UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesCHOPARD ALPINE EAGLE 41 XP TT - เทคโนโลยีจักรกล ในร่างบางและเบาขั้นสุด

CHOPARD ALPINE EAGLE 41 XP TT – เทคโนโลยีจักรกล ในร่างบางและเบาขั้นสุด

by: ‘Mr.Big’

 

นับตั้งแต่ที่คอลเลกชั่น Alpine Eagle (อัลไพน์ อีเกิล) จาก Chopard (โชพาร์) เปิดตัวสู่ตลาดนาฬิกาในปี 2019 ด้วยดีไซน์ที่พัฒนาขึ้นจากคอลเลกชั่น St. Moritz (แซงต์ มอริตซ์) ก็ได้รับการตอบรับอย่างสูง ทั้งยังพัฒนาคุณภาพและรูปแบบมาโดยตลอด และสำหรับปี 2024 นี้ Chopard ก็ได้มอบบุคลิกใหม่ให้กับคอลเลกชั่นดังกล่าว ด้วยสถานะเรือนเวลาแบบ ‘Full Titanium’ (ฟูล ไทเทเนียม) ที่มาพร้อมกับความบางในชื่อ Alpine Eagle 41 XP TT (อัลไพน์ อีเกิล ฟอร์ตีวัน เอ็กซ์พี ทีที)

MITSUBISHI

 

เรือนเวลารุ่นใหม่ที่ห้อยท้ายชื่อมาด้วยอักษรย่อ ‘XP’ และ ‘TT’ ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงคุณสมบัติที่โดดเด่น โดย ‘XP’ หมายถึง ‘Extra-plat’ (เอ็กซ์ตราแพลท) หรือตัวเรือนที่มีความบางเป็นพิเศษ ในขณะที่ ‘TT’ มีที่มาจากคำว่า ‘Technical’ (เทคนิคัล) และ ‘Titanium’ ซึ่งสถานะทั้งหมดสะท้อนอยู่ในนาฬิการุ่นนี้อย่างเด่นชัด เลข 41 ที่ปรากฏบนชื่อรุ่นแน่นอนว่าต้องมาจากขนาดตัวเรือน 41.0 มิลลิเมตร โดยมีความหนาเพียงแค่ 8.0 มิลลิเมตร เท่านั้น สร้างสรรค์จากไทเทเนียมเกรด 5 ที่แต่งผิวแบบปัดด้าน สลับกับงานขัดมันที่ขอบมุม ภายใต้ดีไซน์เด่นที่ยึดขอบตัวเรือนด้วยสกรู 8 จุด อันเป็นเอกลักษณ์ที่สืบต่อมาตั้งแต่รุ่นแรก แต่มีการปรับส่วนขอบให้แคบลงเล็กน้อย เพื่อมอบพื้นที่ให้กับหน้าปัดมากขึ้น และติดตั้งเม็ดมะยมแบบขันเกลียวขนาด 6.65 มิลลิเมตร ที่ผลิตจาก ‘Lucent Steel’ (ลูเซนต์ สตีล) โลหะผสมที่ได้จากกระบวนการถลุงซ้ำเพื่อให้ได้คุณสมบัติที่เทียบได้กับเครื่องมือสเตนเลสสตีลสำหรับการทำศัลยกรรม ตกแต่งด้วยลายสลักรูปดวงดาวเข็มทิศ ทั้งยังมอบความเบาสบายให้กับการสวมใส่ และยังมีส่วนประกอบเพิ่มเติมจากอะลูมิเนียมและวานาเดียม จึงทำให้มีความทนทานต่อการกัดกร่อนจากสารเคมีและน้ำเค็มเป็นพิเศษ ทำให้เป็นนาฬิกาที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ในหลากหลายกิจกรรม ตั้งแต่บนภูเขาสูงไปจนถึงใต้ทะเลในระดับความลึกไม่เกิน 100 เมตร

 

เบื้องหลังกระจกหน้าปัดคริสตัลแซพไฟร์ที่เคลือบด้วยสารกันการสะท้อน คือความตระการตาของการเผยชิ้นส่วนจักรกลชั้นเลิศที่ทำงานให้เห็นแบบแบบทะลุปรุโปร่ง โดยส่วนของแท่นเครื่องและสะพานจักรได้รับการฉลุเป็นลายร่องตามแนวโค้งในระนาบเดียวกัน พร้อมการสร้างเอฟเฟ็กต์บนพื้นผิวด้วยการพ่นทราย เพื่อให้ตัดกับส่วนที่ขัดเงาและปัดลายซาตินบนเฟืองเกียร์ชิ้นต่างๆ ที่เคลือบโรเดียมเป็นสีเข้ม สลับกับงานเคลือบทอง สร้างความสวยงามในแบบที่ตัดกันกับตัวเรือน และเสริมความแข็งแรงให้ทุกชิ้นส่วนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความงดงามนี้แสดงควบคู่ไปกับการบอกเวลาแบบ 2 เข็ม ด้วยเข็มชี้ทรงแท่ง และหลักชั่วโมงทรงแท่งเหลี่ยมสีเงินที่ยึดเข้ากับวงขอบหน้าปัดสีเทาที่ตกแต่งด้วยแทร็คเวลาสีขาว จึงดูเหมือนกับลอยอยู่ และทำร่องตรงกลางสำหรับเติมสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova®’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) เกรด ‘X1’ (เอ็กซ์วัน) สีขาว เพื่อให้สามารถดูเวลาได้ชัดเจนแม้อยู่ในพื้นที่ที่มีแสงน้อย โดยไม่ลืมที่จะประทับชื่อแบรนด์ Chopard เอาไว้ด้านในของแผ่นคริสตัลแซพไฟร์

 

จักรกลชุดที่โชว์เด่นให้เห็นนี้ก็คือกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ออโตเมติกตระกูล L.U.C (แอลยูซี) Cal.L.U.C 96.17-S ที่บางเฉียบเพียง 3.3 มิลลิเมตร กับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 27.4 มิลลิเมตร ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนทั้งหมด 167 ชิ้น ใช้ทับทิม 29 เม็ด เดินกำลังด้วยความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง และสามารถกักเก็บพลังงานที่ 65 ชั่วโมง จากอานิสงส์ของชุดตลับลานเรียงซ้อนกัน 2 ชุด ภายใต้เทคนิค ‘Chopard Twin Technology’ (โชพาร์ ทวิน เทคโนโลยี) สร้างพลังงานจากการกวัดแกว่งของ ‘Micro-rotor’ (ไมโครโรเตอร์) ทอง 22K สลักลายรัศมี พร้อมเครื่องหมาย L.U.C ทั้งหมดนี้สามารถรับชมได้จากฝาหลังที่กรุด้วยคริสตัลแซพไฟร์ ประกอบกับสายไทเทเนียมเกรด 5 เพรียวบาง ผิวปัดด้านสลับงานขัดมันที่ข้อกลาง มากับตัวล็อกแบบพับ 3 ทบที่สร้างจาก ‘Lucent Steel’ พร้อมปุ่มกด เปิดราคามาที่ 28,500 ยูโร หรือราว 1.12 ล้านบาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up