UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesHUBLOT BIG BANG E - สมาร์ทวอทช์ในเรือนสปอร์ตหรู

HUBLOT BIG BANG E – สมาร์ทวอทช์ในเรือนสปอร์ตหรู

by: ‘TomyTom’

 

ในเมื่อบริษัทร่วมเครือ LVMH (แอลวีเอ็มเอช) อย่าง TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) มีสถานะเป็นผู้บุกเบิกนาฬิกาประเภท ‘Smartwatch’ (สมาร์ทวอทช์) ของสวิส และประสบความสำเร็จด้วยดีกับตระกูลนาฬิกาอัจฉริยะนาม Connected (คอนเน็คเตด) ไปหลายเจเนอเรชั่นแล้ว หรือแม้แต่ Louis Vuitton เองก็มีสมาร์ทวอทช์จำหน่าย จึงไม่เกินความคาดหมายที่แบรนด์สปอร์ตหรูอย่าง Hublot (อูโบลท์) จะนำเทคโนโลยีนี้มาต่อยอดเพื่อสร้างสมาร์ทวอทช์ของตนออกมาด้วย โดยเริ่มจากปี 2018 กับ Big Bang Referee 2018 FIFA World Cup Russia (บิ๊ก แบง เรเฟอรี 2018 ฟีฟา เวิลด์คัพ รัสเซีย) อันเป็นนาฬิกาอัจฉริยะตัวเรือนไทเทเนียมที่มาพร้อมฟังก์ชันใช้งานเกี่ยวกับการแข่งฟุตบอลโดยเฉพาะ มาถึงปี 2020 นี้ Hublot ออกสมาร์ทวอทช์อีกครั้ง แต่มาในฐานะคอลเลกชั่นมาตรฐานที่ดูจะจริงจังในการบุกตลาดไม่น้อย ใช้ชื่อรุ่นว่า Big Bang e (บิ๊ก แบง อี) ซึ่งเป็นการจับความอัจฉริยะของโมดูลสมาร์ทวอทช์มาวางลงในดีไซน์แบบมาตรฐานของ Big Bang อันเป็นตระกูลนาฬิกาหลักของ Hublot

 

คอนเซ็ปต์การสร้างสมาร์ทวอทช์ของแบรนด์สวิสทั้งหลายยังคงยึดมั่นกับการผนวกคุณลักษณะนาฬิกาชั้นดีในดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ เข้ากับความอุดมด้านประโยชน์ใช้สอยจากโมดูลนาฬิกาอัจฉริยะ ต่างไปจากแบรนด์จากประเทศอื่นๆ จุดนี้เองที่เป็นเสน่ห์และทำให้สมาร์ทวอทช์ของสวิสสามารถตั้งค่าตัวได้สูงกว่ามาก แล้วก็ยังมีคนเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อให้ได้สมาร์ทวอทช์งามหรูมาใช้งาน สำหรับ Hublot รุ่นนี้เป็นการนำตัวเรือน Big Bang ขนาด 42.0 มิลลิเมตร หนา 12.8 มิลลิเมตร พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายด้วยการกดปุ่มที่เรียกว่า ‘One Click’ (วัน คลิก) มาติดตั้งโมดูลสมาร์ทวอทช์ซึ่งแสดงค่าด้วยหน้าจอทัชสกรีนความละเอียดสูง 327 dpi เรโซลูชั่น 390 x 390 พิกเซล ชนิด AMOLED ภายใต้กระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลบานกว้าง คลุมพื้นที่จรดฐานขอบตัวเรือน โดยมีลักษณะของขอบตัวเรือนเคลือบโลหะ ปรากฏเลขและขีดหลักชั่วโมงอยู่ภายใต้บานกระจก แถมยังไม่สร้างสิ่งแปลกปลอมด้วยการออกแบบให้ใช้การหมุนเม็ดมะยมร่วมกับการใช้ปุ่มกดบนเม็ดมะยมในการสั่งการโมดูลอิเล็กทรอนิกส์ของนาฬิกาโดยไม่ต้องมีปุ่มกดใดๆ เพิ่มมาให้ขัดสายตา ทั้งยังมอบดิสเพลย์เข็มอนาล็อกในดีไซน์มาตรฐานของ Hublot มาเป็นหนึ่งในหลากหลายทางเลือกของรูปแบบหน้าจอ ทั้งยังปรับเปลี่ยนสีสันได้ตามชอบใจ แต่ด้วยความเป็นสมาร์ทวอทช์ และไม่ได้เน้นให้ใช้งานร่วมกับการเล่นกีฬาหรือกิจกรรมแนวลุย จึงสามารถกันน้ำได้ถึงระดับไม่เกิน 30 เมตรเท่านั้น

 

