UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesBREGUET CLASSIQUE QUANTIÈME PERPÉTUEL 7327 - ปฏิทินตลอดชีพในร่างสุดคลาสสิก

BREGUET CLASSIQUE QUANTIÈME PERPÉTUEL 7327 – ปฏิทินตลอดชีพในร่างสุดคลาสสิก

by: ‘TomyTom’

 

ย้อนกลับไปในยุค 1780s ปรมาจารย์นักประดิษฐ์นาฬิกา Abraham-Louis Breguet (อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์) ได้คิดค้นสร้างเรือนเวลาที่ใช้กลไกซึ่งขึ้นลานได้เองโดยอัตโนมัติจากการขยับเคลื่อนตุ้มถ่วงน้ำหนักที่เกิดขึ้นในขณะที่ผู้สวมใส่เคลื่อนไหวร่างกายขึ้น เขาเรียกนาฬิกาชนิดนี้ว่า ‘Perpétuelle Watch’ (เปอร์เปตูแอล วอทช์) ซึ่งหมายถึงนาฬิกาที่ทำงานได้ตลอดไป โดยนาฬิกาชนิดนี้ที่ Breguet สร้างขึ้นมักมาพร้อมกับกลไกแสดงปฏิทินด้วย ทั้งยังเป็นนาฬิกาชนิดแรกที่เขาเริ่มนำรูปแบบหน้าปัดสีเงินที่สลักตกแต่งด้วยการทำ ‘Engine-turned’ (เอนจินเทิร์นด์) ด้วยเครื่องจักร ‘Rose Engine’ (โรส เอนจิน) หรือที่รู้จักกันในนาม ‘Guilloché’ (กิโยเช) มาใช้ ลัดเวลามาถึงปี 2023 นี้ แบรนด์ Breguet ภายใต้กลุ่มบริษัทนาฬิกายักษ์ใหญ่ ‘Swatch Group’ (สวอทช์ กรุ๊ป) ได้ทำการเชิดชูเกียรติแก่ชนิดและรูปแบบนาฬิกาที่ว่านี้ด้วย Classique Quantième Perpétuel 7327 (กลาสสีค กังเตียม เปอร์เปตูแอล 7327) นาฬิกาสไตล์เดรสที่นำความคลาสสิกในอดีตมาตีความใหม่ ทั้งยังมาพร้อมฟังก์ชัน ‘Perpetual Calendar’ (เพอร์เพทชวล กาเลนดาร์) โดยเปิดตัวใน 2 เวอร์ชั่น ต่างกันที่สีของตัวเรือนทอง 18K และสีของสาย

MITSUBISHI

 

นาฬิกาข้อมือที่มากับฟังก์ชัน ‘Perpetual Calendar’ หรือปฏิทินตลอดชีพ ซึ่งกลไกจะรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่เท่าไรได้เองโดยไม่ต้องปรับตั้งใหม่ ตราบที่กลไกยังทำงานอยู่นั้น จากความจำระบบจักรกลที่ครอบคลุมวันเวลาตลอด 4 ปี หรือ 1,461 วัน เป็นอีกคอมพลิเคชั่นกลไกเก่าแก่ที่ Breguet สร้างขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1929 ซึ่งอีกไม่กี่ปีก็จะครบ 100 ปีแล้ว ซึ่งกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) Cal.502.3.P ที่ใช้กับนาฬิการุ่นใหม่นี้ ตั้งเป้าประสงค์ให้มีน้ำหนักเบา และมีความหนาไม่มากนัก เพื่อให้ตัวเรือนที่ใช้มีน้ำหนักเบาและสวมใส่ได้อย่างสบายข้อมือ Cal.502 กลไก ‘In-house’ อัตโนมัติ ขึ้นลานด้วยโรเตอร์ทองขนาดเล็กกว่าปกติ และติดตั้งในตำแหน่งเยื้องศูนย์ ความถี่การทำงาน 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง ขยับแกว่งด้วยสายใยจักรกลอกซิลิกอน และใช้ชิ้นฮอร์นเป็นซิลิกอนด้วย โดยแท่นเครื่องและสะพานจักรถูกเคลือบโรเดียม และตกแต่งมาอย่างงดงาม ทั้งลายก้นหอยแบบ ‘Perlage’ (เพอร์ลาจ) แถบริ้วแบบเจนีวา และลายเส้นละเอียด ทั้งในส่วนที่มองเห็นได้จากทางด้านหลัง และส่วนที่อยู่ฝั่งด้านหน้าซึ่งมองไม่เห็น ขณะที่ข้อความต่างๆ สลักและลงสีทองมาอย่างประณีต ร่วมด้วยโรเตอร์ที่งามงดด้วยงานสลัก ‘Guilloché’ แบบลายเส้นเกลียว จึงถูกนำมาเป็นเครื่องฐานสำหรับติดตั้งโมดูล ‘Perpetual Calendar’ ที่แสดงวัน วันที่ และปีอธิกสุรทินด้วยเข็ม แสดงเดือนด้วยเข็มกวาดแบบ ‘Retrograde’ (เรโทรเกรด) และแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม ร่วมกับการแสดงเวลาด้วยเข็มชั่วโมงกับนาทีของเครื่องฐาน ผลที่ได้คือกลไกที่มีจำนวนชิ้นส่วนรวม 294 ชิ้น แต่วัดความหนาโดยรวมได้แค่ 4.5 มิลลิเมตร เท่านั้น ขณะที่มอบพลังงานสำรองได้ 45 ชั่วโมง

