UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesCHANEL J12 PARADOXE - ฉีกกรอบดีไซน์ใหม่ ในพลังหยิน-หยาง

CHANEL J12 PARADOXE – ฉีกกรอบดีไซน์ใหม่ ในพลังหยิน-หยาง

by: ‘Mr.Big’

 

คอลเลกชั่น J12 (เจทเวลฟ์) ของ Chanel (ชาแนล) เผยโฉมเป็นครั้งแรกในปี 2000 ในรูปลักษณ์ที่เป็นนาฬิกาที่ผลิตจากเซรามิกทั้งเรือน โดยนำเสนอใน 2 สี คือสีขาวและสีดำ ซึ่งยุคนั้นถือเป็นของใหม่ ยิ่งมารวมกับการออกแบบที่ผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความคลาสสิกและแฟชั่นดีไซน์ จึงเป็นนาฬิกาที่ประสบความสำเร็จอย่างมากนับตั้งแต่เปิดตัว และต่อมาได้กลายเป็นคอลเลกชั่นเรือธงของแบรนด์อย่างภาคภูมิ จนครบ 20 ปีในปี 2020 นี้ และในวาระครบ 20 ปี Chanel จึงเพิ่มรูปแบบพิเศษในการสร้างสรรค์นาฬิกาเซรามิกล้วนรุ่นนี้ด้วยการเติมลูกเล่นดีไซน์ให้กับสีขาวและสีดำ โดยนำสีทั้ง 2 มาประสานเป็นหนึ่งเดียวเป็นครั้งแรกของโลก เกิดเป็นนาฬิกาที่ฉีกกฎด้านงานดีไซน์ขึ้นไปอีกขั้น และนั่นคือ J12 Paradoxe (เจทเวลฟ์ พาราด็อกซ์)

 

ถ้าให้เปรียบเทียบรูปลักษณ์ของ J12 Paradoxe ก็คงเป็นนาฬิกาที่แสดงถึงสัญลักษณ์แห่งหยินและหยาง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำลัทธิเต๋า โดยเครื่องหมายแห่ง ‘หยิน’ คือครึ่งหนึ่งของสัญลักษณ์ที่เป็นเครื่องหมายฝั่งสีดำแต้มด้วยจุดสีขาว เป็นตัวแทนของพลังจักรวาลด้านความมืด หรือดวงจันทร์ ส่วนเครื่องหมายแห่ง ‘หยาง’ เป็นองค์ประกอบครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนของพลังจักรวาลในฝั่งของแสงสว่าง หรือดวงอาทิตย์ เป็นเครื่องหมายทางฝั่งสีขาวที่แต้มด้วยจุดสีดำ เช่นเดียวกัน J12 Paradoxe ก็เผยโฉมออกมาใน 2 รูปลักษณ์ที่เปรียบได้กับเครื่องหมายหยิน-หยาง โดยรุ่นที่เปรียบที่กับสัญลักษณ์หยางคือรุ่นปกติที่นำเสนอในตัวเรือนเซรามิกสีขาว แต่ตัดแบ่งช่วง 1 ใน 4 ของพื้นที่เป็นการประกบด้วยเซรามิกสีดำ ในแนวตั้งเป็นเส้นตรงจากขาสายฝั่งหนึ่งตัดผ่านหน้าปัดลงไปที่ขาสายอีกฝั่งอย่างน่าทึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคในการตัดตัวเรือนเซรามิกให้เป้นเส้นตรงพอดี โดยที่ไม่ทำลายเนื้อเซรามิกให้สึกหรอหรือแตกหัก ซึ่งไม่ง่ายเลย นี่จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงเทคนิคชั้นสูงในการสร้างสรรค์ตัวเรือนเซรามิกที่เหนือไปอีกขั้น

มาพร้อมขนาดตัวเรือน 38.0 มิลลิเมตร หนา 10.7 มิลลิเมตร สวมใส่ได้ทั้งข้อมือชายและหญิง กันน้ำ 50 เมตร ด้านการดีไซน์พื้นหน้าปัดนอกจากการประกบด้วยแผ่นหน้าปัดสีดำที่แบ่งด้วยเส้นตรงพอดีกับแนวตัวเรือนบริเวณฝั่งขวาแล้ว ภาพรวมยังคงรักษาเอกลักษณ์งานดีไซน์ไว้เหมือนเดิม ตกแต่งด้วยตัวเลขอารบิกบอกเวลาในโทนสีที่ตัดกันกับพื้นหน้าปัด พร้อมการบอกเวลาแบบ 3 เข็ม และมีช่องหน้าต่างบอกวันที่แทรกอยู่ระหว่าง 4-5 นาฬิกา ควบคุมการทำงานด้วยกลไก ‘In-house’ ออโตเมติก Cal.12.1 ซึ่งเป็นชุดกลไกใหม่เอี่ยมที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา รับรองมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จากสถาบัน COSC อัตราความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ถึง 70 ชั่วโมง ฝาหลังผนึกด้วยคริสตัลแซพไฟร์ใส เพื่อโชว์ชุดจักรกลที่สวยงามในแบบเฉพาะตัว ประกอบกับสายเซรามิกสีขาว กำหนดราคาที่ 7,150 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 236,000 บาท

ส่วนรุ่นที่เปรียบเทียบได้กับสัญลักษณ์แห่งหยางนั้นสร้างสรรค์ด้วยตัวเรือนเซรามิกสีดำ โดยตัดแบ่งช่วงตัวเรือนออกไป 1 ใน 4 ส่วนเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้ประกบด้วยเซรามิกสีขาวอย่างที่คาด แต่กลับโชว์ประกายสว่างด้วยเพชรน้ำงามเจียระไนเหลี่ยม ซึ่งฝังตัวอยู่ในเนื้อเซรามิกสีดำอย่างพอดิบพอดี เรียงตัวส่องประกายหรูแบบไร้รอยสะดุดทั้งบนหน้าปัด ขอบตัวเรือน และบ่าเม็ดมะยม รวมน้ำหนัก 4.5 กะรัต ส่วนขนาดตัวเรือน ความหนา และคุณสมบัติในการกันน้ำเป็นสเปกเดียวกันกับรุ่นก่อนหน้านี้ พื้นหน้าปัดสีดำ เพิ่มความงามหรูด้วยการประดับเพชรเหลี่ยมแทนมาร์คเกอร์ ทำงานด้วยกลไกออโตเมติกชุดเดียวกัน ประกอบกับสายเซรามิกสีดำ เฉพาะรุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือนเท่านั้น โดยตั้งสนนราคาไว้ที่ 192,600 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 6.36 ล้านบาท ทั้ง 2 รุ่นมีกำหนดวางตลาดในช่วงฤดูร้อนของยุโรป

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up