UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesBIG BANG INTEGRAL COLLECTION - ครั้งแรกของสายโลหะจากตระกูลบิ๊กแบง

BIG BANG INTEGRAL COLLECTION – ครั้งแรกของสายโลหะจากตระกูลบิ๊กแบง

by: ‘TomyTom’

 

ดูเหมือนว่าหนึ่งในกระแสความนิยมแห่งนาฬิกาปี 2020 จะจับไปยังนาฬิกาแนวสปอร์ตหรูที่มาพร้อมกับสายโลหะแบบ ‘Integrated Bracelet’ (อินทีเกรเต็ด เบรซเล็ต) โดยรู้สึกได้จากความสนใจของสื่อและคนรักนาฬิกาที่มีต่อนาฬิกาโครโนกราฟคอลเลกชั่นใหม่จาก H. Moser & Cie. (เอช โมเซอร์ แอนด์ ซี) ที่ได้นำเสนอไปแล้ว และ Big Bang Integral Collection (บิ๊กแบง อินทีกรัล คอลเลกชั่น) คอลเลกชั่นใหม่ของนาฬิกาตระกูล Big Bang จาก Hublot (อูโบลท์) ที่นำเสนอในหนนี้ ซึ่งต่างจากบุคลิกเดิมของ Big Bang ตลอด 15 ปีที่ผ่านมาด้วยการใช้สายโลหะชนิดเดียวกับตัวเรือนที่ถูกออกแบบขึ้นมาใหม่ให้มีดีไซน์สอดคล้องต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเรือนเป็นที่สุด ตามนิยามที่เรียกว่า ‘Integrated Bracelet’ และนี่คือครั้งแรกของ Big Bang ที่มากับสายโลหะ เพราะก่อนหน้านี้หากอยากได้นาฬิกา Hublot สายโลหะก็คงต้องจิ้มเลือกไปที่คอลเลกชั่น Classic Fusion (คลาสสิก ฟิวชัน) ซึ่งเป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูสไตล์คลาสสิกเท่านั้น มิใช่กับ Big Bang ที่มีความสปอร์ตมากกว่าด้วยความโตและบึกบึนของขนาดตัวเรือน

 

ดีไซน์อันสอดคล้องของสายแบบใหม่นี้ มีที่มาจากการนำลักษณะดีไซน์ปุ่มกดจับเวลาของนาฬิกา Big Bang รุ่นแรกมาต่อยอด โดยตีความออกมาเป็นข้อกลางทรงเหลี่ยมปาดเอียงในแนวขวางพาดยาว ขนาบด้วยข้อเหลี่ยมขนาดเล็กทรงปาดเอียงเช่นกัน โดยเน้นให้มีเหลี่ยมสันคมชัดเพื่อสร้างความรู้สึกแข็งแกร่งและทนทาน อันเหมาะกับรูปลักษณ์ความเป็นนาฬิกาแนวสปอร์ตยิ่งนัก ทั้งยังปัดผิวซาตินบนบริเวณด้านราบและขัดเงาบริเวณพื้นปาดเพื่อสร้างความหรูหราสง่างาม เช่นเดียวกับรูปแบบการขัดแต่งบนตัวเรือนและขอบตัวเรือนอีกด้วย ส่วนตัวล็อกสายนั้นเป็นบานพับชนิดปีกผีเสื้อที่ออกแบบให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับเรือนสาย อีกประการที่ต้องบอกกล่าวกันก็คือ การนำสายโลหะมาใช้กับนาฬิกา Big Bang นั้นมิใช่จะกระทำได้ง่ายๆ แค่การนำมาติดตั้งกับตัวเรือน Big Bang ที่มีอยู่เดิม เพราะแต่เดิมนั้นบริเวณขาตัวเรือนถูกสร้างมารองรับกับการติดตั้งสายยาง การนำสายโลหะมาติดตั้งจึงต้องมีการออกแบบใหม่ให้รองรับการติดตั้งดีไซน์ของสายโลหะแบบใหม่นี้ด้วย

