกอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชันวันที่ และฟังก์ชันจับเวลา 60 นาที พร้อมระบบ ‘Flyback’ (ฟลายแบ็ก) ให้กดเริ่มจับเวลาครั้งใหม่ได้ต่อเนื่องในทันทีโดยไม่ต้องกดหยุดและรีเซตเข็มก่อน จำนวนชิ้นส่วนรวม 354 ชิ้น จำนวนทับทิม 43 เม็ด ความถี่การทำงาน คือ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง และให้พลังงานสำรองได้สูงสุด 72 ชั่วโมง ซึ่งสำหรับรุ่นนี้ใช้โรเตอร์ฉลุโปร่งที่ทำจากทังสเตนเคลือบสีดำ และเคลือบสะพานจักรกับแท่นกลไกให้เป็นสีดำด้วยเทคนิค PVD

 

Hublot Big Bang Unico Green Saxem Ref.441.JG.4990.RT ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 110,000 ฟรังก์สวิส หรือราว 4.496 ล้านบาท กับจำนวนการผลิตเพียง 100 เรือน ซึ่งสลักระบุเลขลำดับประจำเรือนและข้อความ ‘Limited Edition’ ไว้ที่วงฝาหลัง ที่เชื่อว่าคงจะจำหน่ายหมดไปในเวลาไม่นานเป็นแน่แท้

ZENITH CHRONOMASTER SPORT GREEN – เขียวโครโนสะท้านทรวง

by: ‘Mr.Big’

 

นับตั้งแต่ที่ Zenith (เซนิธ) เผยโฉมซีรีย์ Chronomaster Sport (โครโนมาสเตอร์ สปอร์ต) ออกมาในปี 2021 ภายใต้จุดเด่นที่นำรูปแบบดีไซน์จากนาฬิกา Zenith ในยุคก่อนมาปรับปรุงให้มีความร่วมสมัย ผสานจักรกลโครโนกราฟ ‘El Primero’ (เอล พริเมโร) ชุดใหม่เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผลลัพธ์ก็คือการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้รักนาฬิกาทั่วโลก จนส่งผลให้ Chronomaster Sport กลายเป็นซีรีย์สุดเจ๋งที่ยืนหนึ่งอยู่ในแถวหน้าของแบรนด์ ณ ปัจจุบัน ล่าสุดช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา Zenith ได้เผยเวอร์ชั่นใหม่ของ Chronomaster Sport ในไลน์ผลิตปกติ ด้วยการจัดสียอดนิยมประจำยุคอย่างสีเขียวมาใช้บนขอบตัวเรือนและหน้าปัดได้ลงตัวสุดๆ

MITSUBISHI

 

ตัวเรือนยังคงมาในดีไซน์สปอร์ตร่วมสมัยที่เป็นเอกลักษณ์ ขนาด 41.0 มิลลิเมตร หนา 13.6 มิลลิเมตร ผลิตจากสเตนเลสสตีลที่แต่งผิวแบบปัดด้าน สลับงานลบมุมแบบขัดเงาบริเวณขอบ พร้อมปุ่มกดจับเวลาทรงกระบอกสูบที่ชวนให้นึกถึงดีไซน์แห่งวันวาน กระจกหน้าปัดคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันการสะท้อน กันน้ำได้ลึก 100 เมตร ขอบตัวเรือนโดดเด่นด้วยเซรามิกสีเขียวที่ผ่านการเคลือบขัดเป็นเงางาม ตกแต่งด้วยสเกลเวลา 1/10 วินาที สำหรับฟังก์ชันจับเวลาจากกลไก ‘El Primero’ ชุดใหม่ ที่แสดงค่าจับเวลาได้ละเอียดสูงสุด 1/10 วินาที ผ่านเข็มวินาทีหลักที่ดีไซน์ขั้วถ่วงเป็นรูปดาว 5 แฉก ของ Zenith รวมถึงแต้มปลายเข็มด้วยสีแดงเพื่อเป็นจุดสังเกต

 

ขณะที่พื้นหน้าปัดก็มาในสีเขียวเช่นเดียวกัน แต่เคลือบผิวด้วยแลคเกอร์แบบด้านเพื่อลดการสะท้อน ทำให้ดูค่าเวลาต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น ตกแต่งด้วยหลักชั่วโมงทรงแท่งปาดขอบเอียงทั้ง 4 ด้าน และแต่งพื้นที่ด้านบนเป็นสีดำให้ดูคล้ายการสอดนิล ซึ่งเป็นหนึ่งในดีไซน์การทำหลักชั่วโมงอันเป็นที่นิยมสมัยอดีตเช่นเดียวกับรุ่นก่อน โดยวางถัดขึ้นมาจากขอบเล็กน้อย เพื่อเว้นพื้นที่ให้กับแทร็คเวลาแบบละเอียดสีขาว เลย์เอาท์วงหน้าปัดย่อยที่จัดวางให้ซ้อนทับกันเล็กน้อย และทำโทนสีในแต่ละวงให้ต่างกัน ได้แก่สีน้ำเงิน สีเทาแอนธราไซต์ และสีเทาอ่อน อันเป็นคุณลักษณะเด่นที่ปรากฏอยู่ในเรือนเวลาระดับตำนานอย่าง A386 El Primero ที่ผลิตขึ้นในปี 1969 สร้างมิติด้วยการทำพื้นผิวเป็นลายวงคลื่นทั้ง 3 วง โดยหน้าปัดสีเทาอ่อนเป็นการแสดงวินาทีจากการบอกเวลาแบบ 2 เข็มครึ่ง ขณะที่หน้าปัดสีแอนธราไซต์และสีเทาอ่อนระบุค่าจับเวลาเป็นวินาทีและนาที โดยสามารถจับเวลาต่อเนื่องมากสุด 60 นาที และแทรกการบอกวันที่ภายในช่องหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยมที่เจาะไว้ระหว่าง 4-5 นาฬิกา ซึ่งใช้จานวันที่เป็นสีเขียวเพื่อให้กลมกลืนกับหน้าปัด และไม่ลืมที่จะเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) เกรด ‘C1’ (วีวัน) แต้มที่ขอบด้านในของหลักชั่วโมงและเข็ม เพื่อให้สามารถอ่านเวลาได้แม้ในสภาวะแสงน้อย

