UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesWatch of the DayEL PRIMARO A384 REVIVAL - รีเอดิชั่นฉลอง 50 ปี

EL PRIMARO A384 REVIVAL – รีเอดิชั่นฉลอง 50 ปี

by: ‘TomyTom’

 

อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่า กลไกนาฬิกาโครโนกราฟแบบขึ้นลานอัตโนมัติเปิดตัวครั้งแรกในโลกเมื่อ ค.ศ. 1969 โดยผู้ผลิตนาฬิกา 2 รายคือ Zenith (เซนิธ) และ Seiko (ไซโก) และอีก 1 กลุ่มความร่วมมือคือ Heuer (ฮอยเออร์) Breitling (ไบรท์ลิง) Hamilton-Büren (ฮามิลตัน-บือเรน) และ Dubois-Déparz (ดูบัวส์-เดปราซ์) ซึ่งในโอกาสที่ปี 2019 ถือเป็นปีเลขสวย 50 ปี Zenith จึงไม่พลาดที่จะออกนาฬิกามาเพื่อเฉลิมฉลอง ซึ่งนอกจากนาฬิกาผลิตจำนวนจำกัดทั้งที่เป็นบ็อกซ์เซตซึ่งประกอบด้วยนาฬิกา 3 เรือน เป็นตัวแทนของ 3 ยุค และที่เป็นนาฬิกาเรือนทอง 18K ซึ่งนำรุ่น A386 หนึ่งใน 3 รุ่นของนาฬิกา El Primero (เอล พริเมโร : ภาษาสเปน แปลว่า ‘แรกสุด’) ยุคแรกสมัยปี 1969 มารีเอดิชั่น ซึ่งเปิดตัวในฐานะนาฬิกาในซีรีส์ฉลอง 50 ปี El Primero มาก่อนหน้านี้แล้ว Zenith ยังดันความพิเศษไปให้สุดด้วยการนำรูปแบบและลักษณะของรุ่น A384 ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฬิกากลไกโครโนกราฟอัตโนมัติ El Primero ยุคแรกของตนและของโลกเมื่อปี 1969 มาเป็นต้นแบบในการรังสรรค์ขึ้นใหม่อีกครั้งโดยปรากฎเป็นผลงานล่าสุด El Primero A384 Revival (เอล พริเมโร เอ 384 รีไววัล) เป็นการปิดท้ายนาฬิกาซีรีส์วาระ 50 ปี El Primero อย่างงดงาม


Zenith El Primero A384 รุ่นดั้งเดิมสมัยปี 1969

 

อันที่จริงนอกจากสถานะการเป็นหนึ่งในกลไกนาฬิกาชนิดโครโนกราฟขึ้นลานอัตโนมัติแบบแรกของโลกแล้ว เครื่องของ Zenith ยังมีความเลอเลิศกว่านั้นด้วยการใช้ ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) และมีความถี่ในการทำงานที่สูงถึง 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง ซึ่งทำให้มีความละเอียดในการจับเวลาได้ถึงระดับ 1/10 วินาที ซึ่งความยอดเยี่ยมนี้ยังคงสืบสานตำนานและพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องมาจนกระทั่งทุกวันนี้ (แม้ในช่วงวิกฤตการณ์ควอตซ์จะทำให้ต้องหยุดการผลิตลงตั้งแต่ปี 1975 แต่ก็รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ในปี 1984 ก่อนจะผลิตและพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน) ต่างกับกลไกของคู่แข่งที่เปิดตัวออกมาในปีเดียวกัน แต่เมื่อพ้นจากสายการผลิตไปแล้วก็ไม่ได้รับการสืบสานต่อ

El Primero A384 Revival ปี 2019

 

El Primero A384 Revival ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยวัสดุและเทคโนโลยียุคปัจจุบัน แต่ยังคงมีรูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับอยู่มาก กระจกทรงโดมถูกเปลี่ยนวัสดุจากอครายลิกมาเป็นคริสตัลแซพไฟร์ สารเรืองแสงเปลี่ยนมาใช้ ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) ฝาหลังแบบทึบถูกเปลี่ยนเป็นแบบผนึกคริสตัลแซพไฟร์ใสเพื่อให้มองเห็นกลไกที่ภาคภูมิใจ ส่วนตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 37.0 มิลลิเมตร หนา 12.6 มิลลิเมตร หน้าปัดแลคเกอร์สีขาวผิวด้าน ตัดกับวงขอบหน้าปัดสีดำอันเป็นที่อยู่ของสเกล ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) และวงหน้าปัดขนาดเล็กสีดำทั้ง 3 (ซึ่งเรียกว่า ‘หน้าแพนด้า’) ตลอดจนรายละเอียดต่างๆ บนหน้าปัดนั้นมีลักษณะ ขนาด และสัดส่วนที่แทบไม่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ ขณะที่สายนาฬิกาจะมีให้เลือกทั้งแบบสายหนังจระเข้สีดำ หรือสายสเตนเลสสตีลรูปแบบบันไดที่มีลักษณะเดียวกับรุ่นต้นฉบับ

 

สำหรับกลไกที่ใช้กับรุ่นฉลอง 50 ปีนี้เป็นเครื่อง ‘In-house’ (อินเฮาส์) ขึ้นลานอัตโนมัติฟังก์ชันโครโนกราฟพร้อม ‘Column-wheel’ และฟังก์ชันวันที่ Cal.El Primero 400 เจเนอเรชั่นปัจจุบัน จับเวลาได้ 12 ชั่วโมง ทำงานที่ความถี่ 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง ซึ่งก็เป็นเครื่องที่ถูกพัฒนาต่อยอดบนพื้นฐานของเครื่อง El Primero ที่ใช้กับรุ่นต้นฉบับนั่นเอง

 

นาฬิการุ่นปิดท้ายซีรีส์วาระ 50 ปี El Primero นี้ไม่ได้เป็นการผลิตแบบจำนวนจำกัด จึงน่าจะไม่ยากเกินไปที่จะหาไว้ในครอบครอง ส่วนราคาจำหน่าย 7,900 ฟรังก์สวิส หรือราว 250,000 บาท ที่ตั้งไว้ก็ช่างเชิญชวนให้เป็นเจ้าของเสียเหลือเกิน

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up