UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesHAMILTON VENTURA ‘DUNE: PART TWO’ - จากภาพยนตร์สู่ 2 ความพิเศษบนข้อมือ

HAMILTON VENTURA ‘DUNE: PART TWO’ – จากภาพยนตร์สู่ 2 ความพิเศษบนข้อมือ

by: ‘Mr.Big’

 

สายสัมพันธ์ระหว่าง Hamilton (ฮามิลตัน) กับวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดยังคงเป็นไปอย่างแนบแน่น นับตั้งแต่ปี 1932 เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน โดยมีเรือนเวลาปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดมากกว่า 500 เรื่อง และล่าสุด Hamilton ก็ได้มีส่วนร่วมอีกครั้ง ด้วยการร่วมมือกับ ‘Legendary Entertainment’ (เลเจนดารี เอนเตอร์เทนเมนท์) และ ‘Warner Bros. Pictures’ (วอร์เนอร์ บราเธอร์ส พิคเจอร์ส) ในการรับหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ออกแบบ ‘Desert Watch’ (เดเสิร์ท วอทช์) เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดงสำหรับภาพยนตร์เรื่อง ‘Dune: Part Two’ (ดูน พาร์ท ทู) ซึ่งเป็นภาคต่อของภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง ‘Dune’ ที่เข้าฉายไปเมื่อปี 2021

MITSUBISHI

 

เรือนเวลาที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง ‘Dune: Part Two’ นั้นเกิดจากไอเดียการทำงานร่วมกันระหว่าง Hamilton กับ Denis Villeneuve (เดนิส วิลล์เนิฟ) ผู้กำกับภาพยนตร์ และ Doug Harlocker (ดั๊ก ฮาร์ล็อคเกอร์) นักออกแบบอุปกรณ์ประกอบฉาก นำมาซึ่ง ‘Desert Watch’ ที่ชาว ‘Fremen’ (เฟรเมน) แห่งดาวเคราะห์ทะเลทราย ‘Arrakis’ (อาร์ราคิส) สวมใส่ และเรือนเวลาจากจินตนาการแห่งภาพยนตร์ไซไฟดังกล่าว ก็ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ Hamilton รังสรรค์เรือนเวลาซีรีย์พิเศษ 2 รุ่น ที่มาพร้อมดีไซน์สุดล้ำ ให้ผู้รักนาฬิกาได้มีโอกาสจับจองเป็นเจ้าของ นั่นก็คือ Ventura XXL Bright Dune Limited Edition (เวนทูรา เอ็กซ์เอ็กซ์แอล ไบรท์ ดูน ลิมิเต็ด เอดิชั่น) และ Ventura Edge Dune Limited Edition (เวนทูรา เอดจ์ ดูน ลิมิเต็ด เอดิชั่น)

 

เริ่มที่ Ventura XXL Bright Dune Limited Edition ที่นำเสนอมาพร้อมตัวเรือนทรงลูกศรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ventura ในขนาด 52.0 x 46.6 มิลลิเมตร หนา 11.8 มิลลิเมตร ผลิตจากสเตนเลสสตีลที่เคลือบเป็นสีดำด้านด้วยเทคนิค PVD กันน้ำได้ 50 เมตร พร้อมหน้าปัดสีดำตกแต่งลายเส้นสีน้ำเงินในรูปแบบที่เป็นเลย์เอาท์โครงสร้างเดียวกับ ‘Desert Watch’ ซึ่งโครงเส้นนี้สามารถเรืองแสงเป็นสีฟ้าเมื่อกดปุ่มที่ติดตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเม็ดมะยม ตกแต่งหลักชั่วโมงแบบแท่งสีขาวเด่น แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม ด้วยเข็มทองเหลืองเคลือบสารเรืองแสงสีขาว ทำงานอย่างแม่นยำด้วยเครื่องควอตซ์ ส่วนฝาหลังเคลือบสีดำสลักข้อความ ‘Hamilton’ และ ‘Special Edition’ (สเปเชียล เอดิชั่น) ประกอบกับสายยางแบบเรียบสีดำ กำหนดจำนวนการผลิตเอาไว้ที่ 3,000 เรือน แต่มีเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราเพียง 15 เรือน ในราคาเรือนละ 62,600 บาท

 

ส่วน Ventura Edge Dune Limited Edition แม้จะสร้างสรรค์ตัวเรือนด้วยสเตนเลสสตีลเคลือบสีดำด้านด้วยเทคนิค PVD เช่นเดียวกัน แต่ก็ได้ทำการปรับเหลี่ยมและเจียรมุมให้ดูทันสมัย ให้บรรยากาศความเป็นไซไฟมากขึ้น ส่วนขนาดทำมาให้มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกันที่ 51.0 x 47.2 มิลลิเมตร แต่มีความหนามากกว่าอยู่ที่ 13.8 มิลลิเมตร และมีคุณสมบัติในการกันน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 100 เมตร หน้าปัดของรุ่นนี้ถูกออกแบบมาในโทนสีดำ ในดีไซน์ใกล้เคียงกับ ‘Desert Watch’ เน้นรายละเอียดที่ให้ความรู้สึกแบบ 3 มิติ ขณะที่การแสดงเวลาถูกนำเสนอผ่านหน้าจอสีดำคู่ ซึ่งแสดงผลด้วยตัวเลขดิจิตอลสีฟ้าขนาดใหญ่ พร้อมระบบไฟเรืองแสง ควบคุมการทำงานด้วยเครื่องควอตซ์ ประกอบกับสายยางสีดำที่แต่งลายเส้นรอบขอบ ส่วนฝาหลังของรุ่นนี้ตกแต่งด้วยภาพสลักดาวเคราะห์ทะเลทราย ‘Arrakis’ พร้อมหมายเลขประจำเรือน สร้างสรรค์ด้วยจำนวน 2,000 เรือน ในราคา 88,200ท บาท โดยมีจำหน่ายในบ้านเราแค่ 15 เรือน เช่นเดียวกันกับ Ventura XXL Bright Dune Limited Edition

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up