 

การทำงานของเวอร์ชั่นสีเขียวรุ่นใหม่นี้ ยังคงเป็นหน้าที่ของกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ออโตเมติกโครโนกราฟ Cal.El Primero 3600 ที่มาพร้อมความถี่ 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง หรือ 5 เฮิรตซ์ ทำให้จับเวลาได้ละเอียดถึง 1/10 วินาที ติดตั้งทับทิมกันสึก 35 เม็ด และกักเก็บพลังงานสำรองได้ 60 ชั่วโมง จากการสร้างพลังงานผ่านการแกว่งตัวของโรเตอร์ฉลุโปร่งเป็นรูปดวงดาว 5 แฉก ของ Zenith ซึ่งเปิดโอกาสให้ชมกันได้ชัดๆ ผ่านฝาหลังที่กรุด้วยคริสตัลแซพไฟร์ สามารถเลือกประกอบได้ทั้งกับสายสเตนเลสสตีลแบบ 3 ข้อ แบบปัดด้านสลับขัดเงาส่วนข้อกลาง หรือสายยางสีเขียวที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับคอลเลกชั่น Chronomaster Sport โดยเฉพาะ สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคา 10,900 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 446,000 บาท ในรุ่นสายสเตนเลสสตีล และ 10,400 ฟรังก์สวิส หรือราว 426,000 บาท เมื่อเลือกจับคู่กับสายยาง

OMEGA SEAMASTER PLANET OCEAN 600M BOUTIQUE EDITION – ทางเลือก 3 สีใหม่ จำหน่ายเฉพาะที่บูติก

by: ‘TomyTom’

 

Omega (โอเมก้า) เสนอ 3 ทางเลือกใหม่ ให้กับนาฬิกาดำน้ำตระกูล Seamaster (ซีมาสเตอร์) ซีรีส์ Planet Ocean 600M (แพลเน็ต โอเชียน 600 เอ็ม) ในฐานะนาฬิกา ‘Special Edition’ (สเปเชียล เอดิชั่น) ที่มีจำหน่ายเฉพาะในบูติกของ Omega เท่านั้น ซึ่งก็คือเป็น ‘Boutique Edition’ (บูติก เอดิชั่น) นั่นเอง โดยตกแต่งมาใน 3 สีแตกต่างกัน

MITSUBISHI

 

บนร่างตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 43.5 มิลลิเมตร หนา 16.2 มิลลิเมตร ปัดผิวลาย ผนึกกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทรงโค้งเคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้ง 2 ฝั่ง ที่กันน้ำได้ลึกถึงระดับ 60 บาร์ ซึ่งเทียบเท่ากับ 600 เมตร พร้อมขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียวติดตั้งแผ่นวงแหวนเซรามิก และวาล์วระบายก๊าซฮีเลียม ที่มากับสีต่างกัน 3 สี คือสีเทาดำ สีเขียว และสีบรอนซ์ โดยแต่ละเวอร์ชั่นจะมาพร้อมกับสายยางแต่งผิวคล้ายเนื้อผ้า เย็บด้ายสีอ่อน ล็อกด้วยบานพับสเตนเลสสตีล ซึ่งเป็นโทนสีที่สอดคล้องกับแผ่นวงแหวนบนขอบตัวเรือน

 

ชิ้นหลักชั่วโมงเป็นแท่งทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ร่วมกับเลขอารบิกขนาดใหญ่ ติดตั้งชิ้นตรา Omega บอกเวลาด้วยเข็มทรงหัวศร และฉาบเข็มทั้ง 3 กับแท่งหลักชั่วโมงทุกชิ้นและจุดกลมบนขอบตัวเรือนมาอย่างจุใจด้วย ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) ส่วนกรอบหน้าต่างวันที่เจาะเป็นทรงเหลี่ยมเล่นระดับไว้ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นไปตามลักษณะหน้าปัดแบบมาตรฐานของรุ่น Planet Ocean 600M เจเนอเรชั่นล่าสุด

 

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดการให้สีที่แตกต่างกันในรายละเอียด โดยเอดิชั่นขอบเรือนสีเทาดำผิวปัดลาย พร้อมสเกลดำน้ำ ‘Liquidmetal’ (ลิควิดเมทัล) สีเงิน จะใช้แท่งหลักชั่วโมงและเลขอารบิก เข็ม และตราสัญลักษณ์ เคลือบสเตนเลสสตีลด้วยเทคนิค PVD ร่วมกับการพิมพ์ข้อความกับตัวเลขด้วยสีเบจอ่อนๆ กับสีขาว และใช้หน้าปัดสีเทาดำ ‘Gunmetal’ (กันเมทัล) ผิวพ่นทรายที่กระทำด้วยเทคนิค ‘Galvanic’ (กัลวานิก) และใช้สารเรืองแสงเป็นสีเบจอ่อนๆ จับคู่กับสายยางสีเทา

 

