UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesCAL.321 REBORN - คืนชีพกลไกในตำนาน

CAL.321 REBORN – คืนชีพกลไกในตำนาน

by: ‘TomyTom’

 

ทันทีที่ Omega (โอเมก้า) ประกาศออกมาเมื่อต้นเดือนมกราคม 2019 ว่าจะนำ Cal.321 กลไกจับเวลาโครโนกราฟระดับตำนานจาก 5 ทศวรรษก่อน ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในกลไกที่คลาสสิกที่สุดกลับมาผลิตใหม่ ผู้ชื่นชอบนาฬิกาต่างก็เฝ้ารอการมาถึงของนาฬิกาเรือนจริงที่จะได้กลไกชุดนี้ไปประจำการ และบัดนี้นาฬิการุ่นนั้นก็ได้เผยโฉมออกมาแล้ว ซึ่งก็ไม่เกินความคาดหมายแต่อย่างใดว่าจะต้องเป็น Speedmaster (สปีดมาสเตอร์) และผลลัพธ์ชิ้นนั้นก็มีความพิเศษสมศักดิ์ศรี Cal.321 นั่นก็คือ Speedmaster Professional Moonwatch Caliber 321 Platinum (สปีดมาสเตอร์ โปรเฟสชันแนล มูนวอทช์ คาลิเบรอ 321 แพลทินัม) Ref.311-93-42-30-99-001 รุ่นนี้

 

Cal.321 เป็นเครื่องโครโนกราฟขึ้นลานด้วยมือที่ Omega สร้างขึ้นบนพื้นฐานวิศวกรรมของเครื่องโครโนกราฟแบบ ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) ที่จับเวลาได้สูงสุด 12 ชั่วโมง ในรหัสโครงการ ‘CH27’ ของ Lémania (เลมาเนีย) ผู้ผลิตนาฬิกาที่อยู่สังกัดเดียวกับ Omega ในขณะนั้น ซึ่งถูกพัฒนาและผลิตขึ้นราวกลางทศวรรษ 1940s และถูกนำไปปรับแต่งใช้กับนาฬิกาของหลากหลายแบรนด์ ตั้งแต่ Cal.2310 ของ Lémania เอง ไปจนถึงแบรนด์หรูอย่าง Patek Philippe (ปาเต็ก ฟิลิปป์) ที่นำ Cal.2310 ไปปรับใช้และกำหนดรหัสเครื่องเป็น Cal.27-70 หรือ Vacheron Constantin (วาเชอรอง กองสตองแตง) ที่ใช้รหัสเครื่องเป็น Cal.1141 ก่อนจะปรับมาเป็น Cal.1142 ในปัจจุบัน ตลอดจนเครื่องโครโนกราฟของ Breguet (เบรเกต์) โดยยังคงมีใช้อยู่ในปัจจุบัน หากแต่ต่างค่ายต่างผลิตขึ้นใช้เองตามสิทธิ์การผลิตที่ได้รับอย่างถูกต้องจาก Lémania

Cal.321 เครื่องดั้งเดิม (ภาพจาก Omega)

Cal.321 ที่สร้างขึ้นใหม่ให้มีลักษณะคล้ายกับเครื่องดั้งเดิมมากที่สุด แต่เพิ่มเติมความประณีตละเอียดลออในส่วนของงานขัดแต่งและการสลัก และเคลือบทอง ‘Sedna’ 18K บนแท่นเครื่องและสะพานจักร

 

