UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesHEUER MONACO CALIBRE 11 50th ANNIVERSARY - เอดิชั่นที่ 3 แห่งซีรีส์เฉลิมฉลอง

HEUER MONACO CALIBRE 11 50th ANNIVERSARY – เอดิชั่นที่ 3 แห่งซีรีส์เฉลิมฉลอง

by: ‘TomyTom’

 

เกริ่นกันอีกครั้งว่า Heuer Monaco (ฮอยเออร์ โมนาโค) ที่เปิดตัวในปี 1969 คือหนึ่งในนาฬิกาโครโนกราฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สุด ทั้งความเป็นนาฬิกาโครโนกราฟกลไกอัตโนมัติที่ขึ้นลานด้วย ‘Micro-rotor’ (ไมโครโรเตอร์) รุ่นแรกของโลก และสถานะนาฬิกาตัวเรือนสี่เหลี่ยมรุ่นแรกของโลกที่สามารถกันน้ำได้ รวมถึงเอกลักษณ์ในการติดตั้งปุ่มกดของระบบจับเวลาไว้ทางฝั่งซ้ายของตัวเรือน

 

เพื่อฉลองวาระครบอายุปีที่ 50 ในปี 2019 นี้ TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) จึงออก Monaco ซีรีส์พิเศษ Monaco Calibre 11 50th Anniversary Special Edition (โมนาโค คาลิเบรอ 11 เดอะ ฟิฟตีธ์ แอนนิเวอร์ซารี สเปเชียล เอดิชั่น) มาถึง 5 รุ่น จำแนกเป็นตัวแทนของแต่ละทศวรรษ โดยนำแรงบันดาลใจจากแต่ละช่วงทศวรรษมาถ่ายทอดเป็นดีไซน์การตกแต่งและสีสัน โดยจะทยอยเปิดตัวจนครบ 5 รุ่นภายในปีนี้ ซึ่งเอดิชั่นแรก 1970’s Special Edition รุ่นแห่งทศวรรษที่ 1970s และเอดิชั่นที่ 2 คือ 1980’s Special Edition อันเป็นรุ่นแห่งทศวรรษที่ 1980s ผลิตจำนวน 169 เรือนเท่ากันทั้ง 2 เอดิชั่น ได้เปิดตัวออกมาและเราก็ได้นำเสนอกันไปแล้ว บัดนี้ก็ถึงเวลาปรากฎโฉมของเอดิชั่นที่ 3 คือ 1990’s Special Edition ที่เห็นอยู่นี้

Monaco Calibre 11 50th Anniversary 1990’s Special Edition

 

Monaco Calibre 11 50th Anniversary 1990’s Special Edition ลำดับที่ 3 ของซีรีส์ 50 ปี รุ่นนี้เป็นตัวแทนของทศวรรษ 1990s ซึ่งหากจำแนกตามช่วงปีของ Monaco ก็จะเป็น 1989-1999 แนวคิดในการออกแบบการตกแต่งและสีสันของเอดิชั่นนี้มาจากแนวทางที่เรียกว่า ‘Street’ (สตรีท) อันเป็นรูปแบบที่นิยมกันในยุค 90s โดยถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาที่สุดด้วยพื้นหน้าปัดสีเทาซึ่งเหมือนจำลองมาจากลักษณะของพื้นถนนจริงๆ โดยนอกจากโทนสีเทาที่ใช้และพื้นผิวที่ทำหยาบคล้ายผิวถนนคอนกรีตจะสื่อถึงสไตล์ ‘Street’ แล้ว อีกทางหนึ่งยังสะท้อนอารมณ์ของนาฬิกามอเตอร์สปอร์ตด้วย เพราะรถแข่งกับพื้นถนนนั้นเป็นอะไรที่ไม่สามารถแยกจากกันได้

 

หน้าปัดย่อยทั้ง 2 วงของเอดิชั่น 1990’s นี้กลับไปใช้ทรงสี่เหลี่ยมขอบมนตามแบบฉบับดั้งเดิมอีกครั้ง หลังจากที่เอดิชั่น 1980’s ได้เปลี่ยนไปใช้เป็นกรอบทรงหมอนอิง แต่ทรงเหลี่ยมขอบมนของเอดิชั่นล่าสุดนี้ถูกออกแบบให้แตกต่างด้วยการทำให้เป็นกรอบวงแหวนสีน้ำเงินเข้มตัดกับสเกลสีขาว ปล่อยส่วนกลางให้เป็นสีเงินโทนเดียวกับพื้นหน้าปัด แต่มีผิวที่ละเอียดกว่าเพื่อสร้างมิติความต่าง ทั้งยังเพิ่มรายละเอียดให้น่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยการวาดเส้นสีแดงเป็น 4 มุมโค้งบริเวณกลางหน้าปัด และขีดสีแดงที่ลากต่อจากจุดกลมของหลักชั่วโมงแต่ละหลัก รวมถึงบนแท่งหลักชั่วโมงตำแหน่ง 12 นาฬิกา สอดคล้องกับสีแดงของเข็มวินาทีจับเวลาและสีแดงที่แต้มเป็นสามเหลี่ยมอยู่ทั้งบนปลายเข็มชั่วโมงและนาที ส่วนสเกล จุดกลมบริเวณปลายหลักชั่วโมง ตราสัญลักษณ์ และข้อความต่างๆ บนหน้าปัดนั้นในภาพดูเป็นสีดำ แต่เมื่อมองการจับคู่สีของสายแล้วคิดว่าน่าจะเป็นสีน้ำเงินเข้มมากกว่า

 

ด้านตัวเรือนนั้นไม่ได้แตกต่างไปจาก 2 รุ่นแรกที่ออกมาก่อน ซึ่งเป็นพื้นฐานของ Monaco Calibre 11 โดยตัวเรือนเป็นสเตนเลสสตีลขนาด 39.0 x 39.0 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไก Cal.11 ยุคปัจจุบันที่ติดตั้งโมดูลโครโนกราฟจับเวลา 30 นาทีของ ‘Dubois-Dépraz’ (ดูบัวส์-เดปราซ์) บนเครื่องขึ้นลานอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชันวันที่ Cal.Sellita SW300-1 ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง พลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง แต่เปลี่ยนแผ่นฝาหลังเป็นแบบแผ่นทึบ สลักสัญลักษณ์ ‘Monaco Heuer’ พร้อมข้อความ ‘One of 169’ แสดงการเป็นหนึ่งในจำนวนการผลิต 169 เรือนอันเป็นตัวเลขจำนวนการผลิตของเอดิชั่นนี้ซึ่งจำนวนเท่ากับ 2 เอดิชั่นแรก

 

เรือนฉลองซีรีส์ ‘1989-1999 Special Edition’ นี้จับคู่มากับสายหนังวัวฉลุรู ซึ่งรูแนวกลางจะมีขนาดใหญ่กว่าแนวริม พร้อมตัวล็อกสายดีไซน์โลโก้ Heuer ปลดล็อกด้วยปุ่มกด อันเป็นรูปแบบสายที่ใช้กับ ‘Special Edition’ มาเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว แต่เอดิชั่นนี้ใช้เป็นสีน้ำเงินเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีแดง และบุด้านในของสายด้วยสีแดง ส่วนราคาจำหน่ายนั้นยังเท่ากันกับ 2 รุ่นแรกคือ 6,550 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 205,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up