UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesCZAPEK ANTARCTIQUE MOUNT EREBUS DEEP BLUE - ครั้งแรกกับเวอร์ชั่นทองของซีรีย์สปอร์ตหรู

CZAPEK ANTARCTIQUE MOUNT EREBUS DEEP BLUE – ครั้งแรกกับเวอร์ชั่นทองของซีรีย์สปอร์ตหรู

by: ‘Mr.Big’

 

นับตั้งแต่ที่ Czapek (ซาเป็ก) เปิดตัวคอลเลกชั่น Antarctique (แอนตาร์กตีค) ในปี 2020 ในฐานะเรือนเวลาสปอร์ตหรูของแบรนด์ ก็ได้สร้างความประทับใจให้กับนักสะสมทั่วโลก ด้วยการออกแบบที่ลงตัว อันมาพร้อมรายละเอียดที่ประณีต และมีมาตรฐานการทำงานในระดับสูง จนกลายเป็นคอลเลกชั่นที่ติดตลาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งที่ผ่านมาเรามักจะเห็นคอลเลกชั่นดังกล่าวถูกสร้างสรรค์มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีล หรือไทเทเนียมเป็นส่วนใหญ่ ปีนี้ Czapek จึงขอเพิ่มทางเลือกให้กับวัสดุตัวเรือน ด้วยการนำเสนอในวัสดุที่หรูหราอย่างทองเป็นครั้งแรกในรุ่น Antarctique Mount Erebus Deep Blue (แอนตาร์กตีค เมาท์ เอเรบัส ดีพ บลู)

MITSUBISHI

 

ชื่อของคอลเลกชั่นนี้ได้แรงบันดาลใจจาก ‘Mount Erebus’ หรือภูเขาไฟเอเรบัส ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่อยู่ใต้สุดของโลก และมีความสูง 3,794 เมตร สูงเป็นอันดับ 2 ในทวีปแอนตาร์กติกา รองจากภูเขาไฟซีย์เล โดยภูเขาไฟลูกนี้ยังเป็นภูเขาไฟที่มีพลัง หรือยังสามารถเกิดการระเบิดได้ และมีข้อมูลว่าชั้นลาวาภายในปล่องภูเขาไฟลูกนี้มีส่วนประกอบของสายแร่ทองคำอยู่ ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่าทองคำจะถูกหลอมละลายจากความร้อนของลาวา กลายเป็นอนุภาคที่ระเหยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนกว่า 80 กรัม/วัน และนั่นได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ Czapek ตั้งชื่อนาฬิกาตามแหล่งแร่ทองคำที่อยู่ภายในภูเขาไฟขั้วโลกใต้ โดยนำเสนอออกมาพร้อมกัน 2 เวอร์ชั่น ด้วยการผลิตแบบจำกัดจำนวนที่ต่างกัน ได้แก่ตัวเรือนทองกุหลาบ 18K จำนวน 100 เรือน และตัวเรือนทอง 18K อีก 50 เรือน

 

ตัวเรือนของทั้ง 2 เวอร์ชั่น สร้างสรรค์มาด้วยขนาด 40.5 มิลลิเมตร หนา 10.6 มิลลิเมตร ใช้เม็ดมะยมแบบขันเกลียวเพื่อเสริมความมั่นใจให้กับประสิทธิภาพการกันน้ำที่ 120 เมตร ผนึกหน้าปัดด้วยคริสตัลแซพไฟร์ซึ่งเคลือบด้วยสารกันการสะท้อนเอาไว้ทั้ง 2 ฝั่ง เผยให้เห็นมิติความงดงามของสีน้ำเงินบนหน้าปัดซึ่งเกิดจากเทคนิคเคลือบสีจากการทำปฏิกริยาสะสมไอเคมีหรือ CVD พร้อมงานตกแต่งแบบ ‘Lamé’ (ลาเม) ที่ดูเหมือนลายไม้หรือลายปัดด้านแนวดิ่งเส้นหนา อันเป็นลวดลายที่ Czapek เคยนำมาใช้กับ Antarctique Terre Adélie (แอนตาร์กตีค เทอร์รา อเดลี) ซึ่งเป็นซีรีย์ลิมิเต็ดรุ่นแรกของคอลเลกชั่น Antarctique ซึ่งเปิดตัวในปี 2020 ตัดกับขอบตัวเรือนที่ทำเป็นแนววงแหวนปัดลายเส้นซาตินตามแนววง พร้อมด้วยรายละเอียดการตแต่งหลักชั่วโมงและเข็มเป็นสีเนื้อทองเฉดเดียวกับตัวเรือน และเคลือบด้วยสารเรืองแสงสีขาว โดยผลงานการรังสรรค์หน้าปัดรุ่นนี้ยังคงเป็นฝีมือของพันธมิตรอย่าง ‘Metalem’ (เมตาเลม) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนนาฬิกาชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์เช่นเคย

 

การทำงานยังคงเป็นหน้าที่ของกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ออโตเมติก Cal.SXH5 อันประกอบไปด้วยการแสดงเวลาแบบ 3 เข็ม และวันที่ซึ่งแสดงผ่านช่องหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา กลไกมีขนาด 30.0 มิลลิเมตร หนา 4.2 มิลลิเมตร โดยมีรูปแบบการจัดเรียงชิ้นส่วนกลไกแบบ 3 มิติ บนแท่นเครื่องผิวทรายเคลือบด้วยสีดำ โดดเด่นด้วยชุดเกียร์ที่ถูกยึดไว้โดยโครงสะพานจักร 7 ก้าน ซึ่งเป็นเลย์เอาท์ที่ได้แรงบันดาลใจจากกลไกของนาฬิกาพกสมัยโบราณ ใช้ชิ้นส่วนในการประกอบทั้งหมด 193 ชิ้น ทับทิมกันสึก 28 เม็ด มีความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง ผ่านการขึ้นลานด้วย ‘Micro-rotor’ (ไมโครโรเตอร์) ที่ผลิตจากแพลทินัมรีไซเคิล 100% ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษ พร้อมสลักข้อความด้วยเทคนิคการยิงเลเซอร์ แน่นอนว่าจักรกลชุดนี้จะถูกเปิดเผยให้ชมผ่านฝาหลังที่กรุด้วยคริสตัลแซพไฟร์

 

สายของ Antarctique Mount Erebus Deep Blue มีให้เลือกทั้งที่เป็นทองชนิดเดียวกับตัวเรือน ในดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เหมือนกับ Antarctique รุ่นอื่นๆ แต่จะแตกต่างกันที่สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นพื้นผิวแบบปัดด้านล้วน หรือเป็นงานปัดด้านสลับขัดมันที่ข้อกลาง โดยสามารถเปลี่ยนมาใส่กับสายยางหรือสายหนังจระเข้สีน้ำเงินด้วยระบบ ‘Easy Release’ (อีซี รีลีส) ซึ่งช่วยให้สามารถถอดสลับเปลี่ยนสายได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใดๆ ผลงานนี้ตั้งราคามาให้เป็นเจ้าของกันที่ 52,300 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 2.13 ล้านบาท สำหรับรุ่นสายทองกุหลาบ 18K หรือทอง 18K แต่หากประกอบกับสายยางก็จะมีราคา 31,000 ฟรังก์สวิส หรือราวๆ 1.26 ล้านบาท และ 29,000 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท เมื่อเลือกประกอบกับสายหนังจระเข้

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up