UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesCLASSIC FUSION CHRONOGRAPH SPECIAL EDITION CAPRI - เจเนอเรชั่นที่ 3 ของเอดิชั่นเกาะสวรรค์

CLASSIC FUSION CHRONOGRAPH SPECIAL EDITION CAPRI – เจเนอเรชั่นที่ 3 ของเอดิชั่นเกาะสวรรค์

by: ‘Mr.Big’

 

เมื่อปีที่แล้ว Hublot (อูโบลท์) เผยโฉมเรือนเวลารุ่นที่ 2 ในซีรีย์ ‘Capri’ (คาปรี) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเกาะสวรรค์แสนสวย คาปรี ที่อยู่ทางตอนใต้ของอ่าวเนเปิลส์ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประเทศอิตาลี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘เกาะที่สวยงามที่สุดในโลก’ และเป็นที่ตั้งของบูติก Hublot ที่เปิดสาขามาตั้งแต่ปี 2017 ด้วยความหลงใหลในเกาะสวรรค์อันน่าประทับใจนั้น ก็ได้สร้างแรงขับเคลื่อนให้รังสรรค์นาฬิการุ่นที่ 3 ออกมาในปีนี้ ในรูปแบบที่เป็นภาคต่อของปีก่อน นั่นคือ Classic Fusion Chronograph Capri (คลาสสิก ฟิวชั่น โครโนกราฟ คาปรี)

 

การออกแบบเรือนเวลารุ่นล่าสุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘Grotta Azzurra’ (กรอตตา อัซซูรา) หรือ ‘The Blue Grotto Capri’ (เดอะ บลู กรอตโต คาปรี) สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของคาปรี มีลักษณะเป็นถ้ำที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเล มีความยาวประมาณ 60 เมตร และกว้างประมาณ 25 เมตร มีน้ำทะเลสีฟ้าใสคล้ายจะสามารถสะท้อนแสงได้ในความมืด โดยเกิดขึ้นจากแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านเข้ามาจากปากถ้ำที่มีความกว้างเพียงแค่ประมาณ 2 เมตร สาดส่องลงสู่ผืนน้ำที่มีแร่เหล็กอยู่ข้างใต้ จึงเกิดการสะท้อนแสง ทำให้น้ำทะเลที่มีสีฟ้าอยู่แล้ว ยิ่งเปล่งประกายคล้ายมีการติดไฟใต้น้ำ เป็นภาพมหัศจรรย์ที่งดงามมากๆ

‘Grotta Azzurra’

 

Classic Fusion Chronograph Capri เจเนอเรชั่นที่ 3 นี้สร้างสรรค์ในตัวเรือนเซรามิกสีดำขนาด 45.0 มิลลิเมตร หนา 13.05 มิลลิเมตร กันน้ำ 50 เมตร ตัดด้วยขอบตัวเรือนเซรามิกสีฟ้า แพนโทน 459C ซึ่งเป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับสีของน้ำทะเลใน ‘Grotta Azzurra’ ยึดด้วยหมุดรูปตัว ‘H’ 6 ตำแหน่ง และบนขาสายอีก 4 ตำแหน่งอย่างมีเอกลักษณ์ พื้นหน้าปัดสีดำ ตัดกันด้วยวงหน้าปัดย่อยและชื่อแบรนด์ที่รังสรรค์ในโทนสีฟ้า แพนโทน 459C เช่นเดียวกัน นำเสนอการบอกเวลาแบบ 2 เข็มครึ่ง โดยแยกเข็มวินาทีไปไว้บนหน้าปัดย่อยตำแหน่ง 3 นาฬิกา ส่วนเข็มวินาทีหลักทำหน้าที่จับเวลาร่วมกับการแสดงค่าจับเวลา 30 นาที บนหน้าปัดย่อย 9 นาฬิกา เสริมด้วยการแสดงวันที่บนดิสท์สีดำภายในช่องหน้าต่างแสดงวันที่ที่ 6 นาฬิกาอย่างกลมกลืน

 

ด้านการทำงานยังคงเลือกใช้กลไกออโตเมติกโครโนกราฟ Cal.HUB1143 ที่พัฒนาขึ้นจาก Cal.ETA 2892-A2 ติดตั้งโมดูลจับเวลาของ ‘Dubois-Dépraz’ (ดูบัวส์-เดปราซ์) ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนจำนวน 280 ชิ้น ทับทิม 59 เม็ด เดินด้วยความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานนาน 42 ชั่วโมง ฝาหลังกรุแผ่นคริสตัลแซพไฟร์ที่ปิดทับด้วยภาพถ่ายโขดหิน ‘Faraglioni’ (ฟารากลิโอนี) ที่มีรูปร่างเหมือนยอดภูเขาที่โผล่พ้นน้ำ แลนด์มาร์คสำคัญของเกาะคาปรีบนน้ำทะเลสีน้ำเงินคราม ประกอบกับสายยางสีฟ้า แพนโทน 459C คงจำนวนการผลิตเอาไว้ที่ 30 เรือนเช่นเดิม และจัดจำหน่ายเฉพาะที่บูติก Hublot บนเกาะคาปรีเท่านั้น ส่วนราคายังไม่มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up