UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesBalance WheelIWC Tribute to Pallweber Edition ‘150 Years’ ห้วงจังหวะแห่งความยอดเยี่ยม

IWC Tribute to Pallweber Edition ‘150 Years’ ห้วงจังหวะแห่งความยอดเยี่ยม

แม้ทุกวันนี้ IWC (ไอดับเบิลยูซี) หรือ ‘International Watch Co.’ (อินเตอร์เนชันแนล วอทช์ คอมพานี) จะมีฐานการผลิตอันยอดเยี่ยมอยู่ในสมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ดินแดนแห่งนาฬิกา แต่ต้นกำเนิดก่อนการก่อตั้งแบรนด์นั้นมาจากหนุ่มอเมริกันชาวบอสตันผู้มองการณ์ไกลอย่าง Florentine Ariosto Jones (ฟลอเรนทีน อริออสโต โจนส์) หรือ F.A. Jones (เอฟเอ โจนส์) ช่างประดิษฐ์    จักรกลเวลาผู้เล็งเห็นถึงโอกาสในการเป็นผู้ผลิตนาฬิกาอันยอดเยี่ยมที่สามารถส่งออกขายได้ทั่วโลก โดยเขาได้ก่อตั้งแบรนด์ IWC ในปี 1868 ที่ชาฟฟ์เฮาเซน (Schaffhausen) เมืองอุตสาหกรรมเล็กๆ ติดกับชายแดนเยอรมนี โดยนำเอาความยอดเยี่ยมของฝีมือเชิงช่างแห่งการผลิตนาฬิกาสวิสมาปรับปรุงใหม่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตด้านอุตสาหกรรมอันทันสมัยที่เขานำมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งช่วยลดระยะเวลาในการผลิต ลดความผิดพลาด แต่ยังได้ผลลัพธ์การผลิตนาฬิกาแบบสวิสที่ทุกคนยอมรับไปพร้อมๆ กัน โดยมีความมุ่งมั่นถึงความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมของกลไกนาฬิกาทุกๆ เรือนว่าจะต้องผลิตออกมาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะมีเทคโนโลยีสามารถทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้

Florentine Ariosto Jones (1841-1916)

 

ในห้วงเวลาแห่งการฉลองครบรอบ 150 ปีของ IWC ในปี 2018 นี้ IWC ได้เปิดตัวนาฬิกาหลากหลายรุ่นในคอลเลกชั่น Jubilee Collection (จูบิลี คอลเลก-ชั่น) โดย W จะขอแนะนำผลงานเรือนฉลองที่น่าสนใจจากคอลเลกชั่นนี้สัก 1 รุ่นกับ Tribute to Pallweber Edition ‘150 Years’ (ทริบิวต์ ทู พอลเวเบอร์ เอดิชั่น ‘150 เยียร์ส’) เรือนเวลารุ่นพิเศษที่นำเอาดีไซน์และการทำงานของกลไกนาฬิกาพกสุดโด่งดังของ IWC กลับมามาผลิตอีกครั้งเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้

ย้อนกลับไปช่วงที่ IWC กำลังเติบโตจากวิสัยทัศน์ของ Florentine Ariosto Jones นั้น มีช่างประดิษฐ์นาฬิกาผู้หนึ่งที่อยู่เคียงเขา และมีส่วนสำคัญในการสร้างชื่อเสียงให้กับ IWC อย่างยิ่งยวด โดย IWC ร่วมมือกับ Josef Pallweber (โยเซฟ พอลเวเบอร์) ช่างนาฬิกาชาวออสเตรียผู้คิดค้นระบบแสดงผลเวลาแบบตัวเลขในนาฬิกาพกเป็นครั้งแรกและได้จดสิทธิบัตรนวัตกรรมกลไกนี้ในปี 1883 ก่อนจะผลิตนาฬิกาพกต้นแบบและกลไกอีกหลายชุดเพื่อทดสอบการทำงานของกลไก จากนั้นจึงผลิตจริงและเปิดตัวในปี 1885