 

คอลเลกชั่น Big Bang Integral ที่ใช้สายโลหะแบบใหม่นี้ปรากฎตัวครั้งแรกกับนาฬิกาขนาด 42.0 มิลลิเมตร Big Bang Unico 42mm (บิ้ก แบง ยูนิโก 42 มิลลิเมตร) โดยเผยโฉมมาพร้อมกัน 3 เวอร์ชั่นวัสดุตัวเรือนและสาย คือเวอร์ชั่นไทเทเนียมที่มอบความสปอร์ตเต็มพิกัด ทั้งภาพลักษณ์และความเบาของน้ำหนัก คู่มากับเข็มและหลักชั่วโมงสีเงิน เวอร์ชั่น ‘King Gold’ (คิง โกลด์) ทอง 18K สูตรเฉพาะของ Hublot ที่ผสานแพลทินัมและทองแดงไว้ในเนื้อทองซึ่งมีสีสันก่ำแดงในโทนเฉพาะตัว คู่มากับเข็มและหลักชั่วโมงสีทอง โดย 2 เวอร์ชั่นนี้จะใช้สะพานจักรสีเงิน และสุดท้ายเวอร์ชั่น ‘All Black’ (ออล แบล็ก) ที่เป็น ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ผลิตจำนวนจำกัด 500 เรือน ซึ่งทำจากเซรามิกดำ และใช้สีดำกับเข็มชี้ แท่งหลักชั่วโมง สเกลต่างๆ สารเรืองแสง ตลอดจนสะพานจักร ทั้ง 3 เวอร์ชั่นล้วนใช้ฐานขอบตัวเรือนเป็นคอมโพสิตเรซินสีดำ ใช้วงหน้าปัดแบบโครง ‘Skeleton’ (สเกเลตัน) สีดำผิวด้าน ใช้แผ่นกระจกหน้าปัดวงจับเวลารมดำที่มีการเจาะเว้นช่องหน้าต่างวันที่เอาไว้ และผนึกกระจกแซพไฟร์คริสตัลไว้ทั้งฝั่งด้านหน้าและด้านหลังของตัวเรือน ส่วนคุณสมบัติการกันน้ำนั้นถูกระบุเอาไว้ที่ 100 เมตร

 

กลไก Cal.Unico HUB1280 ที่ใช้กับนาฬิการุ่นนี้เป็นเครื่องโครโนกราฟระบบ ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) จากตระกูล Unico อันเป็นกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ของ Hublot เอง คาลิเบรอนี้เป็นกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันวันที่ ซึ่งผสานฟังก์ชันโครโนกราฟที่จับเวลาได้สูงสุด 60 นาทีไว้เบ็ดเสร็จในตัวกลไก ทั้งยังมาในโครงสร้างแบบ ‘Skeleton’ สมัยใหม่ที่เปิดให้เห็นชิ้นส่วนต่างๆ ของกลไก ส่วนตำแหน่งของเข็มจับเวลานาทีนั้นอยู่ที่ 3 นาฬิกา ได้สมดุลลงตัวกับตำแหน่งเข็มวินาทีที่ 9 นาฬิกา

 

 

 

Hublot ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 20,700 ยูโร หรือราว 765,00 บาท สำหรับเวอร์ชั่นไทเทเนียม Big Bang Integral 42 MM Titanium Ref.451.NX.1170.NX และ 22,700 ยูโร หรือราว 840,000 บาทสำหรับเวอร์ชั่น ‘All Black’ ที่ผลิตจำนวนจำกัด 500 เรือน Big Bang Integral 42 MM All Black Ref.451.CX.1140.CX ในขณะที่เวอร์ชั่นทอง ‘King Gold’ 18K นาม Big Bang Integral 42 MM King Gold Ref.451.OX.1180.OX นั้นวางราคาไว้ที่ 51,800 ยูโร หรือราว 1.92 ล้านบาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up