UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesFREAK X THE HOUR GLASS - เปิดแชมเปญฉลอง 40 ปี 'ดิ อาวร์ กลาส'

FREAK X THE HOUR GLASS – เปิดแชมเปญฉลอง 40 ปี ‘ดิ อาวร์ กลาส’

by: ‘TomyTom’

 

ด้วยปี 2019 นี้ เป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองปีที่ 40 ของ ‘The Hour Glass’ (ดิ อาวร์ กลาส) ผู้จำหน่ายนาฬิการายใหญ่แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย Ulysse Nardin (ยูลิส นาร์แดง) แบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ของสวิสกับ ‘The Hour Glass’ จึงจับมือกันสร้างสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษขึ้นมาเพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของทั้ง 2 องค์กร ซึ่งรุ่นที่ตกลงใจเลือกมาเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์ก็คือ Freak X (ฟรีก เอ็กซ์) นาฬิการุ่นล่าสุดจากตระกูล Freak ผลงานระดับไอคอนของ Ulysse Nardin ในยุคปัจจุบัน เปิดตัวครั้งแรกเมื่อต้นปี 2019 โดยชื่อเต็มๆ ของรุ่นฉลองพิเศษนี้คือ Ulysse Nardin Freak X Carbonium Gold The Hour Glass (ยูลิส นาร์แดง ฟรีก เอ็กซ์ คาร์บอเนียม โกลด์ ดิ อาวร์ กลาส) โดยเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2019 ที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งหลักของ ‘The Hour Glass’

 

ความเด่นไม่เหมือนนาฬิกาใดๆ ของ Freak X ก็คือรูปแบบกลไกอันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของตระกูล Freak ซึ่งใช้แท่นหมุนเคลื่อนเหินเวียนไปรอบแกนของตนเองในทุกชั่วโมงเพื่อชี้แสดงเวลาโดยไร้หน้าปัดและเข็มชี้เหมือนนาฬิกาทั่วไป แต่อ่านค่านาทีจากส่วนปลายของสะพานจักรบนแท่นหมุนร่วมกับการอ่านค่าชั่วโมงจากดัชนีบนแผ่นฐาน ซึ่งทั้งแผ่นจะเคลื่อนหมุนด้วยระบบเฟืองที่รับกำลังมาจากแท่นหมุน หากแต่ลดทอนรูปแบบดั้งเดิมของ Freak ด้วยการเปลี่ยนกลไกปรับตั้งเวลาจากที่ใช้การหมุนขอบตัวเรือนมาเป็นใช้เม็ดมะยมเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น และออกแบบรูปทรงของตัวเรือนใหม่ให้เรียบง่าย และมีขนาดเล็กลงเหลือ 43.0 มิลลิเมตร (จาก 45.0 มิลลิเมตร ของ Freak รุ่นอื่นๆ) เพื่อให้เอื้อต่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวันยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้เกิดจากการขับเคลื่อนของกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง Cal.UN-230 อันเป็นการผสานกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) Cal.UN-118 เข้ากับกลไกแห่งอนาคต Freak Vision (ฟรีก วิชั่น) Cal.UN-250 ซึ่งใช้จักรกลอกซิลิเซียมน้ำหนักเบาขนาดกว้างเป็นพิเศษที่ติดตั้งด้วยชิ้นถ่วงน้ำหนักนิกเกิลและใบจักรรักษาเสถียรภาพขนาดเล็ก

 

การตกแต่งเพิ่มความพิเศษบนนาฬิกา Freak X เพื่อให้เป็นเอดิชั่น ‘The Hour Glass’ ในครั้งนี้เลือกใช้ชิ้นส่วนตัวเรือนหลักเป็น ‘Carbonium Gold’ (คาร์บอเนียม โกลด์) ซึ่งเป็นวัสดุผสมคาร์บอนสุดแข็งแกร่งแต่น้ำหนักแสนเบาชนิดใหม่ที่อุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ใช้สร้างลำตัวและปีกเครื่องบิน ผลพลอยได้อันเลอเลิศของวัสดุชนิดนี้ก็คือประกายผิวอันงดงามและลวดลายอันพลิ้วไหวดุจหินอ่อนบนพื้นผิวที่เกิดขึ้นจากเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 7.0 ไมโครเมตร และทองอันเป็นองค์ประกอบของเนื้อวัสดุที่ผลิตด้วยกระบวนการอันซับซ้อนภายใต้แรงดันและอุณหภูมิสูง (Ulysse Nardin เป็นผู้ผลิตนาฬิการายแรกที่นำวัสดุชนิดนี้มาใช้กับนาฬิกา) ซึ่งลวดลายของชิ้นงานแต่ละชิ้นจะไม่มีทางเหมือนกัน ทำให้แต่ละเรือนมีความเป็นหนึ่งเดียวในโลกอยู่ในตัว ขณะที่บางชิ้นส่วนของตัวเรือนเป็นไทเทเนียมเคลือบดำด้วยเทคนิค DLC ส่วนพื้นผิวภายนอกทางฝั่งด้านหน้าของตัวเครื่องสำหรับเอดิชั่นนี้ถูกเคลือบเป็นสีแชมเปญผิวด้านเพื่อสื่อถึงการเฉลิมฉลอง ขณะที่สะพานจักรกลางและเฟืองใช้เป็นสีดำและเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) บนตำแหน่งแสดงเวลาต่างๆ ส่วนผิวเครื่องทางฝั่งด้านหลังรวมไปถึงโรเตอร์ถูกเคลือบเป็นสีดำทะมึน สวมคู่มากับสายหนังจระเข้สีน้ำตาลเข้มที่เย็บตกแต่งแบบ ‘Point-de-bride’ (ปอยต์เดอบรีด์) ด้วยด้ายสีแชมเปญ เพื่อคุมโทนให้เข้ากับสีของตัวนาฬิกา

 

Freak X Carbonium Gold The Hour Glass เป็นนาฬิกาแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 30 เรือนเท่านั้น ราคาจำหน่ายตั้งไว้ที่ 38,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 850,000 บาท แต่ทาง ‘PMT The Hour Glass’ (พีเอ็มที ดิ อาวร์ กลาส) ในประเทศไทยซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทไทยกับ ‘The Hour Glass’ จะสามารถจัดสรรมาจำหน่ายให้กับลูกค้าในประเทศไทยได้กี่เรือน และตั้งราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการไว้เท่าไหร่นั้น ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด ณ ขณะที่เขียนบทความชิ้นนี้

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up