 

นาฬิการุ่นนี้มากับความงามคลาสสิกเหนือกาลเวลา ด้วยหน้าปัดทองทำสีเงินที่ตกแต่งด้วยลายฮ็อบเนลแบบ ‘Clous de Paris’ (กลูส์ เดอ ปารีส์) ด้วยมือจากเครื่องจักรโบราณ ‘Rose Engine’ บนพื้นที่ส่วนกลาง โดยแยกส่วนจากแถบมาตรและหน้าปัดสำหรับพิมพ์สเกล และแถบสำหรับพิมพ์ข้อความอย่างชัดเจน มากมิติด้วยแนวร่องลาดสันคมชัด ช่องหน้าต่างสำหรับดูข้างขึ้น-ข้างแรมจากดวงจันทร์สีเงินบนจานดิสก์แลคเกอร์สีน้ำเงิน ซึ่งตกแต่งผิวโดยการทุบด้วยมือ ให้แลดูดุจฟากฟ้าและพระจันทร์ดวงจริง เจาะเปิดเป็นทรงเสี้ยวจันทร์ ณ ตำแหน่ง 1-2 นาฬิกา วงหน้าปัดบอกวันที่ขนาดใหญ่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ถูกขนาบเยื้องบนพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ด้วยหน้าปัดบอกปีอธิกสุรทินทางซ้าย และหน้าปัดบอกวันทางขวา ทั้งหมดแสดงค่าด้วยเข็มทรงคล้ายเข็มหมุด

 

ส่วนมาตรแสดงเดือนจะเป็นแถบโค้งอยู่ที่ระยะ 10-11 นาฬิกา ชี้บอกด้วยเข็มทรงคล้ายเข็มหมุดเช่นกัน โดยขยับกวาดแบบ ‘Retrograde’ ขณะที่การบอกเวลาจะกระทำด้วยเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีทรง ‘Breguet’ ที่อยู่กึ่งกลางของหน้าปัด โดยเข็มทั้งหมดจะเป็นสตีลที่ให้ความร้อนจนกลายเป็นสีน้ำเงิน นอกจากที่บริเวณระหว่าง 11-12 นาฬิกา และ 12-1 นาฬิกา ยังปรากฏลายเซ็นของ Breguet สลักไว้บนวงหลักชั่วโมงที่ปัดผิวซาตินเป็นแนวอีกด้วย ส่วนสเกล ตัวอักษร และข้อความต่างๆ ตลอดจนหลักชั่วโมงที่เป็นเลขโรมัน ล้วนประทับพิมพ์ด้วยสีดำ เว้นแต่หลักปีอธิกสุริทินเท่านั้นที่พิมพ์ด้วยอักษร ‘B’ สีแดง

 

2 เวอร์ชั่นของ Classique Quantième Perpétuel 7327 ต่างกันเฉพาะสีของทอง 18K ที่ใช้ทำตัวเรือนกับตัวล็อกสายซึ่งเป็นแบบบานพับ และสีของสายหนังจระเข้ คือตัวเรือนทองขาว 18K จะคู่กับสายสีกรมท่า และตัวเรือนทองกุหลาบ 18K คู่มากับสายหนังจระเข้สีน้ำตาล ส่วนตัวเรือนจะเป็นทรงกลมที่มีแนวขาแบบแท่งเหลี่ยมตรงๆ ที่วางแนวองศาเอียงให้โค้งสู่ข้อมือ ขณะที่ด้านข้างของตัวเรือนเป็นแบบเซาะร่องสไตล์ขอบเหรียญแสนคลาสสิก แนววงขอบตัวเรือนมีขนาดแคบ โดยทุกองค์ประกอบถูกขัดเงามาอย่างงดงาม ขนาดของตัวเรือนอยู่ที่ 39.0 มิลลิเมตร ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป กระจกหน้าปัดและฝาหลังเป็นแซพไฟร์คริสตัล ซึ่งรวมเข้ากับตัวเรือนแล้วจะมีความหนาทั้งหมดเพียง 9.13 มิลลิเมตร เท่านั้น เม็ดมะยมมีขนาดกว้างและบาง ให้อารมณ์คลาสสิกเต็มพิกัด ส่วนการปรับตั้งค่าปฏิทินต่างๆ จะกระทำด้วยเหล่าแป้นกดขนาดเล็กที่ฝังอยู่ด้านข้างตัวเรือน สำหรับการกันน้ำระบุไว้ที่ 3 บาร์ หรือเท่ากับ 30 เมตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป

 

Breguet ตั้งราคาสำหรับ 2 เวอร์ชั่นไว้เท่ากันที่ 2.765 ล้านบาท ซึ่งไม่ถือว่าสูงจนเกินเลยเมื่อคำนึงถึงคุณค่าและความงามที่นาฬิการุ่นนี้มอบให้

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up