UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesBREITLING TOP TIME - งานรีเมคหน้าปัดโบไทจากยุค 60s

BREITLING TOP TIME – งานรีเมคหน้าปัดโบไทจากยุค 60s

by: ‘TomyTom’

 

ดูเหมือน Breitling (ไบรท์ลิง) จะสนุกกับการรีเมคนาฬิกาในอดีตของตนเสียเหลือเกิน งานรีเมคนาฬิกาโครโนกราฟ Top Time (ท็อป ไทม์) ก็เป็นอีกหนึ่งที่ทางแบรนด์ปล่อยออกมาในปี 2020 นี้ ประวัติของ Top Time นั้นเริ่มต้นขึ้นในปี 1964 ด้วยรูปลักษณ์ตัวเรือนแบบชิ้นเดียวที่เกลี้ยงเกลาเรียบง่าย ปราศจากขอบตัวเรือนชนิดมี ‘Slide-rules’ (สไลด์รูลส์) อารมณ์นาฬิกานักบิน เพราะมุ่งที่จะใช้นาฬิการุ่นนี้จับตลาดกลุ่มนิยมรถแข่ง นัยว่าเพื่อแข่งขันกับ Heuer (ฮอยเออร์) ตระกูล Carrera (คาร์เรรา) โดยตรง ส่วนกลไกที่ใช้ในสมัยนั้นเป็นชนิดขึ้นลานด้วยมือของ Venus (วีนัส) ซึ่งก็มีทั้งแบบหน้าปัดย่อย 2 วง และ 3 วง กระทั่งเลิกผลิตไปเมื่อปี 1972 ซึ่งสำหรับ Top Time ฉบับรีเมคที่ผลิตออกมาในปีนี้ Breitling ยังคงยึดดีไซน์ในภาพรวมทั้งตัวเรือนแบบชิ้นเดียว ผนึกฝาหลังชนิดแผ่นทึบ เม็ดมะยมชิ้นใหญ่ ปุ่มกดทรงแป้น ตลอดจนองค์ประกอบบนหน้าปัดของ Top Time สมัยต้นฉบับมาเป็นสารตั้งต้นในการสร้าง และเลือกแบบหน้าปัดย่อย 2 วงมาใช้เพื่อนำเสนอรูปแบบดีไซน์หน้าปัดที่ชาววินเทจเรียกกันว่าหน้าปัด ‘Zorro’ (ซอร์โร) หรือหน้าปัด ‘Bowtie’ (โบไท) อันเป็นความหาญกล้าในการออกแบบของ Breitling ในยุคนั้น ซึ่งปรากฎครั้งแรกบนนาฬิกาตระกูล Chronomat (โครโนแมท) เมื่อทศวรรษที่ 1940s และเคยมีใช้กับรุ่น Top Time ในอดีตด้วย

 

Top Time ปี 2020 มากับตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 41.0 มิลลิเมตร หนา 14.27 มิลลิเมตร ผนึกกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทรงโดม เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนทั้งฝั่งด้านในและด้านนอก ซึ่งเป็นขนาดตัวเรือนที่ใหญ่กว่าขนาดราว 38.0 มิลลิเมตร ของรุ่นต้นฉบับ จับคู่มากับสายหนังนูบัคสีน้ำตาล ล็อกด้วยหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล ขณะที่กลไกนั้นเป็นแบบขึ้นลานอัตโนมัติ ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง Cal.B23 ซึ่งปรับแต่งมาจาก Cal.ETA 7753 และเมื่อนำใช้กับ Breitling แล้ว ก็ต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ของ COSC และเมื่อนำมาใช้กับรุ่นนี้ Breitling ได้ถอดฟังก์ชันจับเวลาชั่วโมงและวันที่ออกไป เหลือไว้แต่เพียงฟังก์ชันจับเวลา 30 นาทีเท่านั้น

 

ด้วยคาลิเบรอ Cal.B23 แม้จะทำให้ต่างไปจากรุ่นต้นฉบับที่จับเวลาได้ 45 นาที แต่ก็ยังคงมอบแถบแดงบนพื้นที่ของนาทีที่ 5 ถึง 10 มาให้เช่นเดียวกัน ส่วนสารเรืองแสง ณ บริเวณต่างๆ นั้นแน่นอนว่าเปลี่ยนมาใช้ ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) ตามยุคสมัย แถมยังเพิ่มชิ้นโลโก้ ‘B’ สีทองตัวโตเข้าไปเพื่อเพิ่มความโดดเด่นแทนที่จะพิมพ์ตัว ‘B’ เล็กๆ อย่างรุ่นต้นฉบับ ทั้งยังเพิ่มข้อความ ‘Chronometer’ (โครโนมิเตอร์) ไว้ใต้ชื่อรุ่นเพื่อบ่งบอกความเที่ยงตรงของกลไก (ขณะที่รุ่นต้นฉบับไม่มี) แต่สิ่งที่ถูกปรับเปลี่ยนไปจากต้นฉบับก็คือ สเกล ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) ถูกแทนด้วยสเกลหน่วยสิบจาก 0-100 คู่สีบนหน้าปัดเป็นพื้นสีเงินยวงสลับแถบโบไทสีดำ โดยวงหน้าปัดย่อยสีเงินทั้ง 2 นั้นทำพื้นเป็นลายก้นหอย และใช้เข็มเป็นสีดำเพื่อความชัดเจน ส่วนชิ้นหลักชั่วโมงใช้เป็นสีเงิน ขณะที่เข็มชั่วโมงกับนาทีเป็นสีเงินสลับสีแดง เข็มวินาทีจับเวลาเป็นสีแดง

 

Breitling Top Time Limited Edition Ref.A23310121G1X1 เป็นการผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) 2,000 เรือน ตั้งราคาไว้ 4,990 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 165,000 บาท โดยจะมีจำหน่ายเฉพาะช่องทางออนไลน์ของ Breitling เท่านั้น

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up