UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesJAQUET DROZ GRANDE SECONDE AND PETITE MINUTE PAILLONNÉ - วิจิตรงานลงยา

JAQUET DROZ GRANDE SECONDE AND PETITE MINUTE PAILLONNÉ – วิจิตรงานลงยา

by: ‘Mr.Big’

 

‘Paillonné Enamel’ (ปายญงเน อีนาเมล) คือเทคนิคการลงยาเคลือบเงาร่องกระจกแบบโบราณประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นทักษะงานฝีมือที่มีอายุกว่า 300 ปี ต้องใช้ฝีมือและความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์อย่างสูง เป็นทักษะที่หาช่างฝีมือทำได้ยากในปัจจุบัน ซึ่ง Jaquet Droz (ฌาเกต์ โดรซ์) เป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องบอกเวลาเพียงไม่กี่แบรนด์ที่สามารถรังสรรค์ชิ้นงานศิลป์ประเภทนี้ออกมาจากโรงงานของตัวเองได้นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และในปี 2020 นี้ก็ได้นำทักษะงานศิลป์ชั้นสูงดังกล่าวกลับมาสร้างเสน่ห์ให้กับเรือนเวลาอันเลอเลิศอีกครั้ง กับ 2 คอลเลกชั่นใหม่ที่สะท้อนความงามของงาน ‘Paillonné Enamel’ ได้อย่างสวยสง่า น่าประทับใจ กับ ‘Fleur de Lys’ Grande Seconde Paillonné (‘เฟลอร์ เดอ ลีส์’ กรองด์ เซกองด์ ปายญงเน) และ ‘Fleur de Vie’ Petite Heure Minute Paillonné (‘เฟลอร์ เดอ วี’ เปอตีต อัวร์ มินุท ปายญงเน)

 

Jaquet Droz สร้างคุณค่าให้กับเรือนเวลาทั้ง 2 ด้วยความวิจิตรของศิลปกรรมงานรังสรรค์ลวดลายด้วยเทคนิคเคลือบสีและลงยาแบบ ‘Paillonné Enamel’ บนพื้นหน้าปัด โดยพื้นหน้าปัดจะถูกสลักลวดลายด้วยมือตามเทคนิค ‘Guilloché’ (กิโยเช) จากนั้นก็จะนำไปเคลือบสีลงยาด้วยเทคนิค ‘Grand Feu’ (กรองด์ เฟอ) ในขั้นแรก เพื่อให้ลวดลายที่เกิดจากงานแกะสลักส่องประกายเงางาม จากนั้นจึงนำไปเคลือบผิวแบบโปร่งแสงทับซ้ำอีกชั้นหนึ่งแล้วนำไปเผาในเตาอบ ซึ่งต้องใช้ทักษะอย่างสูงในการรังสรรค์ เพราะทุกครั้งที่เข้าสู่กระบวนการเคลือบผิวและเผาไฟมีโอกาสที่จะทำให้หน้าปัดแตกหรือร้าวขึ้นได้

 

หลังจากที่หน้าปัดได้รับการเคลือบสีและเผาจนเงางามเป็นประกายแล้ว ก็จะนำมาประดับลวดลายจากแผ่นทองคำเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘Paillons’ (ปายญงส์) ซึ่งถูกตัดแต่งเป็นรูปทรงต่างๆ จากนั้นจึงนำมาวางประดับลงบนหน้าปัดทีละชิ้นเพื่อสร้างลวดลาย จนเมื่อลวดลายสมบูรณ์จึงนำหน้าปัดนั้นไปเคลือบสีและเผาในเตาอบอีกครั้งก็จะได้ชิ้นงานหน้าปัดที่สมบูรณ์ สวยงาม และมีมิติ

 