ส่วนเอดิชั่นขอบเรือนสีเขียวผิวปัดลาย พร้อมสเกลดำน้ำ ‘Liquidmetal’ สีเงิน จะได้ชิ้นเลขอารบิกและหลักชั่วโมงสีเขียวผิวเงา แท่งหลักชั่วโมง เข็ม และตราสัญลักษณ์ที่เคลือบสเตนเลสสตีลด้วยเทคนิค PVD ติดตั้งบนแผ่นหน้าปัดสเตนเลสสตีลสีเทาผิวปัดลายแนวดิ่ง และพิมพ์ข้อความกับตัวเลขด้วยสีเขียวกับสีดำ ส่วนสารเรืองแสงจะเป็นสีขาว จับคู่กับสายยางสีเขียว

 

ขณะที่เอดิชั่นขอบเรือนสีบรอนซ์ผิวปัดลาย ซึ่งเป็นวัสดุ ‘Silicon Nitride Ceramic’ (ซิลิกอน ไนไตรด์ เซรามิก) พร้อมสเกลดำน้ำ ‘Liquid Ceramic’ (ลิควิด เซรามิก) สีขาว จะมากับหน้าปัดสีลินินเงาผิวทราย โดยแท่งหลักชั่วโมงและเลขอารบิก เข็ม และตราสัญลักษณ์ เคลือบเป็นสีเทาด้วยเทคนิค PVD ร่วมกับข้อความกับตัวเลขพิมพ์สีน้ำตาลกับสีดำ โดยมีสารเรืองแสงเป็นสีขาว จับคู่กับสายสีน้ำตาลลินินโทนสีใกล้เคียงกับหน้าปัด

 

ทุกเอดิชั่นทำงานด้วยกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ ที่ใช้ระบบปล่อยจักรแบบ ‘Co-Axial’ (โคแอ็กเซียล) ความถี่การทำงาน 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง ที่สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง ด้วยตลับลาน 2 ชุด บอกเวลา 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชันวันที่และฟังก์ชัน ‘Time Zone’ (ไทม์ โซน) ที่ปรับเลื่อนเข็มชั่วโมงแบบจังหวะละ 1 ชั่วโมง ได้เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนเขตเวลา Cal.8900 ซึ่งผ่านการทดสอบรับรองความเที่ยงตรงและการต้านทานสนามแม่เหล็กถึงระดับ 15,000 เกาส์ ตามมาตรฐาน ‘Master Chronometer’ (มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์) ของ ‘METAS’ (เมตาส) เป็นที่เรียบร้อย โดยสามารถมองเห็นลายตกแต่งแถบริ้วแบบเกลียวตามสไตล์ของ Omega บนสะพานจักรและโรเตอร์ได้ผ่านฝาหลังแบบกรุแซพไฟร์คริสตัลใส ที่ยึดฝาหลังเข้ากับตัวเรือนอย่างแน่นหนาด้วยลักษณะการล็อกแบบ ‘NAIAD Lock’ (ไนแอด ล็อก) อันเป็นสิทธิบัตรของ Omega อีกทั้งยังเสริมความน่ามองด้วยการประทับพิมพ์ด้วยโลหะเป็นโครงร่างของม้าน้ำบนแผ่นกระจกฝาหลังด้วย

 

ราคาของเอดิชั่นวงขอบเรือนสีเทาดำกับสีเขียวถูกตั้งไว้เท่ากันที่ 262,000 บาท ขณะที่เอดิชั่นสีบรอนซ์จะสูงกว่าเล็กน้อยเป็น 278,000 บาท

TAG HEUER AQUARACER PROFESSIONAL 200 SOLARGRAPH 34MM – เรือนดำน้ำพลังแสงในไซส์ขนาดย่อม

by: ‘Mr.Big’

 

ปี 2022 ที่ผ่านมา TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) ได้มอบทางเลือกใหม่ให้กับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาสปอร์ต ด้วยการนำระบบสร้างพลังงานจากแสงที่เรียกว่า ‘Solargraph’ (โซลาร์กราฟ) มาใช้กับคอลเลกชั่นนาฬิกาดำน้ำ Aquaracer Professional 200 (อควอเรเซอร์ โปรเฟสชันแนล ทูฮันเดรด) โดยมากับขนาด 40.0 มิลลิเมตร พร้อมวัสดุสเตนเลสสตีลและไทเทเนียมที่ออกใหม่ในปี 2023 ที่ผ่านมา และปีนี้ TAG Heuer ก็ได้ขยายไลน์ให้ครอบคลุมการใช้งานมากขึ้น ด้วยการออกเวอร์ชั่นใหม่ที่มาพร้อมกับขนาด 34.0 มิลลิเมตร อันเป็นไซส์ที่ค่อนไปทางเล็ก จึงเหมาะที่จะสวมใส่ได้สวยกับข้อมือสุภาพสตรี หรือสุภาพบุรุษผู้มีข้อมือเล็กก็ไม่เป็นที่ยกเว้น โดยนำเสนอมาใน 3 สีสันหน้าปัด ที่ส่งมอบความประทับใจในบุคลิกที่แตกต่างกัน

MITSUBISHI

 

Aquaracer Professional 200 Solargraph เวอร์ชั่นขนาด 34.0 มิลลิเมตร ใหม่นี้ มาพร้อมความหนา 9.7 มิลลิเมตร และความยาวจากปลายขาสายด้านบนถึงปลายขาสายด้านล่าง 40.6 มิลลิเมตร ในดีไซน์ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของ Aquaracer ที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุค 90s สร้างสรรค์ตัวเรือนจากสเตนเลสสตีลปัดผิวด้าน และงานลบมุมขัดเงาสร้างมิติประกายสะท้อนของแสงได้อย่างคมคาย และเพิ่มความเงางามให้กับขอบตัวเรือนสิบสองเหลี่ยมที่ดีไซน์ให้มีระนาบเอียงลงด้านนอก ด้วยการขัดมันเงาวับดุจผิวกระจก สลับกับตัวเลขบอกเวลาหลักสิบและสันบ่าทั้ง 6 ตำแหน่ง ซึ่งทำผิวแบบพ่นทรายให้เกิดมิติ โดยสามารถปรับหมุนได้ทิศทางเดียวเหมือนกับรุ่นอื่นๆ ผนึกด้วยคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันการสะท้อน ส่วนฝาหลังแบบทึบล็อกเกลียวถูกสลักเป็นลายรวงผึ้ง พร้อมดวงดาวเข็มทิศ 8 แฉก วางเหนือโครงเส้นสิบสองเหลี่ยมตามลักษณะขอบตัวเรือน และแน่นอนว่าการกันน้ำต้องอยู่ที่ระดับ 200 เมตร ตามที่ปรากฏอยู่ในชื่อรุ่น

