UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesJAEGER-LECOULTRE MASTER ULTRA THIN KINGSMAN KNIFE - บางเฉียบดุจคมมีด

JAEGER-LECOULTRE MASTER ULTRA THIN KINGSMAN KNIFE – บางเฉียบดุจคมมีด

by: ‘TomyTom’

 

เมื่อแฟรนไชส์ภาพยนตร์เรื่อง ‘Kingsman’ (คิงส์แมน) ของจักรวาลภาพยนตร์ ‘Marvel’ (มาร์เวล) ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีส่งผลให้มีการสร้างเรื่องที่ 3 ขึ้นมา โดยมีกำหนดจะออกฉายในเดือนกันยายนนี้ หนังสายลับแห่งองค์กรลึกลับ แถมยังใส่สูทสุดเนี้ยบอย่างมีสไตล์ตามแบบฉบับของชาวอังกฤษเช่นนี้ คงจะขาดเรือนเวลางามๆ บนข้อมือไปไม่ได้ แต่นาฬิกาที่จะมาเป็นดาวเด่นบนข้อมือสายลับในเรื่องที่ 3 ที่มีชื่อว่า ‘The King’s Man’ (เดอะ คิงส์ แมน) นี้ไม่ใช่ทั้งนาฬิกาสัญชาติอังกฤษ Bremont (เบรมงต์) อย่างเรื่องแรก หรือนาฬิกาสปอร์ตสวิส TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) ในเรื่องที่ 2 หากแต่เป็นเรือนเดรสคลาสสิกแสนบางจากแบรนด์สวิส Jaeger-LeCoultre (เชแฌร์-เลอคูลทร์) ซึ่งสอดคล้องกับภาพยนตร์ภาคนี้อย่างยิ่ง เพราะเรื่องราวนั้นย้อนยุคไปเล่าถึงบทบาทของ ‘Kingsman’ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 อันเป็นยุคที่นาฬิกาเดรสเรือนบางของ Jaeger-LeCoultre กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก

 

นาฬิกา Jaeger-LeCoultre ที่มารับบทบาทในภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษโดยออกแบบขึ้นใหม่ให้มีลักษณะเฉพาะตัว เห็นได้ชัดเจนจากตัวเรือนทองชมพู 18K ขนาด 40.0 มิลลิเมตร ที่บางเฉียบเพียง 4.25 มิลลิเมตร ติดตั้งเม็ดมะยมเหนือตำแหน่ง 12 นาฬิกา แทรกตัวอยู่ระหว่างช่องบากของตัวเรือน โดยเม็ดมะยมนี้ถูกครอบด้วยห่วงปลายแหลมรูปทรงคล้ายใบโพธิ์ชิ้นใหญ่ซึ่งนำแบบอย่างในการออกแบบมาจากนาฬิกาพกตัวเรือนบางเฉียบที่แบรนด์ Le Coultre สร้างขึ้นมาในปี 1907 ซึ่งมีชื่อเรียกขานว่า ‘Couteau’ (กูโตว) อันแปลว่า ‘มีด’ ในภาษาฝรั่งเศส และนี่เองที่เป็นที่มาของการตั้งชื่อนาฬิกาผลิตจำนวนจำกัด 100 เรือนรุ่นนี้ว่า Master Ultra Thin Kingsman Knife (มาสเตอร์ อัลตรา ธิน คิงส์แมน ไนฟ์)

นาฬิกาพก Le Coultre จากปี 1907 ที่เรียกกันว่า ‘Couteau’ ต้นแบบแห่งแรงบันดาลใจในการออกแบบรุ่น Master Ultra Thin Kingsman Knife

 

นอกจากลักษณะห่วงสามเหลี่ยมที่สืบทอดมาจากเรือนนาฬิกาพกจากปี 1907 แล้ว ลักษณะของขอบบตัวเรือนที่แผ่กว้างและเบนโค้งสู่สันคมดุจคมของใบมีดอันเป็นที่มาของการขนานนามว่า ‘Couteau’ ยังถูกนำมาใช้กับนาฬิกาข้อมือรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน แต่ถูกปรับให้เป็น 2 ระดับต่อเนื่องจากขอบโค้งของกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัล เพื่อให้มีมิติที่สวยงาม และช่วยทำให้ดูไม่หนาจนเกินไป แต่ความงามเช่นนี้ก็ต้องแลกด้วยประสิทธิภาพในการกันน้ำที่ทำได้แค่ 30 เมตร แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานเป็นนาฬิกาเดรสเรือนหรู แต่อาจไม่เหมาะกับการใช้งานในฉากแอ็กชั่นของสายลับสักเท่าไรนัก ส่วนสายที่ทางแบรนด์จับคู่มาให้จะเป็นหนังจระเข้สีน้ำตาลเส้นบางเฉียบ ล็อกด้วยหัวเข็มขัดทองชมพู 18K โดยบริเวณต้นสายฝั่งด้านบนมีการตัดเว้าพื้นที่ให้รับกับชิ้นห่วงสามเหลี่ยมอย่างพอดิบพอดี ขณะที่หน้าปัดแม้จะเป็นสีขาวนวลผิวทรายแผ่นราบ ซึ่งมีโทนสีคล้ายกับหน้าปัดของนาฬิกาพกต้นฉบับ แต่ดีไซน์กลับต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะหน้าปัดของเรือนข้อมือนั้นพิมพ์รายละเอียดด้วยสีดำ ทั้งหลักชั่วโมงแบบขีดเรียวยาวอยู่ระหว่างสเกลนาทีแบบรางรถไฟบริเวณขอบหน้าปัดและวงแหวนเส้นบาง ส่วนที่เหลือก็มีเพียงแค่ตัวอักษรเป็นชื่อแบรนด์และโลโก้ขนาดเล็กใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และข้อความเล็กๆ ว่า ‘Swiss Made’ (สวิส เมด) ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเท่านั้น นับเป็นความงามสไตล์คลาสสิกที่สะอาดตาอย่างยิ่ง โดยการแสดงเวลาจะมีแค่เข็มชั่วโมงกับนาทีเช่นเดียวกับเรือนต้นแบบ แต่เลือกแทนที่เข็มทรง ‘Breguet’ (เบรเกต์) สีดำด้วยเข็มสเตนเลสสตีลสีน้ำเงินทรงใบไม้เรียวแหลม ซึ่งเหมาะกับรูปแบบของหลักชั่วโมงและสเกลนาทีที่ใช้ในรุ่นนี้มากกว่า