ศิลปกรรมเวลารุ่น ‘Fleur de Lys’ Grande Seconde Paillonné มาพร้อมพื้นหน้าปัดที่รังสรรค์เป็นลวดลาย ‘Fleur de Lys’ หรือสัญลักษณ์ดอกลิลลี่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์ทางยุโรป แสดงถึงความเป็นชนชั้นสูงหรือขุนนางผู้สูงศักดิ์ ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากแผ่นทองขนาดเล็ก ติดตั้งอยู่บนพื้นสีน้ำเงินเงางามที่สลักลายรัศมีด้วยเทคนิค ‘Guilloché’ โดยแสดงค่าเวลารูปเลข 8 ซึ่งเป็นเอกลักษณ์งานดีไซน์หน้าปัดของคอลเลกชั่น Grande Seconde ในสีเงินโอปาลีนโดดเด่นอยู่ตรงกลาง โดยแสดงเวลาแบบ 2 เข็มครึ่ง แยกเข็มวินาทีไปไว้ในหน้าปัดย่อยวงใหญ่ด้านล่าง ควบคุมการทำงานด้วยกลไกออโตเมติก Cal.2663.P ซึ่งมีความถี่ในการทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ติดตั้งทับทิมกันสึก 30 เม็ดเก็บกักพลังงานด้วยตลับลานคู่ สามารถสำรองพลังงานได้ 68 ชั่วโมง พร้อมสายใยจักรกลอกและชุดปล่อยจักรซิลิกอน และโรเตอร์ขึ้นลานทองชาด 18K บรรจุอยู่ในตัวเรือนทองชาด 18K ขนาด 43.0 มิลลิเมตร กระจกหน้าปัดและฝาหลังเป็นคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันการสะท้อน กันน้ำ 30 เมตร ประกอบกับสายหนังจระเข้สีน้ำเงิน ผลิตมาให้จับจองแค่ 8 เรือน ในราคา 43,200 ฟรังก์สวิส หรือราว 1,425,000 บาท

 

ส่วนเรือนที่เผยโฉมมาคู่กันอย่าง ‘Fleur de Vie’ Petite Heure Minute Paillonné นั้นสร้างสรรค์ออกมาในรูปแบบนาฬิกาสุภาพสตรี ที่โดดเด่นด้วยตัวเรือนทองชาด 18K ขนาด 35.0 มิลลิเมตร กันน้ำ 30 เมตร เสริมความหรูราด้วยการประดับเพชรน้ำงามรอบขอบตัวเรือนจำนวน 232 เม็ด รวมน้ำหนัก 1.23 กะรัต พื้นหน้าปัดเผยให้เห็นงานศิลป์วิจิตรของเทคนิคลงยาแบบ ‘Grand Feu’ และ ‘Paillonné Enamel’ ในสีน้ำเงินที่สลักลายรัศมีด้วยเทคนิค ‘Guilloché’ ตกแต่งด้วยแผ่นทองคำลายสามเหลี่ยมของดอกไม้ ‘Fleur de Vie’ ที่วางประกอบเชื่อมกันอย่างลงตัว พร้อมการแสดงเวลาแบบ 2 เข็มบนหน้าปัดย่อยเปลือกหอยมุกที่อยู่บริเวณตำแหน่ง 12 นาฬิกา ควบคุมการทำงานด้วยกลไกออโตเมติก Cal.2653.P ที่ประกอบด้วยสายใยจักรกลอกและชุดปล่อยจักรซิลิกอน อัตราความถี่ในการทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ความสามารถในการสำรองพลังงานที่ 68 ชั่วโมง ขึ้นลานด้วยโรเตอร์ทองชาด 18K ซึ่งสามารถชื่นชมผ่านทางฝาหลังที่ผนึกด้วยคริสตัลแซพไฟร์ใส ประกอบกับสายหนังจระเข้สีน้ำเงิน จำกัดจำนวนการผลิตเอาไว้ที่ 8 เรือนเช่นเดียวกัน ตั้งราคาไว้ที่ 45,900 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 1,515,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up