การแสดงเวลาของกลไก Pallweber นั้น เป็นการแสดงค่าแบบ ‘Jumping Hour’ (จัมปิง อาวร์) และ ‘Jumping Minute’ (จัมปิง มินิท) โดยแสดงชั่วโมงแบบ 12 ชั่วโมง ผ่านช่องหน้าต่างที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาด้วยจานหมุน และแสดงค่านาทีแบบ 2 หลักผ่านจานหมุนคู่ที่ตำแหน่งเยื้องจุดกึ่งกลางหน้าปัด โดยมีเข็มวินาทีแสดงค่าอยู่ในหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซึ่งการแสดงค่าเวลาเช่นนี้นับเป็นของใหม่ในยุคสมัยนั้น จากจุดนี้เองทำให้ชื่อเสียงของ IWC โด่งดังและได้รับความนิยมตามลำดับ เพราะทุกคนต่างยอมรับว่านวัตกรรมกลไกที่ Pallweber รังสรรค์ร่วมกับ IWC นั้นมีความยอดเยี่ยมโดดเด่น โดย IWC ได้ผลิตนาฬิกาพก Pallweber ออกสู่ตลาดในจำนวนประมาณ 20,000 เรือน ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

The Anniversary เฉลิมฉลอง 150 ปี

เพื่อเป็นการรำลึกถึงนวัตกรรมแห่งอดีตอันเรืองรองของ IWC และนำความล้ำสมัยในยุคกว่า 130 ปีก่อนให้คืนกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง IWC จึงออกแบบนาฬิกาข้อมือที่มีความร่วมสมัย ผสมผสานอดีตเข้ากับยุคปัจจุบัน โดยนาฬิการุ่นพิเศษ Tribute to Pallweber Edition ‘150 Years’ นี้ยังคงดำเนินเส้นทางตามแบบนาฬิกาพก Pallweber ไว้ทุกประการ แต่ได้เพิ่มเติมความงดงามในด้านต่างๆ ให้น่าหลงใหลยิ่งขึ้น ซึ่งหากมองครั้งแรกจะรู้สึกได้ถึงวันวานเก่าๆ อย่างวินเทจ แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงเส้นสายของยุคปัจจุบัน

 

ผลงานรุ่นพิเศษนี้เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่น แบ่งตามชนิดตัวเรือนขนาด 45.0 มิลลิเมตร หนา 12.0 มิลลิเมตร ที่สามารถกันน้ำได้ 30 เมตร คือตัวเรือนแพลทินัม ตัวเรือนทองชาด 18K และตัวเรือนสเตนเลสสตีล โดยมีรูปลักษณ์คล้ายกับตัวเรือนนาฬิกาพกในรุ่นดั้งเดิม ไม่ใหญ่หรือไม่เล็กจนเกินไปนัก จับคู่มากับขายึดสายดีไซน์ ‘หูกระทะ’ ยิ่งเพิ่มอารมณ์คลาสสิกวินเทจ เสริมความสะดุดตาด้วยพื้นหน้าปัดแล็กเกอร์สีขาวนวลสำหรับรุ่นตัวเรือนแพลทินัมและรุ่นตัวเรือนทองชาด 18K ในขณะที่รุ่นตัวเรือนสเตนเลสสตีลมาพร้อมพื้นหน้าปัดแล็กเกอร์สีน้ำเงิน โดยหน้าปัดทั้ง 2 สีนี้ผ่านการเคลือบเผาอย่างประณีตด้วยขั้นตอนต่างๆ มากกว่า 12 ขั้นตอน เพื่อให้เนื้อหน้าปัดเงางามและดูมีมิติมากขึ้น อีกทั้งยังเดินเส้นสีดำหรือสีขาวเป็นเส้นคู่วิ่งขนานเป็นแนวโค้งเชื่อมระหว่างช่องหน้าต่างทรงกลมแสดงชั่วโมงไปจนถึงวงหน้าปัดย่อยแสดงค่าวินาทีด้านล่าง ล้อไปกับขอบตัวเรือนอย่างลงตัว โดยยังคงอ่านเวลาได้อย่างง่ายดายจากบนลงล่างเช่นเดิม คือค่าชั่วโมงในวงหน้าต่างที่ 12 นาฬิกา ค่านาทีในช่องหน้าต่างคู่บริเวณช่วงกลางพื้นหน้าปัด และต่ำลงมาเป็นหน้าปัดย่อยแสดงค่าวินาที ซึ่งรุ่นตัวเรือนแพลทินัมและรุ่นทองชาด 18K ใช้เข็ม ‘Blued-steel’ (บลูด์สตีล) ซึ่งเป็นการนำสเตนเลสสตีลไปเผาไฟจนได้สีน้ำเงินสดสวย ในขณะที่รุ่นตัวเรือนสเตนเลสสตีลใช้เข็มวินาทีแบบเคลือบโรเดียมเป็นสีเงินแวววาว นอกจากนี้ผลงานรุ่นตัวเรือนแพลทินัมยังมีความพิเศษอยู่ที่การใช้แผ่นจานหมุนแสดงค่าพื้นสีน้ำเงิน ตัดกับตัวเลขอารบิกสีขาวอย่างโดดเด่น  อีกด้วย

