UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesBLACK BAY CHRONO DARK - เข้มแบบดาร์กๆ สไตล์ TUDOR

BLACK BAY CHRONO DARK – เข้มแบบดาร์กๆ สไตล์ TUDOR

by: ‘TomyTom’

 

Tudor (ทิวดอร์) ผสานลักษณะประจำตัวของทีมชาติรักบี้นิวซีแลนด์อันแสนโด่งดัง ‘All Blacks’ (ออล แบล็กส์) เข้ากับนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นเด่น Black Bay Chrono (แบล็ก เบย์ โครโน) เพื่อสร้างสรรค์เป็นนาฬิการุ่นพิเศษสำหรับการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลกประจำปี 2019 ‘Rugby World Cup 2019’ (รักบี้ เวิลด์ คัพ 2019) และประกาศก้องถึงการเป็นพันธมิตรของทีม ‘All Blacks’ ที่ Tudor ก้าวเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนตั้งแต่ปี 2017 ให้ทั่วโลกได้รับรู้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น นี่คือที่มาของ Tudor Black Bay Chrono Dark (ทิวดอร์ แบล็ก เบย์ โครโน ดาร์ก) Ref.79360DK นาฬิกาเรือนดำล้วนเอดิชั่นแรกของตระกูล Black Bay Chrono ด้วยจำนวนการผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ที่กำหนดจำนวนไว้ ณ ขณะนี้คือ 1,181 เรือน อันเป็นตัวเลขที่นำมาจากจำนวนผู้เล่นทั้งหมดของทีมชาติรักบี้ของนิวซีแลนด์นับตั้งแต่เริ่มตั้งทีมเมื่อปี 1903 มาจนถึงผู้เล่นในการแข่งขัน ‘Rugby World Cup 2019’ ในปีนี้ และที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ จำนวนการผลิตของนาฬิการุ่นนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการเพิ่มของจำนวนผู้เล่นคนใหม่ๆ ที่ได้รับเลือกเข้าร่วมทีม ‘All Blacks’ ในอนาคต

 

Black Bay Chrono Dark เป็นการเคลือบตัวเรือนสเตนเลสสตีลปัดผิวซาตินขนาด 41.0 มิลลิเมตร ตลอดจนเม็ดมะยมและปุ่มกดชนิดล็อกเกลียวของ Black Bay Chrono ที่เปิดตัวจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2017 ให้เป็นสีดำด้วยเทคนิค PVD เพื่อสื่อถึงสีประจำทีมและชื่อทีม ‘All Blacks’ พร้อมติดตั้งแผ่นวงแหวนอลูมิเนียมอโนไดซ์สีดำด้าน พิมพ์ข้อความและสเกล ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) สีเงินบนขอบตัวเรือนสีดำ ส่วนหน้าปัดยังคงเป็นแผ่นโดมโค้งสีดำด้านพ่นทรายที่ใช้อักษรและสเกลต่างๆ สีขาว ยกเว้นข้อความบ่งบอกการกันน้ำ 200 เมตรที่เป็นสีแดง ร่วมด้วยหลักชั่วโมงกับเข็มชี้สีเงิน เคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีขาว และใช้พื้นจานแสดงวันที่เป็นสีขาวตัวเลขสีดำเช่นเดียวกับ Black Bay Chrono เวอร์ชั่นมาตรฐาน แต่แอบเสริมความต่างด้วยการเคลือบปลายเข็มวินาทีจับเวลาให้เป็นสีแดง และตอกย้ำการเป็นนาฬิการุ่นพิเศษด้วยฝาหลังแผ่นทึบปัดผิวซาตินและเคลือบดำด้วยเทคนิค PVD ที่สลักข้อความ ‘Special Edition’ (สเปเชียล เอดิชั่น) และหมายเลขประจำเรือน ‘No XXXX’ เอาไว้อย่างชัดเจน ปิดท้ายด้วยสายสเตนเลสสตีลผิวด้านเคลือบดำด้วยเทคนิค PVD เช่นกัน โดยเป็นสายแบบเกลี้ยงเกลาดีไซน์ร่วมสมัย ไม่มีหมุดย้ำสไตล์วินเทจย้อนยุคที่ด้านข้างของแต่ละข้อเหมือนกับสายของเอดิชั่นสเตนเลสสตีลหรือเอดิชั่น S&G (สตีล แอนด์ โกลด์) ที่วางจำหน่ายอยู่ก่อนหน้า

 

สำหรับคุณสมบัติทางเทคนิคของกลไกยังคงเป็นมาตรฐานเดียวกับ Chrono Black Bay รุ่นอื่นๆ อันได้แก่เครื่องขึ้นลานอัตโนมัติโครโนกราฟ ‘Manufacture’ (แมนูแฟกเจอร์) Cal.MT5813 จับเวลาได้ 45 นาที พร้อมฟังก์ชันวันที่ ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ 70 ชั่วโมง ซึ่งเพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะอันพึงปรารถนาของกลไกโครโนกราฟอย่าง ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) และ ‘Vertical Clutch’ (เวอร์ทิคัล คลัทช์) และเป็นที่ทราบกันว่าพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ Cal.B01 ของ Breitling (ไบรท์ลิง) โดย Tudor นำมาปรับปรุงเพิ่มเติมด้วยการติดตั้ง ‘Variable Inertia Balance’ (วาริเอเบิล อิเนอเชีย บาลานซ์) และใช้สายใยจักรกลอกซิลิกอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบปล่อยจักรซึ่งยกระดับความเที่ยงตรงแม่นยำในการควบคุมเวลา และความทนทานต่อการใช้งานให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น จากนั้นก็นำเข้ารับการทดสอบความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ตามมาตรฐาน COSC เพื่อการันตีคุณภาพ บรรจุไว้ในตัวเรือนขนาด 41.0 มิลลิเมตร ผนึกกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทรงโดมโค้ง ที่กันน้ำได้ถึงระดับความลึก 200 เมตร

 

Tudor ตั้งราคาจำหน่ายนาฬิกา Black Bay Chrono Dark ซึ่งเป็นนาฬิกา ‘Limited Edition’ ที่เริ่มต้นด้วยจำนวนการผลิต 1,181 เรือนเมื่อเปิดตัว ณ ปี 2019 นี้ แต่ยังไม่รู้ว่าเรือนลำดับที่เท่าไหร่จะเป็นเรือนสุดท้ายของเอดิชั่นไว้ที่ 5,590 ยูโร หรือราว 190,000 บาท (*ตามความเห็นของผู้เขียน การผลิตในลักษณะนี้น่าจะเรียกว่าเป็น ‘Special Edition’ ตามที่สลักไว้บนฝาหลังของนาฬิการุ่นนี้มากกว่า คำว่า ‘Limited Edition’ ตามเอกสารประชาสัมพันธ์ของแบรนด์)

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up