 

ภายใต้ฝาหลังทองชมพู 18K ชนิดแผ่นทึบ ซึ่งรวมเป็นชิ้นเดียวกับขาตัวเรือน บรรจุกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ไขลาน Cal.849 จำนวนทับทิม 19 ชิ้น ความถี่การทำงาน 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20.2 มิลลิเมตร และมีความหนาเพียงแค่ 1.85 มิลลิเมตร เท่านั้น ซึ่งก็เป็นคาลิเบรอเดียวกับที่ใช้อยู่ในนาฬิกาเดรสเรือนบางหลายๆ รุ่นของแบรนด์ และก็มีฐานะเป็นหนึ่งในกลไกนาฬิกาจักรกลที่บางที่สุดของโลก ณ ปัจจุบันด้วย ขนาดกลไกที่บางเฉียบนี้ แน่นอนว่าชิ้นส่วนกลไกแต่ละชิ้นจะต้องมีขนาดเล็กเป็นพิเศษ แต่ก็ยังมอบพลังงานสำรองได้ถึง 35 ชั่วโมง ซึ่งยาวนานเพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน ทั้งยังผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความเที่ยงตรงตามมาตรฐานการทดสอบคุณภาพอันเข้มข้นที่กินเวลานานถึง 1,000 ชั่วโมง ซึ่งเรียกว่า ‘1000 Hours Control’ (วันเธาแซนด์ อาวร์ส คอนโทรล) ของ Jaeger-LeCoultre อีกด้วย แถมยังมีการขัดแต่งทุกชิ้นส่วนมาอย่างงดงาม แม้จะไม่เปิดโอกาสให้มองเห็นเพราะเป็นฝาหลังแบบทึบ แต่ก็สวยงามไปอีกแบบด้วยการใช้เป็นพื้นที่สำหรับข้อความที่สลักเป็นอักษรตัวเขียนอย่างสละสลวยและคมชัดว่า ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) และ ‘One of 100’ (วัน ออฟ วันฮันเดร็ด) เพื่อบ่งบอกถึงการเป็นรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นมาแค่ 100 เรือน คั่นกลางด้วยตราสัญลักษณ์ขององค์กร ‘Kingsman’ และมีตรา ‘1000 Hours Control’ กำกับไว้เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของกลไก

 

Jaeger-LeCoultre กำหนดราคาจำหน่ายของนาฬิกา Master Ultra Thin Kingsman Knife ผลิตจำนวนจำกัด 100 เรือนรุ่นนี้ไว้ที่ 30,000 ยูโร หรือราว 1,1 ล้านบาท ซึ่งเหตุที่ตั้งราคาสูงขนาดนี้ทั้งที่เป็นเพียงนาฬิกาเรือนทองชมพู 18K กลไกไขลาน บอกเวลา 2 เข็ม ก็เพราะว่าเป็นนาฬิกาที่สร้างขึ้นแบบเฉพาะกิจ พิเศษด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับนาฬิกาอื่นใดในปัจจุบันแม้แต่นาฬิกาของ Jaeger-LeCoultre เองก็ตาม โดยเริ่มเปิดให้สั่งจองแล้วในเว็บไซต์แพลตฟอร์มรวมสินค้าแฟชั่นหรูชื่อดัง ‘Mr Porter’ (มิสเตอร์ พอร์เตอร์) ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม ถึงวันที่ 6 กันยายน 2020 จากนั้นจึงจะเปิดให้สั่งซื้อจำนวนเรือนที่ยังเหลืออยู่ทางเว็บไซต์ออนไลน์ของ Jaeger-LeCoultre และนำไปวางจำหน่ายที่บูติกบางแห่งของ Jaeger-LeCoultre ดังนั้นหากใครสนใจเป็นเจ้าของนาฬิกาแบบเดียวกับ ‘Kingsman’ ก็คงต้องรีบติดต่อที่บูติกเป็นการด่วน

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up