หากแต่ทาง Omega เองกลับยุติการใช้ Cal.321 ในนาฬิกาของตนตั้งแต่ปี 1968 โดยมี Cal.861 ซึ่งใช้ระบบควบคุมการจับเวลาแบบ ‘Cam’ (แคม) มารับหน้าที่แทน เดิมทีนั้น Cal.321 เคยถูกใช้กับนาฬิกา Omega หลายรุ่น แต่ที่ถูกจดจำมากที่สุดคือการประจำการใน Speedmaster CK2915 เมื่อปี 1957 อันเป็นรุ่นบุกเบิกของตระกูล Speedmaster และยังเป็นเครื่องที่ใช้อยู่ใน Omega Speedmaster เรือนแรกที่ออกสู่อวกาศ โดยขึ้นไปกับนักบินอวกาศในยาน ‘Mercury Atlas 8’ (เมอร์คิวรี แอตลาส เอจธ์) เมื่อปี 1962 ซึ่งเป็นรุ่นรหัส CK2998 อีกด้วย โดยสาเหตุที่ Omega ถอด Cal.321 ออกจากสายการผลิต รวมถึงความนิยมในการใช้เครื่อง Lémania Cal.2310 ลดน้อยถอยลงจนเกือบสิ้นก็เนื่องจากมีการพัฒนาและสร้างกลไกใหม่ๆ ที่มีโครงสร้างและระบบกลไกที่เรียบง่ายกว่า ผลิตง่ายกว่า และที่สำคัญคือต้นทุนถูกกว่าออกมาให้เลือกใช้ จึงเหลือเพียงแบรนด์นาฬิการะดับสูงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่ยังคงใช้กลไกที่สร้างบนวิศวกรรมของเครื่องนี้อยู่ เพราะความง่ายและความถูกไม่ใช่ปัจจัยที่จะมาอยู่เหนือความคลาสสิกงดงามแบบดั้งเดิม และในโอกาสวาระครบ 50 ปีแห่งการเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกของมวลมนุษยชาติในปีนี้ จึงเป็นเวลาเหมาะเจาะอย่างยิ่งสำหรับการกลับมาของเครื่องที่เลิกผลิตไปตั้งแต่ปี 1968 โดย Omega เลือกที่จะบรรจุไว้ในนาฬิกา Speedmaster Professional Moonwatch ตัวเรือนแพลทินัม Ref.311-93-42-30-99-001 รุ่นนี้ ซึ่งก็คงไม่ถึงกับยากลำบากอะไรนักที่จะสร้างกลไกชุดประวัติศาสตร์คาลิเบรอนี้ขึ้นมาใหม่ ด้วยความที่ Lémania นั้นอยู่ภายใต้การครอบครองของ Breguet มาตั้งแต่ปี 1992 และเมื่อ ‘Swatch Group’ (สวอทช์ กรุ๊ป) อันเป็นต้นสังกัดของ Omega เข้าครอบครอง Breguet ในปี 1999 ทางกลุ่มก็รวม Lémenia กับ Breguet เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งก็เท่ากับว่ามีสถานะเป็นเครื่องของบริษัทในเครือเดียวกันนั่นเอง

 

 

สำหรับภาพรวมของนาฬิการุ่นนี้ Omega ได้นำลักษณะรูปแบบตัวเรือนของ Ref.ST 105.012 ที่ใช้กลไก Cal.321 อันเป็นนาฬิการุ่นแรกที่ถูกสวมใส่บนดวงจันทร์มาใช้ ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของ ‘Moonwatch’ โดยแท้ อีกทั้ง Speedmaster ทุกเรือนที่เคยขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนพื้นผิวดวงจันทร์กับภารกิจ ‘Apollo’ (อพอลโล) ต่อจากนั้นมาก็ล้วนแต่ใช้เครื่อง Cal.321 ทั้งสิ้น เพราะว่ากันว่าทาง NASA (นาซ่า) ได้ซื้อไว้ใช้ในภารกิจนี้ถึง 97 เรือนด้วยกัน แต่ตัวเรือนของรุ่นใหม่นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุสูงค่าอย่างแพลทินัมที่ผสมด้วยทอง (Pt950Au20) และใช้แผ่นวงแหวนเซรามิกสีดำเงาบนขอบตัวเรือน โดยมีสเกล ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) สีขาวเป็นงานลงยา แผ่นหน้าปัดสีดำแบบเล่นระดับรังสรรค์ขึ้นจากออนิกซ์ขัดเงา ร่วมกับวงหน้าปัดขนาดเล็กทั้ง 3 ที่ทำจากแผ่นอุกกาบาตซึ่ง Omega บอกว่าเป็นหินจากดวงจันทร์ ส่วนชิ้นหลักชั่วโมงและเข็มชี้นั้นสร้างขึ้นจากทองขาว 18K ทั้งหมด (ยกเว้นเข็มวินาทีจับเวลา) พร้อมเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีขาว ตัวเรือนของรุ่นนี้มีขนาดเท่ากับ 42.0 มิลลิเมตร ผนึกแผ่นคริสตัลแซพไฟร์ทั้งด้านหน้าและบนฝาหลัง โดยขอบฝาหลังสลักข้อความแสดงศักดิ์ศรี ‘Speedmaster, The First Watch Worn on the Moon’ เอาไว้ด้วย สำหรับสายที่ติดตั้งมากับนาฬิกาจะเป็นหนังจระเข้สีดำ ล็อกด้วยตัวพับล็อกแพลทินัม