หัวใจแห่งการเฉลิมฉลอง 150 ปีของนาฬิการุ่นพิเศษนี้คือ กลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) รุ่นใหม่ล่าสุดที่ผลิตขึ้นภายโรงงานของ IWC ที่เมืองชาฟฟ์เฮาเซนเอง โดยกลไกไขลาน Cal.94200 ชุดนี้มีกระปุกลาน 2 ชุดเพื่อส่งมอบพลังงานไปใช้ในการขับเคลื่อนเวลาได้ยาวนาน 60 ชั่วโมง อย่างที่ทราบกันดีว่า หากกลไกมีฟังก์ชันการใช้งานหลายรูปแบบ หรือมีแผ่นจานหมุนขนาดใหญ่หลายชุด จะทำให้กลไกต้องใช้พลังงานในการทำงานเป็นจำนวนมาก เพื่อให้สามารถหมุนเปลี่ยนค่าได้ในทันทีทันใด ซึ่งที่ผ่านมาแม้หลายกลไกประเภทนี้จะสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี แต่ก็มักประสบปัญหาเรื่องพลังงานของลานไม่เพียงพอ หรือทำให้ความแม่นยำในการแสดงเวลาลดลง ทีมวิศวกรกลไกของ IWC จึงได้ออกแบบชุดกระปุกลานแบบคู่ที่สามารถส่งกำลังแบบแยกชุดกันแบ่งออกเป็นชุดส่งกำลังจานหมุน และชุดกำหนดความถี่ในการทำงานของกลไก โดยออกแบบชุดแผ่นหมุนแสดงค่านาทีที่สามารถปลดและปล่อยการส่งกำลังระหว่างกันในทุกๆ 60 วินาที และยังมีชุดกลไกแยกชุดการปลดและปล่อยในห้วงเวลาทุกๆ 10 นาทีที่เรียกว่าจานหมุน 10 นาที อีกหนึ่งชุด โดยจะทำงานสลับกันอย่างต่อเนื่องจนครบ 60 นาที และเมื่อต้องเปลี่ยนการแสดงผลของหลักชั่วโมง ชุดลานและกลไกจะส่งกำลังทั้งหมดไปยังชุดจานแสดงชั่วโมง เพื่อให้เปลี่ยนแสดงเวลาได้อย่างทันทีเมื่อครบ 60 นาที โดยจะไม่สังเกตเห็นการเหลื่อมหรือแผ่นชุดหมุนแสดงค่าเคลื่อนตัวก่อนเวลาเหมือนรูปแบบแผ่นหมุนอย่างปกติ

