UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesCZAPEK PROMENADE COLLECTION - คอลเลกชั่นใหม่กับหน้าปัดงามตะลึง

CZAPEK PROMENADE COLLECTION – คอลเลกชั่นใหม่กับหน้าปัดงามตะลึง

by: ‘TomyTom’

 

Czapek (ซาเป็ก) เปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่เอี่ยม Promenade (พรอเมนาด) ที่สร้างขึ้นด้วยวิวัฒนาการจากคอลเลกชั่น Quai des Bergues (เคย์ เดส์ แบร์เจส) และ Antarctique (แอนตาร์กตีค) กลั่นกลองมาเป็นดีไซน์ใหม่ที่มุ่งสู่วิสัยทัศน์ 4 ประการ ที่ทางแบรนด์มีต่อนาฬิการะดับไฮเอนด์ นั่นคือ ประณีต สละสลวย สนุกสนาน และทรงพลัง

MITSUBISHI

 

จุดมุ่งหมายของ Promenade นั้น ทางแบรนด์ต้องการที่จะแสดงแนวทางสมัยใหม่อย่างแท้จริงของความสง่างาม ความทันสมัย ความผ่อนคลาย และรูปแบบที่สวมใส่ได้ง่าย ตัวเรือนจึงต้องมีความเพรียวบางและไม่ดูเป็นแนวสปอร์ตนัก แต่ก็ไม่ได้เดรสจ๋าเสียทีเดียว ความเพรียวบางนี้บรรลุด้วยการใช้กลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ ขึ้นลานด้วยโรเตอร์ขนาดเล็ก Cal.SXH5 ซึ่งเดิมทีออกแบบมาเพื่อใช้กับนาฬิกาสไตล์สปอร์ตคอลเลกชั่น Antarctique นั่นเอง สำหรับดีไซน์ของตัวเรือนนั้นยึดรูปแบบของคอลเลกชั่น Quai des Bergues เป็นแม่แบบ แล้วขัดเกลาให้ดูนุ่มนวลยิ่งขึ้น นำมาซึ่งสไตล์ที่ทันสมัยและอ่อนเยาว์กว่ากัน

 

ฝั่งด้านหน้าของตัวเรือนถูกขัดผิวมาอย่างเงางาม ขณะที่แนวเว้าลึกของขอบข้างได้รับการพ่นทรายเพื่อให้เกิดมิติที่แตกต่างของพื้นผิว ส่วนเม็ดมะยมยังคงมีขนาดใหญ่และบางในทำนองเดียวกับ Quai des Bergues สำหรับขนาดของตัวเรือนสเตนเลสสตีลนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับ 38.0 มิลลิเมตร ขณะที่ความหนาโดยรวมวัดได้ที่ 10.8 มิลลิเมตร กระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทรงกล่อง และฝาหลังกรุแซพไฟร์คริสตัล เคลือบสารกันแสงสะท้อนมาให้ที่ฝั่งด้านใน ส่วนการกันน้ำกระทำได้ 50 เมตร

 

สิ่งที่ต้องทำถัดมาจากตัวเรือนก็คือ สไตล์การตกแต่ง โดยทางแบรนด์เลือกที่จะเล่นกับทั้งสีสัน เทคนิคการสร้างพื้นผิว และวัสดุที่ใช้ ด้วยเห็นว่าหน้าปัดคือการแสดงบุคลิกของนาฬิกาในทันทีที่เห็น การกำเนิดของดีไซน์ที่สวยแปลกและแตกต่างจึงเกิดขึ้น เริ่มจากการปรับการแสดงผลของกลไกจากการวางเข็มวินาทีไว้กลางหน้าปัดมาสู่ตำแหน่งแปลกตาระหว่าง 4-5 นาฬิกา ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับไอเดียการกระจายรัศมีออกมาจากตำแหน่งนี้

 

