UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesBI-COLOR AND RED GOLD SEAQ PANORAMA DATE - ทางเลือกใหม่ในแบบทูโทนหรือทองล้วน

BI-COLOR AND RED GOLD SEAQ PANORAMA DATE – ทางเลือกใหม่ในแบบทูโทนหรือทองล้วน

by: ‘TomyTom’

 

หลังจาก Glashütte Original (กลาสฮุตเตอ โอริกินาล) เปิดตัวคอลเลกชั่น Spezialist (สเปเซียลิสต์) ไปเมื่อปี 2019 นาฬิกาดำน้ำอารมณ์วินเทจตระกูลนี้ก็เข้าไปอยู่ในใจใครหลายคน แต่สำหรับบางคนที่ไม่ได้อยากได้นาฬิกาดำน้ำตัวเรือนสเตนเลสสตีลเพิ่มในกรุแล้วก็อาจต้องจำใจมองข้ามไป ทางแบรนด์ดูเหมือนจะตระหนักในข้อจำกัดนี้ จึงเปิดตัว Spezialist SeaQ Panorama Date (สเปเซียลิสต์ ซีคิว พานอรามา เดท) หนึ่งในตระกูล Spezialist มาเพิ่มอีก 2 เวอร์ชั่นในปีนี้ โดยหนึ่งเป็นแบบทูโทนที่ใช้ตัวเรือนสเตนเลสสตีลร่วมกับชิ้นส่วนทองชาด 18K กับอีกหนึ่งในตัวเรือนทองชาด 18K ล้วน

 

ดีไซน์และรายละเอียดยังคงเป็นเช่นเดียวกับเวอร์ชั่นตัวเรือนสเตนเลสสตีล นั่นก็คือดีไซน์ที่มีแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาดำน้ำรุ่น Spezimatic Type RP TS 200 (สเปซิเมติก ไทป์ อาร์พี ทีเอส ทูฮันเดร็ด) ที่ผลิตขึ้นมาเมื่อปี 1969 ในช่วงเวลาที่แบรนด์เยอรมันแบรนด์นี้ใช้ชื่อว่า ‘Glashütte Uhrenbetrieb’ (กลาสฮุตเตอ อูห์เรนบีทรีบ) อารมณ์วินเทจจึงมาเต็มทั้งรูปทรงไปจนถึงลักษณะการปัดลายบนตัวเรือน ความใหญ่โตของเม็ดมะยม วงแหวนขอบเรือนขนาดไม่ใหญ่นัก ตลอดจนรูปแบบของฟอนต์ตัวเลขกับสเกล ทั้งบนขอบตัวเรือนและหลักชั่วโมงบนหน้าปัด หรือแม้แต่กระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลที่ทำเป็นทรงโดมโค้งในลักษณะใกล้เคียงกับต้นฉบับ ส่วนกลไกก็ไม่มีอะไรต่างไปจากเวอร์ชั่นตัวเรือนสเตนเลสสตีล นั่นก็คือกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ Cal.36-13 ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ที่ใช้สายใยจักรกลอก ‘Silicon’ (ซิลิกอน) และขึ้นลานด้วยโรเตอร์ฉลุโปร่งที่ถ่วงน้ำหนักด้วยทอง 21K ซึ่งสามารถเก็บพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 100 ชั่วโมง แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม และแสดงวันที่ด้วยตัวเลขขนาดใหญ่ 2 หลักผ่านกรอบหน้าต่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าบานใหญ่ ณ ตำแหน่งราว 4 นาฬิกา บรรจุในตัวเรือนขนาด 43.2 มิลลิเมตร หนา 15.65 มิลลิเมตร ที่สามารถกันน้ำได้ถึง 300 เมตร แม้ใช้ฝาหลังแบบกรุแผ่นแซพไฟร์คริสตัล

 

เวอร์ชั่นทูโทนซึ่งเป็นตัวเรือนสเตนเลสสตีลนั้น มีขอบตัวเรือนชนิดหมุนได้ทิศทางเดียวเป็นทองชาด 18K ร่วมกับแผ่นวงแหวนเซรามิกสีดำสเกลสีขาว และใช้เม็ดมะยมทองชาด 18K ขณะที่หน้าปัดผิวปัดลาย ‘Sunray’ (ซันเรย์) ถูกทำเป็นสีเทาเข้มด้วยเทคนิคกัลวานิก นำมาซึ่งประกายสะท้อนที่ให้อารมณ์สุขุมนุ่มลึก และทำให้งามหรูยิ่งขึ้นด้วยชิ้นหลักชั่วโมงและเข็มชี้ที่ทำสีทองด้วยเทคนิคกัลวานิก พร้อมเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีขาว ร่วมด้วยพื้นจานวันที่สีเทาโทนเดียวกับหน้าปัด ส่วนรูปแบบของสายนั้นมีให้เลือก 2 แบบ คือสายผ้าสังเคราะห์สีเทา และสายยางสีดำลายริ้วอารมณ์วินเทจ โดยมีชนิดตัวล็อกสเตนเลสสตีลให้เลือก 2 แบบ คือแบบหัวเข็มขัด กับแบบบานพับ โดยราคาจำหน่ายเมื่อใช้ตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดจะอยู่ที่ 14,500 ยูโร หรือราว 537,000 บาท ซึ่งหากเลือกใช้ตัวล็อกแบบบานพับก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกหน่อย

 

รายละเอียดการตกแต่งของแบบเวอร์ชั่นสองกษัตริย์ถูกนำมาใช้กับเวอร์ชั่นตัวเรือนทองชาด 18K ด้วยเช่นกัน เว้นเพียงแผ่นหน้าปัดและจานวันที่ ที่ทางแบรนด์เลือกใช้สีดำเพื่อตัดกับสีของตัวเรือน แม้แต่สายก็มี 2 แบบให้เลือกเหมือนๆ กัน แต่ใช้ตัวล็อกแบบบานพับที่ทำจากทองชาด 18K ตั้งราคาไว้ที่ 24,500 ยูโร หรือราว 900,000 บาท โดยเวอร์ชั่นทูโทนจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ส่วนเวอร์ชั่นทองชาด 18K ล้วนจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนกันยายน 2020

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up