 

หน้าปัดของเรือนดำน้ำพลังงานแสงขนาดใหม่นี้เผยโฉมออกมา 3 เวอร์ชั่น กับ 4 การตกแต่ง ได้แก่หน้าปัดสีน้ำเงิน ‘Deep Blue’ (ดีพ บลู) ปัดลาย ‘Sunburst’ (ซันเบิร์ส) พร้อมเข็มวินาทีเคลือบแลคเกอร์เป็นสีฟ้า ‘Polar Blue’ (โพลาร์ บลู) อันเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ของ Solargraph ที่สืบทอดมาจากรุ่นก่อน ประทับด้วยโลโก้ TAG Heuer สีเงินนูน ขณะที่หน้าปัดแบบที่ 2 เป็นการนำสีฟ้า ‘Polar Blue’ อันเป็นเอกลักษณ์มาสร้างสรรค์เป็นพื้นหน้าปัดทั้งแผ่น พร้อมทำผิวเป็นลายเกล็ดน้ำแข็งละเอียดที่เห็นแล้วชวนให้นึกถึงขนมหวานอย่างบิงซู และผ่านการเคลือบให้เป็นประกายเงางาม ส่วนเข็มวินาทีเป็นสีเงินเช่นเดียวกับเข็มชั่วโมงและนาที โดยที่โลโก้นูนของ TAG Heuer ของรุ่นนี้ทำเป็นสีเทา และสุดท้ายคือแบบหน้าปัดเปลือกหอยมุกละมุนสีขาวธรรมชาติ ซึ่งมีโลโก้ TAG Heuer สีเงินนูนติดตั้งไว้อย่างกลมกลืน พร้อมเข็มวินาทีสีเงิน โดยหน้าปัดรุ่นนี้มีให้เลือกทั้งหลักชั่วโมงทรงแท่งปกติ หรือใช้เพชร 11 เม็ด น้ำหนักรวม 0.155 กะรัต ติดตั้งแทนหลักชั่วโมงทั้ง 11 ตำแหน่ง เป็นการเสริมลุคให้ดูหรูหราขึ้นอีกเล็กน้อย หรือจะเติมเต็มความหรูหรายิ่งขึ้นด้วยการประดับเพชรเพิ่มอีก 35 เม็ด น้ำหนัก 0.6 กะรัต ลงบนขอบตัวเรือนก็มีให้พิจารณาด้วยเช่นกัน ซึ่งการรังสรรค์หน้าปัดของทุกรุ่น จะใช้แผ่นหน้าปัดเปล่าๆ ที่ไม่มีส่วนแผ่นฐานรองรับ และต้องทำพื้นผิวให้มีลักษณะกึ่งโปร่งแสง เพื่อให้แสงสามารถเล็ดลอดลงมายังแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กที่ติดตั้งอยู่เบื้องหลังแผ่นหน้าปัด เพื่อสร้างพลังงานในการขับเคลื่อนให้กับนาฬิกา

 

สำหรับฟังก์ชันการทำงานยังคงเหมือนกับรุ่นก่อนหน้าที่เป็นการแสดงเวลาแบบ 3 เข็ม ร่วมกับการบอกวันที่ภายในช่องหน้าต่างที่ติดตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา โดยหลักชั่วโมงและเข็มได้รับการเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) ซึ่งจะเรืองแสงออกมาเป็นสีเขียว ยกเว้นส่วนเข็มนาทีที่จะเรืองแสงออกมาเป็นสีฟ้า นอกจากนี้ในรุ่นหน้าปัดสีน้ำเงิน ‘Deep Blue’ ยังเคลือบสารเรืองแสงเอาไว้บนเข็มวินาทีสี ‘Polar Blue’ ให้เรืองแสงออกมาเป็นสีฟ้าอีกด้วย ส่วนแหล่งพลังงานในการขับเคลื่อนคือเครื่องควอตซ์พลังงานแสงอาทิตย์ Cal.TH50-01 อันเป็นเครื่องที่ TAG Heuer ร่วมพัฒนากับ ‘La Joux-Perret’ (ลา ฌูซ์-แปร์เรต์) แบรนด์ผู้ผลิตจักรกลเวลาชั้นนำของสวิส โดยสามารถสร้างพลังงานให้เครื่องทำงานได้นับตั้งแต่ 2 นาทีแรก ผ่านการชาร์จพลังงานได้จากทั้งแหล่งแสงธรรมชาติและแสงสังเคราะห์ และสามารถกักเก็บประจุพลังงานได้นานถึง 10 เดือน เมื่อชาร์จเต็มประจุด้วยการสัมผัสกับแสงเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 40 ชั่วโมง ทุกรุ่นประกอบเข้ากับสายสเตนเลสสตีลแบบ 3 ข้อ ผิวปัดด้านสลับกับงานขัดมันเฉพาะส่วนข้อกลาง สามารถจับจองเป็นเจ้าของกันได้ในราคาตั้งแต่ 2,150 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากคิดเป็นเงินไทยตกอยู่ที่ประมาณ 77,000 ถึง 180,000 บาท