Czapek เปิดตัวหน้าปัดออกมาพร้อมกันถึง 3 เวอร์ชั่น โดยหนึ่งเป็นงานลงยาในแนววง ที่ทางแบรนด์เรียกว่า ‘Goutte d’Eau’ (กูต โด) และอีก 2 เป็นงานตกแต่งด้วยลายสลักแบบ ‘Guilloché’ (กิโยเช) เป็นเส้นรัศมีที่ทางแบรนด์เรียกว่า ‘Soleil’ (โซลีล) ทั้งหมดนี้เปิดโอกาสให้พื้นหน้าปัดแสดงความงามอย่างเต็มที่ นั่นหมายความว่า องค์ประกอบอื่นๆ จะถูกลดทอนลงไปเป็นความมินิมอล แต่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงาม อันได้แก่ การออกแบบเข็มชั่วโมงกับนาทีเป็นรูปลูกศรคมชัด แต่ฉลุตัดมาเป็นโครง ‘Skeleton’ (สเกเลตัน) ขณะที่เข็มวินาทีใช้ทรงลูกศรทึบ บนหน้าปัดปรากฏเพียงชื่อแบรนด์ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา กับข้อความว่าผลิตขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ที่ 6 นาฬิกา เท่านั้น โดยเวอร์ชั่น ‘Goutte d’Eau’ จะพิมพ์ข้อความนี้บนหน้าปัด ขณะที่เวอร์ชั่น ‘Soleil’ จะพิมพ์บนขอบหน้าปัด

 

‘Goutte d’Eau’ หรือในภาษาอังกฤษก็คือหยดน้ำ ‘Drops of Water’ (ดร็อปส์ ออฟ วอเตอร์) นั้นใช้การลงยาด้วยเทคนิค ‘Grand Feu’ (กรองด์ เฟอ) ในการสร้างเอฟเฟ็กต์แนววงที่น่าหลงใหล ซึ่งจะสร้างภาพลวงตาในขณะขยับเคลื่อนให้ดูคล้ายหยดฝนที่ตกลงสู่ผิวน้ำอันนิ่งสงบ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแผ่ออกมาจากตำแหน่งที่หยาดฝนตก โดย ณ ที่นี้ก็คือเข็มวินาทีนั่นเอง ส่วนสีที่เลือกใช้ก็คือสีน้ำเงินไพลิน ‘Sapphire Blue’ (แซพไฟร์ บลู) ที่ค่อนข้างเข้มอยู่สักหน่อย แต่แนวระลอกคลื่นจะวาวสว่างมีมิตินุ่มนวลขึ้นมาอย่างน่าประทับใจ และผู้ที่สร้างความงามเช่นนี้ก็คือ ‘Donzé Cadrans’ (ดงเซ กาดรังส์) เวิร์กช็อปสร้างงานศิลปะบนหน้าปัดนาฬิกาที่โด่งดัง เกิดเป็นความงามที่ไม่มีสเกลใดๆ มาให้เลย แม้แต่บนวงขอบหน้าปัด จึงอาจดูเวลายากสักนิด แต่ก็ได้ความงดงามชวนพิศวงมาทดแทน เวอร์ชั่นนี้จับคู่มากับสายหนัง ‘Nubuck’ (นูบัก) สีน้ำเงินเข้ม ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 18,000 ฟรังก์สวิส หรือราว 717,000 บาท จำนวนการผลิตของ Promenade Goutte d’Eau เป็นแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) กำหนดจำนวนไว้ที่ 100 เรือน

 

