UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesGRAND SEIKO ‘SOKO’ U.S. SPECIAL EDITION - ดูโอแห่งฤดูน้ำค้างแข็ง

GRAND SEIKO ‘SOKO’ U.S. SPECIAL EDITION – ดูโอแห่งฤดูน้ำค้างแข็ง

by: ‘Mr.Big’

 

ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่อ่อนไหวต่อความผันแปรของสภาพอากาศและธรรมชาติมาก เพียงชั่วข้ามสัปดาห์ อุณหภูมิและสภาพธรรมชาติอาจเปลี่ยนไปในอีกแบบหนึ่งทันที ซึ่งในทางปฏิทินฤดูกาล นอกจากจะแบ่งเป็น 4 ฤดูใหญ่ ได้แก่ฤดูใบไม้ผลิ (春) ฤดูร้อน (夏) ฤดูใบไม้ร่วง (秋) และฤดูหนาว (冬) แล้ว ญี่ปุ่นก็ยังมีการแบ่งเป็นฤดูที่ย่อยลงมาอีก 24 ฤดู ซึ่งเรียกว่า ‘Sekki’ (เซกกิ) โดยสังเกตตามการโคจรของดวงอาทิตย์ ช่วงละ 15 องศา เพื่อกำหนดเวลาเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และจัดงานเทศกาลต่างๆ

ปฏิทิน ‘Sekki’ ของญีปุ่่น ซึ่งแบ่งช่วงฤดูกาลออกเป็น 24 ฤดูย่อย

 

เมื่อช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว Grand Seiko ได้เผยโฉมคอลเลกชั่นเป็นการเฉลิมฉลองถึงฤดูกาลหลักที่ 4 ของญี่ปุ่น ด้วยเรือนเวลา 4 สไตล์ที่ตั้งชื่อตามฤดูกาลย่อยของแต่ละฤดูกาลหลักทั้ง 4 ได้แก่ ‘Taisetsu’ (ไทเซ็ตสึ – 大雪) ที่หมายถึงช่วงเวลาที่มีหิมะหนา ‘Shunbun’ (ชุนบุน – 春分) ช่วงเวลากึ่งวสันต์ วันแห่งการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิที่แท้จริง ‘Rikka’ (ริกกะ – 立夏) หรือช่วงแรกร้อนที่ดอกไม้ฤดูร้อนเริ่มผลิดอก และ ‘Shubun’ (ชูบุน – 秋分) หรือช่วงสารทวิษุวัติของฤดูใบไม้ร่วงที่ความมืดเริ่มปกคลุมอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเมื่อตั้งโปรเจ็กต์แห่งฤดูกาลทั้ง 24 ออกมาแล้ว ก็ย่อมที่จะไม่ได้มีแค่นาฬิกาจาก 4 ฤดูกาลนี้เท่านั้น โดยล่าสุดได้นำแรงบันดาลใจจากหนึ่งในฤดูกาลย่อยทั้ง 24 ที่เรียกว่า ‘Soko’ (โซโกะ) มาสร้างสรรค์เป็นคอลเลกชั่นพิเศษออกมาพร้อมกัน 2 รุ่น นั่นคือ ‘Soko’ U.S. Special Edition (‘โซโกะ’ ยูเอส สเปเชียล เอดิชั่น)

นาฬิกา Grand Seiko ทั้ง 4 เรือนจากคอลเลกชั่น Heritage Japan’s Twenty-Four ‘Sekki’

 

‘Soko’ (霜降) มีความหมายว่า ‘น้ำค้างแข็ง’ หมายถึงช่วงเวลาประมาณปลายเดือนตุลาคม หรือปลายฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งอากาศจะเริ่มเย็นจัดในตอนเช้าจนน้ำค้างบนยอดหญ้าจับตัวแข็ง และใบไม้จะเปลี่ยนสีอย่างเห็นได้ชัดและเริ่มผลัดใบร่วง เป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นจะออกมาชมใบไม้เปลี่ยนสี และจัดเทศกาลเฉลิมฉลองหลังการเก็บเกี่ยว จากวัฒนธรรมแห่งฤดูกาล กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นาฬิกา 2 เรือนที่แทนความหมายแห่งช่วงเวลาน้ำค้างแข็ง ภายใต้รหัสรุ่น SBGA427 และ SBGA429 ที่เผยโฉมในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 39.0 มิลลิเมตร หนา 12.5 มิลลิเมตร พร้อมความสามารถในการกันน้ำลึก 100 เมตร ขัดแต่งเหลี่ยมมุมด้วยเทคนิค ‘Zaratsu’ (ซารัตสึ) ของญี่ปุ่น

 

ความแตกต่างของนาฬิกาทั้ง 2 รุ่นอยู่ที่พื้นหน้าปัด ซึ่งรุ่นรหัส SBGA427 ใช้พื้นหน้าปัดสีเงินแบบ ‘Light’ (ไลต์) พร้อมเข็มวินาทีและเข็มแสดงค่าพลังงานสำรองสีเขียวเข้ม ส่วน SBGA429 เป็นพื้นหน้าปัดสีเทาดำ จับคู่กับเข็มวินาทีและเข็มแสดงค่าพลังงานสำรองสีเขียวอ่อน โดยพื้นหน้าปัดของทั้ง 2 รุ่นได้รับการปัดลายจนเกิดเป็นลายเส้นแนวตั้ง ทั้งลวดลายที่ปรากฏละสีบนเข็มเป็นงานดีไซน์ที่เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจที่สวยสงบของสวนป่าไผ่ ‘Arashiyama’ (อาราชิยาม่า) ที่มีชื่อเสียง ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น พร้อมแสดงการบอกเวลาแบบ 3 เข็ม เสริมด้วยช่องหน้าต่างแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และเข็มแสดงค่าพลังงานสำรองบริเวณ 7 นาฬิกา

 

ส่วนกลไกการทำงานของทั้ง 2 เรือน ใช้จักรกล ‘Spring Drive’ (สปริง ไดรฟ์) Cal.9R65 ที่มีอัตราคลาดเคลื่อนของเวลาเพียง ±1 วินาที/วัน หรือ +15 วินาที/เดือน สามารถสร้างพลังงานได้ทั้งการไขลานผ่านเม็ดมะยม หรือผ่านการเหวี่ยงของโรเตอร์ ติดตั้งทับทิมกันสึก 30 เม็ด สำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง เลือกประกอบกับสายสเตนเลสสตีลหรือสายหนังที่เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีเขียวโทนเดียวกับเข็มวินาที วางจำหน่ายเฉพาะในตลาดอเมริกาในสนนราคา 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 165,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up