UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesH. MOSER & CIE. STREAMLINER FLYBACK CHRONOGRAPH - อีกขีดขั้นของนาฬิกาสปอร์ตหรู

H. MOSER & CIE. STREAMLINER FLYBACK CHRONOGRAPH – อีกขีดขั้นของนาฬิกาสปอร์ตหรู

by: ‘TomyTom’

 

ดูเหมือนว่าผู้ผลิตนาฬิการะดับสูงที่ยึดมั่นในการผลิตนาฬิกาแนวคลาสสิก เน้นความเลอเลิศงดงามของกลไกและหน้าปัดเป็นหลักอย่าง H. Moser & Cie. (เอช โมเซอร์ แอนด์ ซี) จะทนความหอมหวลแห่งความนิยมในนาฬิกาแนวสปอร์ตหรูเรือนสเตนเลสสตีล พร้อมสายสเตนเลสสตีลที่ดีไซน์ให้สอดคล้องกับตัวเรือน อันเป็นรูปแบบที่ทำรายได้และชื่อเสียงมหาศาลให้กับแบรนด์หรูทั้งหลายไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เพราะรูปลักษณ์ของ Streamliner Flyback Chronograph Automatic (สตรีมไลเนอร์ ฟลายแบ็ก โครโนกราฟ ออโตเมติก) นาฬิกาตระกูลใหม่ต้อนรับทศวรรษ 2020s ของ H. Moser & Cie. นั้นยึดสไตล์ที่ว่านี้อย่างเห็นได้ชัด

 

กว่าจะคลอดออกมาเป็นนาฬิกาคอลเลกชั่นใหม่นี้นั้นมิใช่เรื่องง่าย H. Moser & Cie. เผยว่าต้องใช้เวลาในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาถึง 7 ปี เพื่อสร้างสรรค์ลักษณะเฉพาะตัวขึ้นมาโดยต้องมีความสวยงาม เป็นที่จดจำ และที่สำคัญคือต้องไม่ซ้ำกับดีไซน์ของแบรนด์อื่นๆ เพื่อให้มีตัวตนเป็นนาฬิกา H. Moser & Cie. อย่างแท้จริง ไร้ข้อกังขา และคอนเซ็ปต์ที่ทางแบรนด์ตกลงใจเลือกเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ก็คือ ‘Streamliner’ ที่เน้นสไตล์แอโรไดนามิกหรือหลักอากาศพลศาสตร์ด้วยเส้นสายอันไหลลื่นดุจกระแสลมไหลผ่านวัตถุทรงเพรียว ปรากฎอยู่บนองค์ประกอบต่างๆ ตั้งแต่ตัวเรือนทรงหมอน (Cushion – คิวชัน) ขนาด 42.3 มิลลิเมตร หนา 14.2 มิลลิเมตร กระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทรงกล่องโค้ง เข็มชี้ทรงดินสอ เข็มจับเวลาทรงเรียวแหลม สายแบบข้อเดียวเรียงเป็นแนวคลื่นลู่ลม พร้อมตัวล็อกบานพับชนิดปีกผีเสื้อ ปลดล็อกด้วยปุ่มกดคู่ดีไซน์สุดแนบเนียน และลักษณะอันแปลกตาของปุ่มกดทรงหลายเหลี่ยมที่จัดวางอยู่คนละข้างของตัวเรือน ณ ตำแหน่งราว 2 นาฬิกา และ 10 นาฬิกา ตลอดจนการวางตำแหน่งเม็ดมะยมไว้ที่ 4 นาฬิกา ทั้งยังเติมอารมณ์โมเดิร์นด้วยการปัดลายผิวตัวเรือนและสาย สลับกับการขัดเงาบนบริเวณขอบสัน โดยเป็นการผสานรูปแบบลายเส้นหลายแนวเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จากแนวลาย ‘Sunray’ (ซันเรย์) บริเวณขอบตัวเรือน แนวเส้นลายดิ่งด้านบนสาย และลายซาตินที่ด้านข้างของตัวเรือนและสาย

 