VULCAIN GRAND PRIX – เดรสเรียบหรูดูสง่าในสไตล์ยุค 60s

by: ‘TomyTom’

 

หลังจากแบรนด์นาฬิกาสวิสรุ่มรวยประวัติศาสตร์ Vulcain (วุลเคน) ถูกฟื้นชีพคืนสู่โลกนาฬิกาตั้งแต่ปลายปี 2022 ก็ทยอยปรากฏตัวด้วยนาฬิการุ่นต่างๆ ที่นำลักษณะของการออกแบบสไตล์วินเทจย้อนยุคที่หยิบจับเอารูปแบบนาฬิกาในอดีตของตนมาขัดเกลาสร้างขึ้นใหม่ อาทิ Cricket (คริกเก็ต) Nautique (นอติค) และ Chronographe 1970’s (โครโนกราฟ ไนน์ทีนเซเวนตีส์) ซึ่งนาฬิกาเดรสแบบ 3 เข็ม ที่เพิ่งออกมาภายใต้ชื่อคอลเลกชั่น Grand Prix (กรังด์ ปรีซ์) ในชื่อรุ่นว่า Grand Prix 39mm ก็เป็นดังนั้นด้วยเช่นกัน

MITSUBISHI

 

หน้าตาสุดแสนคลาสสิกที่มีขอบตัวเรือนบางเฉียบกรุด้วยกระจกหน้าปัดแผ่นใหญ่บานโค้งทั้ง 2 ฝั่งของ Grand Prix เจเนอเรชั่นใหม่นี้ มีที่มาจากดีไซน์ของนาฬิกา Vulcain Grand Prix เมื่อทศวรรษ 1960s ซึ่งชื่อ Grand Prix อันหมายถึงรางวัลใหญ่นั้นถูกตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึงรางวัลอันทรงเกียรติที่ Vulcain ได้รับในนิทรรศการ ‘Barcelona International Exhibition’ (บาร์เซโลนา อินเตอร์เนชันแนล เอ็กซ์ฮิบิชั่น) เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 1929 ถึง 15 มกราคม 1930

 

Vulcain สร้าง Grand Prix เจเนอเรชั่นใหม่นี้ด้วยเรือนร่างสเตนเลสสตีลขนาด 39.0 มิลลิเมตร กับความหนารวม 12.7 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะกับยุคสมัยปัจจุบัน ตกแต่งด้วยการขัดเงาสลับปัดลาย ส่วนการกันน้ำก็สร้างให้กระทำได้ถึงระดับ 50 เมตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานแบบนาฬิกาเดรส และที่กระจกหน้าปัดก็เคลือบสารกันแสงสะท้อนมาให้ด้วยเพื่อความชัดเจนในการดูเวลาจากแผ่นหน้าปัดผิวโค้งรับกับกระจกหน้าปัด รูปทรงของตัวเรือนมากับความคลาสสิกเรียบง่ายที่สละสลวย ร่วมด้วยเม็ดมะยมชิ้นกว้างที่ไม่หนานัก ติดตั้งคู่มากับสายหนังผิวเรียบ รัดข้อมือด้วยหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล

 

Grand Prix ฉบับ ค.ศ. 2024 เปิดตัวออกมาพร้อมกัน 3 เวอร์ชั่นสีหน้าปัด ได้แก่สีแชมเปญหรูสง่าคู่สายหนังสีน้ำตาลแดง สีเงินสุขุมคู่สายหนังสีดำ และสีดำเข้มขรึมคู่สายหนังสีดำ ซึ่งทุกเวอร์ชั่นหน้าปัดเป็นผิวแบบกึ่งเงาปัดลาย ‘Sunburst’ (ซันเบิร์สต์) ติดตั้งหลักชั่วโมงแบบแท่งเหลี่ยมขอบมนสีเงินผิวขัดเงาที่มีขนาดออกไปในทางเพรียวบางอยู่สักหน่อย และเบิ้ลคู่นำสายตาที่หลัก 12, 3, 6 และ 9 นาฬิกา ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะเจาะกับเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีสีเงินแท่งผอมขัดผิวเงาซึ่งมีรูปทรงคล้ายดินสอ ขณะที่เข็มวินาทีสีเงินขัดเงามีรูปทรงเรียวแหลม ส่วนสเกลนาที-วินาทีพิมพ์เป็นเส้นขีดสั้นๆ และมีข้อความพิมพ์ขนาดพอเหมาะอยู่ตามตำแหน่งที่สมควร ไล่เรียงตั้งแต่ชื่อ Vulcain กับชื่อคอลเลกชั่น Grand Prix ด้านบน ข้อความ ‘Automatique’ (ออโตมาตีค) ถัดลงมา และข้อความ ‘Swiss Made’ (สวิส เมด) อยู่ล่างสุด

 

พลิกมาทางเบื้องหลังจะมองไม่เห็นเครื่อง เพราะใช้ฝาหลังสเตนเลสสตีลแบบแผ่นทึบที่สลักตราและข้อความมาอย่างเป็นระเบียบสวยงาม โดยกลไกทำงานเป็นแบบขึ้นลานอัตโนมัติ บอกเวลา 3 เข็ม ไร้วันที่ ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ที่สำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง Cal.L24 ของ ‘Landeron’ (แลงเดอรง) บริษัทผลิตกลไกรายเก่าแก่ในสวิส โดยเป็นกลไกที่นำ Cal.ST2130 ของ ‘Seagull’ (ซีกัล) อันมีที่มาจากรูปแบบ Cal.2824-2 ของ ETA (อีทีเอ) มากระทำให้สอดคล้องกับเกณฑ์การเป็นกลไก ‘Swiss Made’ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกของคาลิเบรอพื้นฐาน หากไม่ได้ใช้เครื่องของ ‘Sellita’ (เซลลิตา) หรือ ETA โดยตรง

