UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesWatch of the DayGLASHÜTTE ORIGINAL เปิดคอลเลกชั่นใหม่ SPEZIALIST

GLASHÜTTE ORIGINAL เปิดคอลเลกชั่นใหม่ SPEZIALIST

by: ‘TomyTom’

Glashütte Original (กลาสฮุตเตอ ออริกินาล) แบรนด์นาฬิกาเยอรมันจากเครือยักษ์ใหญ่ ‘Swatch Group’ (สวอทช์ กรุ้ป) เปิดตัวตระกูลคอลเลกชั่นใหม่สู่ตลาดในปี 2019 นี้ ภายใต้ชื่อ Spezialist (สเปเซียลิสต์) อันหมายถึงกลุ่มนาฬิกาที่สร้างขึ้นสำหรับการใช้งานแบบจำเพาะเจาะจง เริ่มด้วยนาฬิกาดำน้ำสไตล์วินเทจซึ่งกำลังเป็นที่นิยม แต่ไม่ได้มีดีเพียงแค่รูปลักษณ์ หากพร้อมสรรพด้วยคุณสมบัติของนาฬิกาดำน้ำชั้นเลิศ และยังเหมาะแก่การสวมใส่ใช้งานในชีวิตประจำวันด้วย

นาฬิกาดำน้ำจากคอลเลกชั่น Spezialist เป็นการนำนาฬิกาดำน้ำวินเทจของแบรนด์รุ่น SeaQ (ซีคิว) จาก 5 ทศวรรษก่อน (ค.ศ. 1969) มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ผลที่ได้คือตัวเรือนดีไซน์เฉพาะตัว ขอบตัวเรือนชนิดหมุนได้ทิศทางเดียวติดตั้งแหวนสเกลนาทีที่มีขนาดไม่หนานัก ใช้หลักชั่วโมงขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยเลขอารบิกกับมาร์คเกอร์ทรงแท่งที่เคลือบสารเรืองแสง ล้อมด้วยสเกลเคลือบสารเรืองแสงทรงเหลี่ยมขนาดเล็กรอบขอบหน้าปัด ตลอดจนเข็มชี้ทั้ง 3 นาฬิกาดำน้ำจากคอลเลกชั่น Spezialist นี้เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่น ได้แก่ Spezialist SeaQ 1969 (สเปเซียลิสต์ ซีคิว 1969) อันเป็น ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 69 เรือน ตามด้วย Spezialist SeaQ (สเปเซียลิสต์ ซีคิว) และ Spezialist SeaQ Panorama Date (สเปเซียลิสต์ ซีคิว พานอรามา เดท)

Spezialist SeaQ
Spezialist SeaQ

ทั้ง Spezialist SeaQ 1969 และ Spezialist SeaQ เป็นนาฬิกาแบบ 3 เข็มพร้อมฟังก์ชันวันที่แบบปกติซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่อง ‘In-house’ (อินเฮาส์) ระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Cal.39-11 ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ที่มอบพลังงานสำรองได้ 40 ชั่วโมง แสดงค่าบนแผ่นหน้าปัดสีดำปัดลายรัศมีที่เด่นด้วยหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีเบจ ใช้จานวันที่เป็นสีขาวตัวเลขดำ ล้อมช่องหน้าต่างด้วยเส้นกรอบสีขาว บรรจุในตัวเรือนสเตนเลสสตีลกันน้ำ 200 เมตร ในขนาดเหมาะข้อมือ 39.5 มิลลิเมตร หนา 12.15 มิลลิเมตร ติดตั้งขอบตัวเรือนที่ใช้แหวนสีดำและสเกลนาทีสีขาว ตกแต่งฝาหลังทึบด้วยตราตรีศูลร่วมกับสัญลักษณ์ของแบรนด์และลอนคลื่น 20 ชั้น เท่ากับจำนวนบาร์ของระดับการกันน้ำของนาฬิการุ่นนี้ จุดแตกต่างระหว่าง 2 รุ่นนี้ก็คือ เวอร์ชั่น ‘Limited Edition’ จะใช้สารเรืองแสงสีเขียวบนเข็มทั้ง 3 และพิมพ์ข้อความ ’25 Rubis’ และ ‘Shockproof’ บนพื้นหน้าปัด ขณะที่เวอร์ชั่นมาตรฐานจะใช้สารเรืองแสงสีเบจและพิมพ์ข้อความเป็น ‘Glashütte I/SA’ แทน ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ทั้ง 2 รุ่นตั้งราคาไว้เท่ากันคือ 8,500 ยูโร (ราว 303,000 บาท) เมื่อจับคู่มากับสายยางสีดำลายสวยหรือสายผ้าสังเคราะห์สีเทาพร้อมหัวเข็มขัด และ 8,800 ยูโร (ราว 314,000 บาท) เมื่อจับคู่กับสายยางสีดำหรือสายวัสดุสังเคราะห์พร้อมตัวล็อกแบบบานพับ ส่วนรุ่น Spezialist SeaQ ที่จับคู่มากับสายสเตนเลสสตีลนั้นตั้งราคาไว้ที่ 9,700 ยูโร (ราว 346,000 บาท)

Spezialist SeaQ 1969 Limited Edition

Cal.39-11 

สำหรับ Spezialist SeaQ Panorama Date นั้นเป็นการยกระดับความพิเศษขึ้นมาอีกขีดขั้นด้วยฟังก์ชันวันที่ซึ่งแสดงด้วยตัวเลขขนาดใหญ่ 2 หลักผ่านกรอบหน้าต่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าบานโต ณ ตำแหน่งราว 4 นาฬิกา ดีไซน์ในภาพรวมยังคงคล้ายกับ 2 รุ่นที่กล่าวไปแล้ว แต่ใช้ตัวเรือนสตีลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 43.2 มิลลิเมตร หนา 15.65 มิลลิเมตร และเพิ่มระดับการกันน้ำเป็น 300 เมตร ทั้งที่ใช้ฝาหลังแบบผนึกด้วยแผ่นคริสตัลแซพไฟร์เพื่ออวดการทำงานของกลไก ‘In-house’ อัตโนมัติ Cal.36-13 ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ที่ใช้สายใยจักรกลอกซิลิกอน และขึ้นลานด้วยโรเตอร์ที่ถ่วงน้ำหนักด้วยทอง 21K โดยสามารถเก็บพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 100 ชั่วโมง ส่วนจุดแตกต่างบนหน้าปัดก็คือหลักชั่วโมงสีเงินเคลือบสารเรืองแสง ใช้พื้นจานวันที่สีดำ และระบุระดับการกันน้ำไว้บนหน้าปัดด้วย

Spezialist SeaQ Panorama Date

Spezialist SeaQ Panorama Date มีให้เลือก 2 เวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นหน้าปัดและวงแหวนขอบตัวเรือนสีดำซึ่งใช้สารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ สีเขียว และเวอร์ชั่นหน้าปัดพร้อมวงแหวนขอบตัวเรือนสีน้ำเงินซึ่งใช้ ‘Super-LumiNova’ สีขาว โดยทั้ง 2 รุ่นสามารถเลือกจับคู่ได้ทั้งสายยางสีดำหรือสายผ้าสังเคราะห์สีเทาพร้อมหัวเข็มขัด ราคา 11,000 ยูโร (ราว 392,000 บาท) หรือชนิดบานพับ ราคา 11,300 ยูโร (ราว 403,000) บาท และสายสเตนเลสสตีล ราคา 12,200 ยูโร (ราว 435,000 บาท)

Cal.36-13

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up