แม้จะเป็นนาฬิกาประเภทสปอร์ตหรู แต่ H. Moser & Cie. ก็ไม่ละเลยจุดเด่นสำคัญของตนในด้านรูปแบบหน้าปัด และลักษณะการแสดงค่า โดยหนนี้ได้ผสมผสานความมินิมอลสะอาดตาแต่มีสไตล์ด้วยการใช้โทนสีเทาแอนทราไซต์ในรูปแบบ ‘Fumé’ (ฟูเม) อันเป็นการไล่เฉดจากความจางบนส่วนกลางกระจายไปเป็นสีเข้มโดยรอบ ทั้งยังเพิ่มการขัดลายในแนวดิ่งที่เรียกว่า ‘Griffé’ (กริฟเฟ) ปรากฏเป็นแนวเส้นอย่างชัดเจน และจงใจสร้างให้ปราศจากหน้าปัดย่อยใดๆ ด้วยการออกแบบกลไกโครโนกราฟให้แสดงค่าจับเวลาด้วยเข็มจับเวลานาทีเคลือบโรเดียม และเข็มจับเวลาวินาทีสีแดง ที่ติดตั้งร่วมแกนเดียวกับเข็มบอกเวลากลางหน้าปัด โดยชี้ไปยังแถบสเกลสีขาวในรูปแบบดีไซน์ที่เรียกกันว่า ‘Racing’ (เรซิง) กำกับด้วยเลขอารบิกนาที/วินาทีสีขาวที่ฝั่งด้านใน โดยมีเพียงเลข 60 เท่านั้นที่เป็นโลหะสีเงินขนาดใหญ่ อันเป็นดีไซน์ที่มอบอารมณ์ดุจนาฬิกาจับเวลายุค 60-70s ขณะที่ตัวเลขสีขาวบริเวณริมขอบหน้าปัดเป็นสเกล ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) ส่วนตำแหน่งหลักชั่วโมงนั้นแทนด้วยขีดสีแดงเพื่อให้อ่านค่าได้ง่ายขึ้น และเคลือบสารเรืองแสง ‘Globolight’ (โกลโบไลต์) นวัตกรรมวัสดุซึ่งเป็นเซรามิกผสาน ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) ที่เปล่งแสงสีเขียวไว้บนเข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบโรเดียม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นำ ‘Globolight’ มาใช้กับเข็ม และเพื่อยกระดับมาตรฐานของนาฬิกาสปอร์ตหรูฟังก์ชันโครโนกราฟให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น นอกจากจะสร้างตัวเรือนให้สามารถกันน้ำได้ถึง 120 เมตร และใช้เม็ดมะยมชนิดล็อกเกลียวแล้ว ยังออกแบบปุ่มกดให้สามารถกดใช้งานฟังก์ชันจับเวลาในขณะอยู่ในน้ำได้โดยไม่ต้องกลัวว่าน้ำจะเข้า

 