 

Vulcain Grand Prix นำเสนอสู่ตลาดนาฬิกาด้วยสนนราคาที่ยังไม่รวมภาษีขายอยู่ที่ 1,450 ฟรังก์สวิส คิดเป็นเงินไทยราว 59,000 บาท ตามที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของ Vulcain เอง โดยเริ่มเปิดรับออเดอร์ผ่านเว็บไซต์ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2024 เป็นต้นมา

SEIKO 5 SPORTS RETRO COLOR SPECIAL EDITION – หวนคืนความคลาสสิกกับลายตาหมากรุก

by: ‘Mr.Big’

 

Seiko (ไซโก) ยังคงเดินหน้านำประวัติศาสตร์ความทรงจำเมื่อครั้งอดีตมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เรือนเวลารุ่นใหม่ที่เจือด้วยกลิ่นอายคลาสสิกภายใต้อัตลักษณ์แห่งวันวาน จากในปีที่ผ่านมาซึ่งนำเอารูปแบบของ ‘Rally Diver’ (แรลลี ไดเวอร์) ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำ 70 เมตร ที่มีชื่อเสียงในช่วงปี 1969 มาใช้ในการสร้างสรรค์เรือนเวลารุ่น SRPK09K โดยหยิบยกเอาลักษณะอันโดดเด่นของลวดลายสลับสีที่ปรากฏอยู่บนวงแหวนขอบตัวเรือนมาสร้างความโดดเด่นอีกครั้ง ภายใต้ดีไซน์สปอร์ตร่วมสมัยของตัวเรือนแบบ ‘SKX Series’ (เอสเคเอ็กซ์ ซีรีส์) ในฐานะหนึ่งในเรือนที่รังสรรค์เพื่อฉลองวาระครบรอบ 55 ปี คอลเลกชั่น 5 (ไฟว์) มาบัดนี้ Seiko ก็ได้นำอีกหนึ่งรูปแบบของเรือนดำน้ำ ‘Rally Diver’ จากปี 1969 กลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้ง โดยบรรจุอยู่ในซีรีย์ ‘Retro Color’ (เรโทร คัลเลอร์) ในรูปแบบ ‘Special Edition’ (สเปเชียล เอดิชั่น)

MITSUBISHI

 

สิ่งที่แสดงตัวตนในความเป็น ‘Rally Diver’ คือวงแหวนขอบตัวเรือนที่ดีไซน์ให้มีลักษณะเป็นแถบสี 2 สี วางสลับกัน โดยจะเห็นได้ว่ารุ่น SRPK09K ที่เปิดตัวในปีที่แล้ว ออกแบบให้แถบสีสลับมีความยาวช่วงละ 5 นาที ใน 3 ชั้น แต่สำหรับรุ่นที่ออกมาใหม่นี้ ทาง Seiko ได้นำอีกหนึ่งลายดีไซน์ของ ‘Rally Diver’ ซึ่งเป็นการวางสลับสีภายในช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ดูคล้ายธงตาหมากรุกในโลกมอเตอร์สปอร์ต หรือ ‘Checker Flag’ (เช็คเกอร์ แฟล็ก) มาเป็นต้นแบบในการรังสรรค์บนผิวพ่นทราย ภายใต้เลย์เอาท์ที่ยังคงเดิมจากต้นยุค 70s เป๊ะๆ นั่นคือวางแถบสลับสีเป็น 2 แถว ในขณะที่แถวที่ 3 ซึ่งติดกับหน้าปัดทำเป็นแทร็คเวลา และมีตัวเลขอารบิกกำกับเวลาทุกช่วง 10 นาที โดยที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ใช้สัญลักษณ์วงกลมเรืองแสงแทน นอกจากนั้นยังทำขอบข้างบากเป็นร่อง เพื่อให้สะดวกต่อการปรับหมุนในทิศทางเดียว โดยนำเสนอออกมาพร้อมกันใน 2 สีสัน ได้แก่สีเงินสลับกรมท่าในรุ่นรหัส SRPK65K และสีเงินสลับดำสำหรับรุ่นรหัส SRPK67K ในดีไซน์ตัวเรือนแบบ ‘SKX’ ซึ่งจัดวางตำแหน่งของเม็ดมะยมไว้ที่ 4 นาฬิกา พร้อมบ่าปกป้อง ในขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 42.5 มิลลิเมตร หนา 13.4 มิลลิเมตร กับวัสดุสเตนเลสสตีลที่กันน้ำได้ในระดับความลึก 100 เมตร

Seiko SRPK09K ปี 2023

 

ดีไซน์หน้าปัดของทั้ง 2 แบบ ถูกดีไซน์ให้แมทช์กับสีของลาย ‘Checker Flag’ บนขอบตัวเรือน รวมถึงมีลักษณะความเป็นเรโทรภายใต้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน โดย SRPK65K เน้นที่คลาสสิกของสีน้ำเงินบนพื้นผิวปัดลาย ‘Sunburst’ (ซันบรัสต์) ทอประกายแสงอย่างงดงาม ขอบหน้าปัดตกแต่งด้วยแทร็คเวลาสลับมาร์คเกอร์ดอท ส่วนหลักชั่วโมงทรงแท่งและเข็มได้รับการเจียรเป็นเหลี่ยมสันชัดเจน เคลือบด้วยสารเรืองแสง ‘LumiBrite’ (ลูมิไบร์ท) สีขาว เพิ่มความชัดเจนในการดูเวลาในทุกสภาวะแสง ทำเข็มวินาทีเป็นสีส้มเหมือนรุ่นดั้งเดิม ขณะที่ SRPK67K สะท้อนอารมณ์แห่งสีสันของยุค 70s ในบุคลิกแบบลำลอง ด้วยการตกแต่งวงแทร็คเวลาเป็นแถบสลับสีฟ้า-ขาวบนพื้นสีดำ โดยที่ส่วนขอบหน้าปัดทำการขัดจนขึ้นเงาดุจกระจก เพื่อให้เกิดลูกเล่นการสะท้อนสีสันของแทร็คเวลา ส่วนเข็มชั่วโมงและนาที ดีไซน์ให้มีลักษณะเป็นแถบเส้นสีดำอยู่ตรงกลาง คล้ายกับการสอดนิลอันเป็นที่นิยมในยุคก่อน และมีการเคลือบสารเรืองแสง ‘LumiBrite’ เอาไว้บนหลักชั่วโมง เข็ม รวมถึงมีเข็มวินาทีเป็นสีส้มเช่นเดียวกัน

