UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesFORTIS FLIEGER F-43 BICOMPAX CHRONOGRAPH - โครโนกราฟพร้อมขอบตัวเรือน GMT

FORTIS FLIEGER F-43 BICOMPAX CHRONOGRAPH – โครโนกราฟพร้อมขอบตัวเรือน GMT

by: ‘TomyTom’

 

ในที่สุดก็ Fortis (ฟอร์ติส) ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่เสียที หลังจากไม่เห็นกันมานาน ซึ่งเมื่อได้เห็นก็ไม่ผิดหวัง เพราะ Flieger F-43 Bicompax Choronograph (ฟลีเกอร์ เอฟฟอร์ตีธรี ไบคอมแพ็กซ์ โครโนกราฟ) ที่ทางแบรนด์ซุ่มพัฒนาดีไซน์ขึ้นใหม่นี้มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่การใช้ประกายสีเงินผิวด้านจากการปัดลายในภาพรวมของตัวเรือน รวมถึงขอบตัวเรือน เม็ดมะยม และปุ่มกด กับหน้าปัดสีดำที่เสริมความเด่นด้วยสีเขียวของสารเรืองแสงบนตำแหน่งแสดงเวลา และเส้นเรืองแสงสีส้มกับรายละเอียดบางประการ โดยปล่อยให้สเกลและตัวอักษรส่วนใหญ่เป็นสีขาวตามปกติ ทั้งหมดนี้สร้างเสน่ห์ให้กับนาฬิกาได้อย่างน่าประทับใจ

 

แรกเริ่มเดิมทีนั้น คอลเลกชั่น Flieger (ภาษาเยอรมันของคำว่า ‘Flyer’ (ฟลายเออร์) หรือ ‘นักบิน’) ของ Fortis ถือกำเนิดมาในฐานะนาฬิกาสไตล์นักบินดีไซน์ทะมัดทะแมง เปิดตัวครั้งแรกในปี 1987 แต่การตีความครั้งล่าสุดที่ปรากฎอยู่ใน Flieger F-43 Bicompax Choronograph นี้กลับเป็นอะไรที่ต่างออกไป โดย Fortis ประกาศออกมาเองในเอกสารเผยแพร่สำหรับสื่อมวลชนว่า ‘นี่ไม่ใช่นาฬิกาสำหรับนักบิน’ ซึ่งเมื่อพินิจดูแล้วก็จะเห็นว่ามันมาพร้อมฟังก์ชันที่เป็นประโยชน์สำหรับนักบิน แต่ที่ Fortis กล่าวเช่นนั้นก็น่าจะเป็นเพราะทางแบรนด์ต้องการขยายตลาดให้กว้างขึ้น เพราะฟังก์ชันเหล่านี้ก็เป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งนอกจากฟังก์ชันจับเวลาและการแสดงวันที่ในรูปแบบที่อ่านค่าได้ง่ายและรวดเร็ว รวมถึงสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ แถบใหญ่ๆ ที่ทำให้ดูเวลาได้ชัดเจนในความมืด และความสามารถในการกันน้ำได้ถึง 200 เมตรแล้ว ขอบตัวเรือนสเตนเลสสตีลดีไซน์แบบอัฒจันทร์ พร้อมเลขหลักชั่วโมง 1-12 สีดำ บากซี่ฟันบริเวณขอบซึ่งสามารถหมุนได้ทั้ง 2 ทิศทางเพื่อตั้งค่าอ้างอิงสำหรับใช้ดูเวลาที่ 2 ได้ก็มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักเดินทาง เท่านั้นยังไม่พอ Fortis ยังพัฒนาระบบการหมุนให้ใช้งานได้อย่างง่ายดายและแม่นยำเป็นที่สุด เพราะการหมุนปรับค่าเวลาในช่วง 1 ชั่วโมงจะมีล็อกให้หมุนแค่ 2 จังหวะเท่านั้น ส่วนปุ่มกดจับเวลาก็ออกแบบให้มีลักษณะเป็นแป้นกดขนาดใหญ่สลักลายกันลื่นบนผิวด้านบนเพื่อให้กดใช้ได้อย่างมั่นใจไม่ลื่นหลุดนิ้ว เช่นเดียวกับร่องบากบนเม็ดมะยมชนิดขันเกลียวขนาดใหญ่ที่ทำให้จับหมุนได้อย่างมั่นคง

 