Cal.94200 นี้ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง หรือ 4 เฮิรตซ์ สามารถสำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง โดยเป็นการสำรองพลังงานที่มากกว่ากลไกชนิดเดียวกันถึง 50% ทำให้กลไก Cal.94200 มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะโดยปกติการมีชุดแผ่นหมุนถึง 3 ชุดเช่นนี้ ไม่ว่าจะออกแบบกลไกอย่างไรก็จะมีพลังงานสะสมได้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงเท่านั้น รวมถึงยังต้องรักษาความถี่ให้สมดุลขณะที่ลานปลดปล่อยพลังงานอีกด้วย เพราะชุดแผ่นหมุนต่างๆ ต้องใช้กำลังขับสูงมาก แม้จะเพิ่มขนาดกระปุกลานแล้วก็ตาม ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะให้กลไกสามารถทำงานได้เกินกว่า 2 วัน หรือ 48 ชั่วโมง นับเป็นความท้าทายที่ IWC สามารถเอาชนะได้ และได้จดสิทธิบัตรคุ้มครองไว้อย่างเรียบร้อย กลไกชุดนี้ใช้ทับทิมกันสึกทั้งสิ้น 50 เม็ด ใช้สายใยจักรกลอกแบบ ‘Breguet’ (เบรเกต์) สามารถตั้งค่าเวลาได้ทั้งเดินหน้าและถอยหลังได้อย่างง่ายดายโดยการหมุนเม็ดมะยม ซึ่งการแสดงค่าวินาทีจะหยุดการทำงานเมื่อดึงเม็ดมะยมออกไปในตำแหน่งตั้งค่า เพื่อให้สามารถปรับเวลาได้อย่างเที่ยงตรงแม้เศษวินาที สามารถชื่นชมความงามทางด้านหลังของกลไกที่ขัดแต่งอย่างประณีต พร้อมเหรียญทอง 18K สัญลักษณ์ครบรอบ 150 ปีของแบรนด์ที่ประดับไว้ใกล้ตำแหน่งชุดแกน เม็ดมะยมได้อย่างเต็มตาผ่านฝาหลังคริสตัลแซพไฟร์ โดยด้านหน้าก็ปกป้องพื้นหน้าปัดด้วยแผ่นคริสตัลแซพไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อนทั้ง 2 ด้านเช่นเดียวกันทุกรุ่นจับคู่มากับสายหนังจระเข้สีดำที่ตัดเย็บอย่างประณีตโดย ‘Santoni’    (ซานโตนี) แบรนด์เครื่องหนังชื่อก้องโลกของอิตาลี

ผลงานเรือนพิเศษเพื่อวาระแห่งการฉลองอายุ 150 ปี IWC Tribute to Pallweber Edition ‘150 Years’ นี้ได้รับการผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ดเอดิชั่น) จำนวน 25 เรือนสำหรับรุ่นตัวเรือนแพลทินัม โดยรุ่นตัวเรือนทองชาด 18K จำกัดจำนวนผลิตไว้ที่ 250 เรือน และอีก 500 เรือนสำหรับรุ่นสเตนเลสสตีล เพื่อให้เหมาะสมกับคุณค่าเรือนเวลาแห่งประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

 

IWC Tribute to Pallweber Edition ‘150 Years’ Pocket Watch

นอกจากผลงานนาฬิกาข้อมือเรือนงามทั้ง 3 รุ่นวัสดุตัวเรือนแล้ว เพื่อให้วาระแห่งการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่นี้มีความสมบูรณ์แบบที่สุด IWC จึงได้ผลิตนาฬิการุ่นพิเศษ Tribute to Pallweber Edition ‘150 Years’ Pocket Watch (ทริบิวต์ ทู พอลเวเบอร์ เอดิชั่น ‘150 เยียร์ส’ พ็อคเกต วอทช์) ขึ้นในจำนวนจำกัดอีก 50 เรือน เพื่อเอาใจนักสะสม   ผู้ปรารถนาจะเป็นส่วนหนึ่งของวาระสำคัญนี้

            ผลงานนาฬิกาพกเรือนงามนี้ทรงคุณค่าด้วยตัวเรือนทองชาด 18K ขนาด 52.0 มิลลิเมตร หนา 14.2 มิลลิเมตร พร้อมฝาสปริงปิดด้านหน้าที่สลักลวดลายอย่างละเอียดประณีตด้วยมือตามแบบเทคนิคโบราณ ‘Guilloché’ (กิโยเช) และเจาะช่องหน้าต่างเพื่อให้สามารถอ่านเวลาชั่วโมงและนาทีได้โดยไม่ต้องเปิดฝา โดยด้านหลังตัวเรือนก็มีฝาทองชาด   18K ปิดเพื่อปกป้องกลไกทำงานด้านในเช่นกัน โดยกลไก ‘In-house’ แบบขึ้นลานด้วยมือ Cal.94200 รหัสเดียวกันกับที่ใช้ในนาฬิกาข้อมือ Tribute to Pallweber Edition ‘150 Years’ ชุดนี้เพิ่มทับทิมกันการสึกหรอกขึ้นเป็น 54 เม็ด แต่ยังคงคุณสมบัติต่างๆ ไว้เช่นเดิมอย่างครบถ้วน ผลงานนาฬิกาพกเรือนงามนี้สามารถกันน้ำได้ 10 เมตร จับคู่มากับโซ่ทองชาด 18K อย่างครบถ้วนความคลาสสิก

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up