 

ทั้ง 2 รุ่น บอกเวลาแบบ 3 เข็ม พร้อมการแสดงวันควบไปกับวันที่ภายในช่องหน้าต่างทรงสี่เหลี่นมผืนผ้ายาวทำกรอบหนาสีเงิน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคุณลักษณะเด่นที่ปรากฏอยู่ใน ‘Rally Diver’ ที่ Seiko นำรายละเอียดดังกล่าวมาใช้กับรุ่นใหม่นี้เช่นเดียวกัน ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไก ‘In-house’ ออโตเมติก Cal.4R36 ชนิดขึ้นลานด้วยมือผ่านเม็ดมะยมเพิ่มได้อีกทางหนึ่ง มีจำนวนทับทิมกันสึก 24 ชิ้น ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง และสามารถสำรองพลังงานได้ 41 ชั่วโมง โดยเปิดโอกาสให้ชมการทำงานของชุดจักรกลผ่านฝาหลังใส ประกอบกับสายสเตนเลสสตีลมาตรฐานแบบ 3 ข้อ พร้อมงานปัดลาย กำหนดราคาให้เป็นเจ้าของเท่ากันทั้ง 2 แบบ ที่ 15,000 บาท เท่านั้น

OMEGA CONSTELLATION 41MM METEORITE COLLECTION – ทางเลือกใหม่กับหน้าปัดอุกกาบาต

by: ‘TomyTom’

 

Constellation (คอนสเตลเลชั่น) คือหนึ่งในคอลเลกชั่นนาฬิกาเก่าแก่ของ Omega (โอเมก้า) ที่ยังคงมีทายาทสืบสานต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งตั้งแต่ปี 1952 ที่ถือกำเนิดเกิดขึ้นครั้งแรก ก็ได้รับการปรับปรุงและอัพเดทมาอย่างต่อเนื่องเจเนอเรชั่นแล้วเจเนอเรชั่นเล่า และกับเจเนอเรชั่นปัจจุบันที่ออกมาตั้งแต่ปี 2019 ในร่างขนาดเล็กสำหรับผู้หญิง และปี 2020 ในร่างขนาดใหญ่สำหรับผู้ชาย ก็เป็นการหวนกลับไปนำรูปโฉมของซีรีส์ Constellation Manhattan (คอนสเตลเลชั่น แมนฮัตตัน) สมัยยุคทศวรรษ 1980s กลับมาสร้างขึ้นใหม่ จึงมีความงามคลาสสิกแบบร่วมสมัยที่โดนใจผู้คนมากมาย และบัดนี้ Omega ก็ได้เพิ่มทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจยิ่งด้วยหน้าปัด ‘Meteorite’ (เมทีโอไรต์) ซึ่งก็คืออุกกาบาตแท้ๆ จากนอกโลก โดยเผยโฉมออกมาพร้อมกันมากมายถึง 20 แบบ ใน 4 ขนาดตัวเรือน คือ 41.0 มิลลิเมตร 29.0 มิลลิเมตร 28.0 มิลลิเมตร และ 25.0 มิลลิเมตร ขนาดละ 5 แบบด้วยกัน ซึ่งขนาดที่เลือกมานำเสนอนี้เป็นไซส์ 41.0 มิลลิเมตร สำหรับผู้ชาย

MITSUBISHI

 

ความโดดเด่นอันเป็นที่จดจำของ Constellation เจเนอเรชั่นปัจจุบัน เห็นจะเป็นดีไซน์อันสละสลวยไม่เหมือนใครของตัวเรือนทรง ‘Tonneau’ (ตอนโน) และแนวเส้นโค้งแบบเสี้ยวจันทร์ ลักษณะของสันบ่าบแนวขวางบริเวณด้านข้างของขอบตัวเรือนที่ดูราวกับกงเล็บที่กุมวงขอบตัวเรือนเอาไว้ ร่วมด้วยหลักชั่วโมงเลขโรมันบนขอบตัวเรือน ล้อมชิ้นหลักชั่วโมงทรงแท่งเหลี่ยมบนหน้าปัดเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง และสายโลหะดีไซน์แบบ ‘Integrated’ (อินทีเกรเตด) สไตล์คลาสสิก ที่ผสานกลมกลืนกับรูปทรงตัวเรือนได้อย่างลงตัว โดยนำเสนอมาพร้อมกับหน้าปัดหินอุกกาบาตทำสีต่างกัน 5 สี

 