รายละเอียดดีไซน์บนหน้าปัดผิวละเอียดเคลือบสีดำชนิดเงาเหลือบของรุ่นนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเกิดขึ้นด้วยความมุ่งหมายให้อ่านค่าเวลาได้ชัดเจนที่สุด โดยเลือกที่จะเล่นระดับกับส่วนการอ่านค่าต่างๆ เริ่มจากระนาบบนสุดคือแถบวงแหวนขนาดใหญ่อันเป็นตำแหน่งสำหรับสเกลนาทีสีขาว ร่วมกับหลักชั่วโมงชิ้นนูนเคลือบสารเรืองแสงสีเขียวทั้งชิ้น ซึ่ง Fortis เรียกว่า ‘Brix’ (บริกซ์) ล้อมด้วยร่องขอบหน้าปัดพิมพ์สเกลวินาทีสีขาว พร้อมลากเส้นเรืองแสงสีส้ม ‘Berlac Fluor Orange’ (แบร์แล็ก ฟลู ออฮองจ์) จาก 11 ถึง 1 นาฬิกา อันเป็นระยะเวลา +/- 5 วินาที เพื่อให้นักบินในฝูงบินใช้อ้างอิงในการปรับเทียบเวลาเพื่อจัดแนวการบินให้พร้อมเพรียงกัน ซึ่ง Fortis ตั้งชื่อเส้นนี้ว่า ‘Synchroline’ (ซิงโครไลน์) ขณะที่หน้าปัดย่อยทั้ง 2 ซึ่งเป็นสีดำบนพื้นลายก้นหอยนั้นออกแบบให้จมลึกกว่าระนาบพื้นหน้าปัด แถมบริเวณขอบหน้าปัดจับเวลา 30 นาทียังมีเส้นรอบวงเป็นสีส้มเรืองแสงด้วย รูปทรงของเข็มชี้ก็น่าสนใจ เพราะนอกจากเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีทรงดาบสีดำอันคมคายแล้ว เข็มขนาดเล็กทรงเรียวแหลมสีขาวทั้ง 2 ยังมีความแตกต่างกันด้วย โดยจะเห็นว่าเข็มวินาทีมีส่วนก้านยื่นออกมาจากแกนเข็ม แต่เข็มจับเวลานาทีจะไม่มีก้าน ส่วนเข็มวินาทีจับเวลาสีดำอันเรียวแหลมก็มีการเคลือบสีส้มเรืองแสงมาจนเกือบจะเต็มพื้นที่ ปิดท้ายความน่ามองด้วยการใช้สีส้มเรืองแสงขีดล้อมกรอบหน้าต่างวันที่และพิมพ์เป็นเลขวันที่เฉพาะวันที่ 13 บนพื้นจานสีดำ (ปัจจุบัน Fortis กำหนดให้วันที่ 13 เป็นวันดีเดย์ของตน ดังนั้นเลขวันที่อื่นๆ จะใช้เป็นสีขาวเช่นเดียวกับตัวเลขอื่นๆ บนหน้าปัด) ตลอดจนข้อความ ‘Bicompax’ เหนือช่องหน้าต่างวันที่ โดยลักษณะวงแหวนอันเป็นตำแหน่งของหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสงชิ้นนูนกับสเกลนาทีที่ยกระนาบขึ้นเหนือพื้นหน้าปัดเช่นนี้ Fortis ตั้งชื่อเอาไว้ว่า ‘Brixtrack’ (บริกซ์แทร็ก)

 

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลของ Flieger F-43 Bicompax Choronograph วัดขนาดได้ 43.0 มิลลิเมตร กระจกหน้าปัดเป็นแซพไฟร์คริสตัลที่เคลือบสารกันแสงสะท้อน 2 ชั้นมาให้ทั้งฝั่งด้านนอกและด้านใน ฝาหลังเป็นแบบแผ่นทึบปัดลายวน พร้อมภาพสลักรูปคล้ายใบพัดเครื่องบิน 3 แฉกพร้อมเส้นวงรัศมี จึงมองไม่เห็นกลไกที่อยู่ภายใน ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติขึ้นลานแบบทิศทางเดียว จำนวนทับทิม 27 ชิ้น ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันวันที่และฟังก์ชันโครโนกราฟจับเวลาได้ 30 นาที Cal.UW-51 ซึ่งมีพื้นฐานมาจากเครื่อง Sellita (เซลลิตา) Cal.SW-510

 

Fortis เปิดตัว Flieger F-43 Bicompax Choronograph ออกมาพร้อมกัน 2 เวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นที่จับคู่มากับสายสเตนเลสสตีลปัดลาย ดีไซน์เป็นชิ้นบล็อกสุดทะมัดทะแมง พร้อมตัวล็อกนิรภัยชนิดบานพับ ปลดล็อกด้วยปุ่มกดคู่ มีกลไกปรับเลื่อนสำหรับเพิ่ม-ลดความยาวของสายได้อย่างละเอียด ตั้งราคาจำหน่ายไว้ 3,600 ฟรังก์สวิส หรือราว 120,000 บาท และเวอร์ชั่นที่มากับสายหนังวัวสีดำ ตั้งราคาไว้ที่ 3,150 ฟรังก์สวิส หรือราว 104,000 บาท โดยจะเริ่มจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2020 นี้

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up