ด้านความสามารถและประสิทธิภาพการทำงานของโมดูลสมาร์ทวอทช์นั้นไม่น่าจะมีอะไรต่างไปจากโมดูลที่ใช้ระบบปฏิบัติการ ‘Wear OS by Google’ (แวร์ โอเอส บาย กูเกิล) ร่วมกับระบบประมวลผล ‘Snapdragon Wear 3100’ (สแนปดรากอน แวร์ 3100) ของ Qualcomm (ควอลคอมม์) ในสมาร์ทวอทช์เจเนอเรชั่นปัจจุบันของ TAG Heuer ซึ่งใช้เทคโนโลยีร่วมกัน โดยระบบประมวลผลของ Hublot Big Bang e เป็นแบบควอดคอร์ความเร็ว 1.094 กิกะเฮิร์ตซ์ ที่มีแรมมาให้ 1 กิกะไบต์ หรือเท่ากับ 8 กิกะไบต์ แฟลช (ePoP) ขณะที่ฟังก์ชันการใช้งานของ Big Bang e นั้นนอกจากจะมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ชนิดต่างๆ ทั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับความเร่ง การหมุน เสียง การสั่น การสวมใส่ และความสว่างของแสงแล้ว ยังชูจุดเด่นด้วยคอมพลิเคชั่นของนาฬิกาชั้นดี เช่น การแสดงปฎิทินแบบ ‘Perpetual Calendar’ (เพอร์เพทชวล กาเลนดาร์) พร้อมกราฟิกภาพดวงจันทร์เสมือนจริงสำหรับการแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม และฟังก์ชัน ‘Worldtime’ (เวิลด์ไทม์) พร้อมการแสดงค่า 2 เขตเวลาพร้อมกัน เป็นต้น และสามารถใช้งานแอพต่างๆ ใน Google Play’ (กูเกิล เพลย์) ใช้ ‘Google Assistant’  (กูเกิล แอสซิสแทนต์) และใช้ ‘Google Pay’ (กูเกิล เปย์) ในการชำระเงินได้ รวมไปถึงใช้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ 4.2 หรือ WLAN 2.4 กิกะเฮิร์ตซ์ 802.11 ทั้งกับระบบแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 6.0 ขึ้นไป และ iOS เวอร์ชั่น 12.0 ขึ้นไป เพื่อการแจ้งเตือนหรือรับข้อความต่างๆ ตลอดจนใช้งานแอพต่างๆ ร่วมกันได้ นอกจากนี้ยังมอบประสบการณ์ด้านศิลปะด้วยภาพศิลป์จากเหล่าศิลปินผู้เป็นพันธมิตรกับ Hublot ซึ่งมาในรุปแบบของภาพบนหน้าจอซึ่งจะสลับเปลี่ยนภาพไปทุก 3 ชั่วโมง โดยเมื่อเข้าสู่ทุกชั่วโมงใหม่ หน้อจอจะแสดงภาพเป็นเวลา 5 วินาที ซึ่งชุดแรกที่เปิดตัวมาพร้อมนาฬิกาเป็นภาพผลงานของศิลปินนักเล่าเรื่องนาม Marc Ferrero (มาร์ก เฟอร์เรโร) แบตเตอรี่เป็นชนิดลิเธียม-ไอออน ความจุ 300 มิลลิแอมป์ ซึ่งใช้เวลาชาร์จจนเต็มเพียง 2.30 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถใช้งานในสภาวะปกติได้ 1 วัน

 

Big Bang e เปิดตัวมา 2 เวอร์ชั่นคือ Big Bang e Titanium Ref.440.NX.1100.RX ตัวเรือนไทเทเนียมปัดซาตินร่วมกับขัดเงา ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 4,900 ฟรังก์สวิส หรือราว 161,000 บาท และ Big Bang e Black Ceramic Ref.440.CI.1100.RX ตัวเรือนเซรามิกสีดำผิวไมโครบลาสต์ร่วมกับขัดเงา ในราคา 5,500 ฟรังก์สวิส หรือราว 181,000 บาท ทั้ง 2 เวอร์ชั่นจับคู่มากับสายยางสีดำลายริ้วเป็นมาตรฐาน และมีสายอีกหลากชนิดหลายสีให้เลือกซื้อเพิ่ม เพื่อนำไปสลับเปลี่ยนใช้งาน โดยจะเริ่มจำหน่ายให้กับสมาชิกของกลุ่มแฟนคลับ ‘Hublotista’ (อูโบลติสตา) ราวกลางเดือนมิถุนายน 2020 จากนั้นในเดือนกรกฎาคมจึงเริ่มจำหน่ายผ่านช่องทางอี-คอมเมอร์ซ ของ Hublot แล้วจึงทยอยวางจำหน่ายตามบูติก Hublot และตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up