อุกกาบาตที่ Omega นำมาใช้ทำหน้าปัดนี้ เป็นอุกกาบาต ‘Muonionalusta Meteorite’ (มิวโอเนียนอลัสตา เมทีโอไรต์) จากประเทศสวีเดน ซึ่งอาจถือเป็นอุกกาบาตที่เก่าแก่ที่สุดที่ตกลงสู่พื้นโลก ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 4.5 พันล้านปีมาแล้ว โดยเป็นอุกกาบาตที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบหลัก และมีนิกเกิลอยู่ในปริมาณที่มีนัยสำคัญ ก่อเกิดเป็นลักษณะลายเส้นแบบที่เรียกว่าลาย ‘Widmanstätten’ (วิดแมนสตาตเตน) คล้ายกับอุกกาบาต ‘Gibeon’ (กีเบียน) แต่มีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อยในเชิงโครงสร้าง และเมื่อเป็นวัตถุธรรมชาติ ลายเส้นในเนื้อผิวที่งามแปลกตาไม่เหมือนวัตถุใดในโลกของหน้าปัดแต่ละชิ้นจึงไม่มีทางที่จะซ้ำกัน

 

นาฬิกาที่ใช้หน้าปัดชนิดนี้จึงถือได้ว่าเป็นชิ้นงานแบบ ‘Unique Piece’ (ยูนีค พีซ) เพียงชิ้นเดียวในโลก ขณะที่สีซึ่งปรากฏบนพื้นผิวซึ่งมีให้เลือกกัน 5 สี นั้นทาง Omega ใช้เทคโนโลยีการทำสีด้วยเทคนิค PVD สำหรับหน้าปัดทอง ‘Sedna’ (เซดนา) 18K หน้าปัดทอง ‘Moonshine’ (มูนไชน์) 18K หน้าปัดสีเขียว และหน้าปัดสีน้ำเงิน เว้นแต่หน้าปัดสีเงินเท่านั้นเกิดขึ้นจากการทำ ‘Galvanic’ (กัลวานิก) เพื่อให้สีมีลักษณะคล้ายสีดั้งเดิมของอุกกาบาตมากที่สุด ขณะที่ชิ้นหลักชั่วโมง โลโก้ และดวงดาวประดับหน้าปัดนั้นทำขึ้นจากทอง ‘Sedna’ 18K ทอง ‘Moonshine’ 18K ทองขาว 18K และโลหะเคลือบ PVD สีดำ ตามแต่กำหนดให้แต่ละสีหน้าปัด

 

5 แบบของ Constellation หน้าปัด Meteorite ได้แก่ 1. แบบตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล ขอบเรือนเซรามิกสีดำผิวเงา หน้าปัด ‘Meteorite’ สีเทาเงิน หลักชั่วโมง ดาว โลโก้ และเข็มสีดำ ราคา 358,000 บาท 2. แบบตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล ขอบเรือนเซรามิกสีเขียวผิวเงา หน้าปัด ‘Meteorite’ เคลือบสีเขียว หลักชั่วโมง ดาว โลโก้ และเข็มสีเงิน ราคา 358,000 บาท 3. แบบตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล ขอบเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ผิวทราย หน้าปัด ‘Meteorite’ เคลือบสีน้ำเงิน หลักชั่วโมง ดาว โลโก้ และเข็มสีเงิน ราคา 346,000 บาท

 

4. แบบตัวเรือนและสายทอง ‘Moonshine’ 18K ขอบเรือนทอง ‘Moonshine’ 18K ผิวทราย (ซึ่งเป็นแบบแรกของ Constellation ที่ใช้ทองสูตรเฉพาะของ Omega ชนิดนี้) หน้าปัดเคลือบทอง ‘Moonshine’ หลักชั่วโมง ดาว โลโก้ และเข็มทอง ‘Moonshine’ ราคา 1.567 ล้านบาท และ 5. แบบตัวเรือนและสายทอง ‘Sedna’ 18K ขอบเรือนทอง ‘Sedna’ 18K ผิวทราย หน้าปัดเคลือบทอง ‘Sedna’ หลักชั่วโมง ดาว โลโก้ และเข็มทอง ‘Sedna’ ราคา 1.567 ล้านบาท โดยขอบเรือนซึ่งเป็นโลหะนั้น หลักชั่วโมงเลขโรมันจะเป็นผิวนูน ส่วนขอบเรือนเซรามิกจะใช้หลักชั่วโมงเลขโรมันจะเป็น ‘LiquidMetal’ (ลิควิดเมทัล)

 

กลไกที่ใช้กับ Constellation ขนาด 41.0 มิลลิเมตร ความหนารวมกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลและฝาหลังกรุแซพไฟร์คริสตัล 13.5 มิลลิเมตร กันน้ำได้ 50 เมตร เป็นเครื่อง ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ จำนวนทับทิม 39 เม็ด ระบบปล่ีอยจักรแบบ ‘Co-axial’ (โคแอ็กเซียล) สายใยจักรกลอกซิลิกอน ความถี่การทำงาน 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง ที่สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง จากตลับลานคู่ รับรองความเที่ยงตรงและการต้านทานสนามแม่เหล็กตามมาตรฐาน ‘Master Chronometer’ (มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์) ของ ‘METAS’ (เมตาส) บอกเวลาแบบ 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชันวันที่ และมีฟังก์ชัน ‘Time-zone’ (ไทม์โซน) ให้สามารถปรับเลื่อนเวลาไปข้างหน้าเป็นจังหวะละ 1 ชั่วโมง เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนเวลาเมื่อเดินทางเข้าสู่เขตเวลาที่ต่างไปจากเดิม โดยสำหรับแบบตัวเรือนสเตนเลสสตีล จะเป็น Cal.8900 ซึ่งมีโรเตอร์และสะพานจักรเป็นสีเงิน ส่วนแบบตัวเรือนทอง ‘Moonshine’ หรือทอง ‘Sedna’ จะเป็น Cal.8901 ที่ใช้โรเตอร์และสะพานจักรกลอกเป็นทอง ‘Sedna’

Recent Post

Luxe Time Pop Up