 

Cal.321 ที่สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อใช้กับนาฬิการุ่นนี้ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 27.0 มิลลิเมตร หนา 6.74 มิลลิเมตร ขึ้นลานด้วยมือ ใช้ทับทิมกันสึกหรอ 17 ชิ้น สายใยจักรกลอกเป็นแบบ ‘Overcoil’ (โอเวอร์คอยล์) ทำงานด้วยความถี่ 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ 44 ชั่วโมง กลไกโครโนกราฟควบคุมระบบสั่งการจับเวลาด้วย ‘Column-wheel’ และ ‘Lateral Clutch’ (แลเทอรัล คลัตช์ – คลัตช์แนวระนาบ) จับเวลาได้สูงสุด 12 ชั่วโมง เช่นเดียวกับเครื่องต้นฉบับที่ยึดเครื่อง Cal.321 ยุคที่ 2 เป็นต้นแบบ ซึ่งนอกจากจะสร้างตามแบบแปลนเดิมแล้ว ยังสแกนเครื่องเดิมเครื่องจริงด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลเพื่อให้ทุกชิ้นส่วนมีลักษณะเหมือนเดิมมากที่สุด แต่ยกระดับความประณีตงดงามให้เลอเลิศกว่าเดิมด้วยการเคลือบทอง ‘Sedna’ (เซดนา) 18K อันเป็นทองสูตรเฉพาะของ Omega บนแท่นเครื่องและสะพานจักร รวมถึงการขัดแต่งและการตกแต่งที่ละเอียดยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยเทคโนโลยีของปัจจุบัน

 

ราคาจำหน่ายเบื้องต้นเท่าที่ทราบ ณ ขณะปัจจุบันของนาฬิการุ่นพิเศษนี้ ว่ากันว่าอยู่ที่ 55,000 ฟรังก์สวิส หรือราว 1.72 ล้านบาท แต่ราคาอย่างเป็นทางการที่แท้จริงนั้นน่าจะได้รู้กันเมื่อเริ่มวางจำหน่ายในช่วงฤดูหนาวของปี 2019 นี้ ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ นาฬิการุ่นนี้ไม่ได้ผลิตในแบบจำนวนจำกัด แต่เป็นการจำกัดการผลิต (Limited Production) เนื่องจากจำนวนการผลิตของเครื่อง Cal.321 นั้นถูกตั้งไว้เพียง 2,000 เครื่อง/ปี เท่านั้น โดยจะผลิตขึ้นในเวิร์กช็อปที่ตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ในโรงงานแห่งใหม่ของ Omega ที่เมืองเบียนน์ (Bienne) อีกทั้งยังพิเศษด้วยกระบวนการผลิตที่ใช้ช่างนาฬิกาเพียงคนเดียวต่อการประกอบ Cal.321 แต่ละชุด รวมไปถึงการประกอบลงในตัวเรือนด้วย ทั้งหมดนี้เกิดจากการวางโครงการและจัดตั้งคณะทำงานมาล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 2 ปี แต่ด้วยจำนวนการผลิตเพียงเท่านี้ ทาง Omega จะนำไปวางลงในตัวเรือนวัสดุอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสเตนเลสสตีลตามแฟนๆ จำนวนมากอยากให้มีหรือไม่อย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up