UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesJAEGER-LECOULTRE REVERSO ONE 'PRECIOUS FLOWERS' - เสน่ห์หรูแห่งบุปผชาติ

JAEGER-LECOULTRE REVERSO ONE ‘PRECIOUS FLOWERS’ – เสน่ห์หรูแห่งบุปผชาติ

by: ‘Mr.Big’

 

สำหรับใครที่กำลังเฝ้ารอผลงานใหม่ของการนำ Reverso One (รีเวอร์โซ วัน) มารังสรรค์ความพิเศษด้วยเทคนิคด้านศิลปะอันชดช้อย และงานจีเวลรีที่หรูหราเข้าไว้ด้วยกัน Jaeger-LeCoultre (เฌแชร์-เลอคูลทร์) ก็ได้เผยโฉมความพิเศษดังกล่าวออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในปี้นี้นำเสนอมาพร้อมกับธีม ‘Precious Flower’ (พรีเซียส เฟลาเวอร์) ที่นำแรงบันดาลใจจากสีสันสดใจของดอกไม้เมืองร้อน มาปรากฏอยู่บนเรือนเวลาภายใต้การสร้างสรรค์จากฝีมือชั้นเลิศของช่างศิลป์ ผสมผสานกับทักษะช่างเครื่องประดับผู้ชำนาญจาก ‘Métiers Rares®’ (เมติเยร์ส ราร์ส) ภายในเวิร์กช็อปของ Jaeger-LeCoultre ใน 3 รูปแบบที่แตกต่างกัน

 

ซีรีย์นี้ถือเป็นภาคต่อมาจากปี 2021 ที่นำเสนอความงดงามของดอก ‘Arums’ (อารัมส์) และดอกลิลลี่ โดยในครั้งนี้ Jaeger-LeCoultre เลือกถ่ายทอดความงดงามของดอกไม้เมืองร้อนที่ควงคู่มากับความล้ำค่าหรูหรา โดยแบ่งเป็นรุ่นที่ตกแต่งด้วยลายดอก ‘Birds of Paradise’ (เบิร์ดส ออฟ พาราไดส์) จำนวน 1 รุ่น และรุ่นลายดอก ‘Hibiscus’ (ไฮบิสคัส) หรือดอกชบาอีก 2 รุ่น ทั้ง 3 รุ่น ผ่านการสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคเชิงศิลป์ลงบนตัวเรือนแบบพลิกกลับด้านที่ผลิตจากทองชมพู 18K ขนาด 40.0 x 20.0 มิลลิเมตร หนา 9.09 มิลลิเมตร

MITSUBISHI

 

การตกแต่งในรุ่น ‘Birds of Paradise’ หรือดอกปักษาสวรรค์ ดอกไม้ที่ถือเป็นเป็นสัญลักษณ์ของความรื่นรมย์ยินดี ถูกนำเสนอในมิติอันลึกล้ำที่ด้านหลังของตัวเรือนแบบพลิกกลับ โดยใช้เทคนิคทางหัตถศิลป์ในการเคลือบสีและลงยาแบบ ‘Grand Feu’ (กรองด์ เฟอ) และ ‘Champlevé’ (ชอมเปลอเว) เลเยอร์ของลวดลายจะถูกแบ่งเป็นบล็อกๆ โดยเส้นทองบางๆ พร้อมถ่ายทอดมิติของสีสันลงในแต่ละบล็อก โดยส่วนของเกสรดอกนั้นสร้างสรรค์ด้วยเทคนิค ‘Paillonné’ (ปายญอนเน) ซึ่งเป็นการใช้แผ่นทองคำแท้ 24K ปะลงภายในบล็อกและเคลือบชั้นผิวแบบโปร่งแสง ก่อนที่จะเริ่มลงรายละเอียดสีที่มีความแตกต่างกันกว่า 19 เฉด ของบล็อกที่เหลือด้วยการเคลือบทีละชั้นภายใต้เทคนิคโปร่งแสงและทึบแสง ตามแต่รายละเอียดของลวดลาย จนได้สีสันที่สดใสและมีมิติสะท้อนประกายแจ่มจรัส ซึ่งขั้นตอนการทำอันแสนประณีตนี้ต้องใช้เวลาในการสร้างสรรค์กว่า 60 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ยังสอดแทรกด้วยประกายแวววาวของเพชรน้ำงามคละขนาด ฝังเรียงตัวอยู่อย่างกลมกลืนในลวดลาย รวมถึงบริเวณขอบตัวเรือน ยอดเม็ดมะยม และขาสาย ซึ่งนับรวมจำนวนได้กว่า 331 เม็ด รวม 1.64 กะรัต โดยขั้นตอนการฝังเพชรนี้กินเวลาในการทำนานกว่า 65 ชั่วโมง เลยทีเดียว โดยประกอบเข้ากับสายหนังจระเข้ย้อมสีเขียวเข้มผิวมันวาว

 

ส่วนอีก 2 รุ่นที่ตกแต่งเป็นลายดอก ‘Hibiscus’ ดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอิสระภาพและปัญญา ยังคงได้รับการสร้างสรรค์บนพื้นที่ของฝาหลังตัวเรือนแบบพลิกกลับด้าน ซึ่งสร้างสรรค์ด้วยใช้เทคนิคการเคลือบสีและลงยาแบบ ‘Grand Feu’ และ ‘Champlevé’ เช่นเดียวกัน โดยที่ส่วนของเกสรดอกจะปะด้วยแผ่นทอง 24K ภายใต้เทคนิคการเคลือบแบบ ‘Paillonné’ สิ่งที่แตกต่างกันของทั้ง 2 รุ่น อยู่ที่รุ่นหนึ่งจะมีการเคือบสีฟ้าเป็นฉากหลัง ตัดกับสีสันสดใสของดอกและใบ โดยมีเพชรประดับบริเวณขอบตัวเรือนด้านบนและล่าง รวมถึงยอดเม็ดมะยมและขาสายจำนวน 157 เม็ด น้ำหนัก 1.25 กะรัต ประกอบกับสายหนังจระเข้สีฟ้าเทอร์คอยส์ ขณะที่อีกรุ่นหนึ่งทำการปูส่วนที่เป็นฉากหลังด้วยเพชรน้ำงามแบบ ‘Snow-setting’ (สโนว์เซตติง) ประสานเข้ากับเพชรบนขอบตัวเรือนขาสาย และยอดเม็ดมะยม รวมจำนวนนับได้กว่า 523 เม็ด น้ำหนัก 2.02 กะรัต โดยจับคู่มากับสายหนังจระเข้ย้อมสีน้ำเงิน

 

ประดิษฐ์กรรมเวลาสุดหรูทั้ง 3 รูปแบบ ใช้ดีไซน์หน้าปัดแบบเดียวกันทั้งหมด ละมุนตาด้วยพื้นหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีขาวนวล ตกแต่งด้วยตัวเลขอารบิกดีไซน์คลาสสิก พร้อมเส้นทองวางรับเชิงมุมทั้ง 4 แสดงเวลาอย่างเรียบง่ายแบบ 2 เข็ม ด้วยเข็มทองชมพู จากการทำงานของกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ไขลาน Cal.846 ที่ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง ติดตั้งทับทิมกันสึก 18 เม็ด และเก็บกักกำลังสำรองลานที่ 38 ชั่วโมง โดยทุกแบบเป็นงานผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ซึ่งกำหนดจำนวนเอาไว้แค่แบบละ 10 เรือนเท่านั้น ส่วนราคาไม่ได้มีการเปิดเผยเอาไว้ แต่หากสนใจก็สามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้จากทางแบรนด์โดยตรง

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up