ส่วนเวอร์ชั่นหน้าปัด ‘Guilloché’ นาม ‘Soleil’ ที่ในภาษาอังกฤษหมายถึง ‘Sun’ (ซัน) อันได้แก่พระอาทิตย์นั้น ทางแบรนด์ออกแบบให้มีวงหน้าปัดขนาดเล็กที่ชัดเจน แถมยังมีสเกลมาให้ละเอียดยิบบนพื้นเรียบ แต่ภายนอกเส้นรอบวงทำการสลักลาย ‘Guilloché’ แผ่ออกไปจนจรดขอบหน้าปัดแนวลาดที่พิมพ์สเกลเป็นขีดชั่วโมงกับนาทีไว้ ทำให้สามารถอ่านเวลาได้ชัดเจน และเส้นสายคมชัดที่แผ่ออกมาดั่งประกายแสงจากพระอาทิตย์ที่นำมาซึ่งชื่อ ‘Soleil’ นี้เป็นการสลักด้วยเทคนิคโบราณ ‘Guilloché’ อย่างละเอียดคมชัด บนหน้าปัดที่ทำขึ้นจากโลหะผสม ด้วยกรรมวิธีเอนจิน-เทิร์นด์ ไม่ใช่การปั๊มลาย โดยเป็นฝีมือสร้างงานของ ‘Metalem’ (เมตาเลม) ส่วนความแตกต่างของ 2 เวอร์ชั่นหน้าปัด ‘Soleil’ อยู่ที่สีที่ใช้ ได้แก่สีน้ำเงินยามค่ำคืน ‘Bleu Nuit’ (บลู นุยต์) และสีงาช้าง ‘Ivoire’ (อีฟวัวร์) โดยสำหรับ Promenade Guilloché ทั้งเวอร์ชั่น ‘Bleu Nuit’ ซึ่งจับคู่มากับสายหนัง ‘Nubuck’ สีเบจ และเวอร์ชั่น ‘Ivoire’ ซึ่งจับคู่มากับสายหนัง ‘Nubuck’ สีน้ำเงินเข้ม นั้นเป็นการผลิตแบบ ‘Limited Production’ (ลิมิเต็ด โปรดักชั่น) ที่ไม่ได้ระบุจำนวนเรือนแน่ชัด โดยตั้งราคาไว้เท่ากันที่ 17,350 ฟรังก์สวิส หรือราว 691,000 บาท

 

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ากลไก ‘In-house’ อัตโนมัติ Cal.SXH5 ที่ใช้กับคอลเลกชั่นใหม่นี้ ได้ย้ายตำแหน่งของเข็มวินาทีจากกลางหน้าปัดมาสู่ 4-5 นาฬิกา กลไกคาลิเบรอนี้จึงถูกให้รหัสใหม่ว่า Cal.SXH5.1 ซึ่งสำหรับคุณสมบัติและคุณลักษณะอื่นๆ ยังคงเดิม ไม่ว่าจะในเรื่องความงดงามของดีไซน์สะพานจักร ‘Skeleton’ ทั้ง 7 ที่ทำหน้าที่ยึดขบวนเฟือง ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาพกสมัยศตวรรษที่ 19 ที่ Franςois Czapek (ฟรองซัวส์ ซาเป็ก) ช่างนาฬิกาในองค์จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศสสร้างขึ้น การตกแต่งชิ้นส่วนต่างๆ อย่างพิถีพิถันตามเกณฑ์กลไกนาฬิกาชั้นสูง รวมไปถึงการทำพื้นผิวพ่นทรายบนสะพานจักรเป็นสีดำ และสเปกทางเทคนิค อkmb ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง จักรกลอกชนิดแปรผันแรงเฉื่อยติดตั้งบล็อกแรงเฉื่อยทอง 4 ชิ้น การใช้โรเตอร์ขนาดเล็กที่ชิ้นถ่วงน้ำหนักทำขึ้นจากแพลทินัมรีไซเคิล และพลังงานสำรองที่นานถึง 60 ชั่วโมง จากตลับลานชุดเดียว ตัวกลไกวัดขนาดได้ 30.0 มิลลิเมตร หนา 4.2 มิลลิเมตร จำนวนชิ้นส่วนรวมมีอยู่ 127 ชิ้น ส่วนจำนวนทับทิมอยู่ที่ 26 เม็ด

 

คอลเลกชั่น Promenade จะมีให้จับจองที่บูติกและเว็บไซต์ของ Czapek กับผู้แทนจำหน่ายทั่วโลก โดยจะเริ่มส่งมอบได้ในไตรมาสที่ 2 ของ ค.ศ. 2025 ซึ่งเท่ากับว่าเปิดให้สั่งจองก่อนจะส่งมอบเป็นปีเลยทีเดียว

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up