เมื่อเห็นการแสดงค่าจับเวลาเป็นนาทีและวินาทีด้วยเข็มกลางเช่นนี้ ก็ทราบทันทีว่ากลไกที่ใช้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน กลไกขึ้นลานอัตโนมัติโครโนกราฟจับเวลาสูงสุด 60 นาที ความถี่การทำงาน 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง ทับทิมกันสึก 55 ชิ้น ของรุ่นนี้ได้ชื่อรหัสว่า Cal.HMC 902 เป็นงานพัฒนาร่วมกับ ‘Agenhor’ (อเกนอร์) โดยใช้รูปแบบกลไกจับเวลาที่เรียกว่า ‘AgenGraph’ (อเกนกราฟ) ซึ่งคิดค้นโดยนักประดิษฐ์กลไกนาม Jean-Marc Wiederrecht (ฌอง-มาร์ก วีเดอร์เร็คต์) นับเป็นนาฬิกาแบบที่ 3 ที่นำกลไกแบบ ‘AgenGraph’ มาใช้ (แบรนด์แรกคือ Fabergé (ฟาแบร์เฌ) ตามด้วย Singer Reimagined (ซิงเงอร์ รีอิเมจินด์) ภายใต้รหัส Cal.6361 เช่นเดียวกัน ทั้ง 2 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2017) แต่กลไกสำหรับ H. Moser & Cie. รุ่นนี้เพิ่มความพิเศษด้วยการเสริมระบบ ‘Flyback’ เข้ามา ทำให้ Cal.HMC 902 มีฐานะเป็นกลไกโครโนกราฟอัตโนมัติที่แสดงค่าจับเวลาด้วยเข็มกลาง พร้อมฟังก์ชัน ‘Flyback’ แบบแรกของโลก กลไกจับเวลาแบบ ‘AgenGraph’ นี้เป็นการคิดค้นขึ้นใหม่ โดยเป็นระบบกลไกโครโนกราฟแบบ 2 ขั้นตอนที่ใช้ ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) ทำงานร่วมกับแคมเพื่อเก็บกักพลังงานไว้เป็นเวลา 1 นาที ก่อนจะหมุนปล่อยอย่างแม่นยำเพื่อทำให้เข็มจับเวลาเป็นนาทีกระโดดอย่างฉับพลัน การตัดต่อการทำงานเป็นการผสานลักษณะเด่นของคลัตช์แบบโครงสร้างแนวตั้ง และแบบโครงสร้างแนวระนาบเข้าไว้ด้วยกัน โดยเป็นแบบแนวระนาบที่ตัดต่อกำลังด้วยเฟืองเสียดทานชนิดขอบฟันละเอียด เช่นเดียวกับที่ใช้กับคลัตช์แบบแนวตั้งเพื่อไม่ให้เกิดการขัดกันของเฟือง อันเป็นการป้องกันไม่ให้เข็มวินาทีกระโดดขณะเริ่มจับเวลา ส่วนคำสั่งจากการกดปุ่มไปยังกลไกจับเวลานั้นจะถ่ายทอดด้วยการทำงานของ ‘Tulip Yoke’ (ทิวลิป โย้ค)

 

รูปแบบกลไกอันซับซ้อนนี้สามารถมองเห็นได้อย่างเต็มตาผ่านฝาหลังแซพไฟร์คริสตัล ซึ่งหากเพียงมองด้วยตาจะเข้าใจว่าเป็นเครื่องชนิดขึ้นลานด้วยมือ แต่แท้ที่จริงแล้วกลไกที่มอบพลังงานสำรองได้ถึง 54 ชั่วโมง จากตลับลาน 2 ชุด นี้เป็นแบบขึ้นลานอัตโนมัติ 2 ทิศทาง โดยวางตำแหน่งโรเตอร์ขึ้นลานที่ถ่วงน้ำหนักด้วยทังสเตนไว้ที่ฝั่งด้านหน้าของกลไก จึงมองไม่เห็นจากทางด้านหลัง ซึ่งเป็นความตั้งใจของผู้ออกแบบกลไกเพื่อให้มองเห็นการทำงานของกลไกที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนจำนวนมากถึง 434 ชิ้นได้อย่างเต็มที่ และเมื่อเป็นการสร้างร่วมกับ H. Moser & Cie. งานขัดแต่งและตกแต่งชิ้นส่วนต่างๆ จึงงดงามตามรูปแบบของ H. Moser & Cie. เห็นได้จากลาย ‘Geneva Wave’ (เจนีวา เวฟ) แบบคู่บนสะพานจักร

 

แม้ Streamliner Flyback Chronograph Automatic รุ่นนี้จะมิได้ใช้กลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ของ H. Moser & Cie. เอง แต่ความเลอเลิศแห่งระบบกลไกโครโนกราฟจับเวลาแบบ ‘AgenGraph’ จาก ‘Agenhor’ ก็มีศักดิ์ศรีคู่ควรกับ H. Moser & Cie. เป็นอย่างยิ่ง สำหรับ Ref.6902-1200 อันเป็นเอดิชั่นเปิดตัวนี้เป็นการผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) เพียง 100 เรือน โดยมีการสลักข้อความ ‘Limited 100Pcs’ ไว้บนขอบฝาหลัง วางราคาไว้ที่ 39,900 ฟรังก์สวิส หรือราว 1.3 ล้านบาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up