UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesLM THUNDERDOME - อารมณ์แมดแม็กซ์จาก MB&F

LM THUNDERDOME – อารมณ์แมดแม็กซ์จาก MB&F

by: ‘TomyTom’

 

และแล้วตระกูลนาฬิกาล้ำยุคสไตล์คลาสสิก Legacy Machine (เลกาซี แมชีน) หรือที่เรียกแบบย่อๆ ว่า LM (แอลเอ็ม) แห่ง MB&F (เอ็มบีแอนด์เอฟ) ก็มีสมาชิกล่าสุดเพิ่มขึ้นมาอีก 1 รุ่น โดยเปิดตัวออกมาในเดือนสุดท้ายของปี 2019 นี้เอง ชื่อของนาฬิการุ่นนี้ก็คือ Legacy Machine Thunderdome (เลกาซี แมชีน ธันเดอร์โดม) ซึ่งก็น่าจะมีที่มาจากลักษณะของกระจกหน้าปัดรูปทรงโดมที่มีความสูงจนน่าตะลึงกว่าโดมกระจกของนาฬิกาตระกูล Legacy Machine ทุกรุ่นที่ผ่านมา ความสูงของโดมกระจกเช่นนี้มีที่มาจากแนวคิดในการสร้างระบบปล่อยจักร (Escapement) รูปแบบใหม่ที่มีลักษณะเป็นแกน 3 ชุด หมุนประสานสอดคล้องกัน โดย MB&F เรียกระบบนี้ว่า ‘TriAx’ (ไทรแอ็กซ์) ซึ่งย่อมาจาก ‘Triple-axis Escapement’ (ทริเปิลแอ็กซิส เอสเคปเมนต์) แต่แท้จริงแล้ว MB&F จงใจใช้ชื่อ ‘Thunderdome’ เพื่อสื่อถึงชื่อภาพยนตร์ ‘Mad Max Beyond Thunderdome’ (แมด แม็กซ์ บียอนด์ ธันเดอร์โดม) อันเป็นภาพยนตร์ ‘Mad Max’ ภาค 3 ที่สร้างขึ้นในปี 1985 ต่างหาก

 

‘TriAx’ มีที่มาจากโจทย์ที่ Maximillian Büsser (แม็กซิมิเลียน บืสเซอร์) ผู้นำแห่ง MB&F จินตนาการขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน และได้มอบให้ Eric Coudray (อีริค คูเดรย์) นักออกแบบพัฒนากลไกนาฬิกาผู้โด่งดังทะลุวงการจากผลงานการพัฒนาระบบกลไก ‘Gyrotourbillon’ (ไจโรทูร์บิญอง) ให้กับ Jaeger-LeCoultre (เชแฌร์-เลอคูลทร์) ว่าต้องการให้นาฬิการุ่นใหม่ของ Legacy Machine มีลักษณะกลไกการเคลื่อนหมุนประสานแบบคนละแนวกันของแกน 3 ชุดที่ดูน่าทึ่งสุดๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่ MB&F อยากได้คือความเพลิดเพลินชวนมองจากการเคลื่อนไหวของจักรกล สิ่งที่ Coudray พัฒนาให้กับ MB&F ในครั้งนี้จึงไม่ใช่จักรกลทูร์บิญอง แม้ดูเผินๆ อาจเห็นว่าเป็นก็ตาม เพราะระบบนี้ไม่ได้เป็นการเคลื่อนหมุนกรงไปรอบแกนของตนเอง หากแต่ระบบแกนหมุนชั้นในสุดนั้นถูกเชื่อมโยงเข้ากับระบบปล่อยจักร โดยจะเคลื่อนหมุนไปรอบจักรกลอกแทน โดยเป็นจักรกลอกที่ออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีรูปทรงเป็นลักษณะครึ่งวงกลมแปลกตา ร่วมกับการใช้สายใยจักรกลอกที่ขดสูงขึ้นมาเป็นทรงกระบอก การเคลื่อนไหวอย่างน่าตะลึงของระบบจักรกล ‘TriAx’ นี้ นอกจากจะมาจากการออกแบบให้มีแนวมิติการเคลื่อนที่งดงามชวนมองแล้ว การขยับเคลื่อนยังเป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยอัตราความเร็วที่แตกต่างกันในแต่ละแกน โดยแกนชุดในสุดจะหมุนครบรอบในเวลาเพียง 8 วินาที ขณะที่ชุดกลางที่โดดเด่นด้วยแกนสีน้ำเงินจะเคลื่อนหมุนครบรอบใน 12 วินาที ส่วนกรงที่อยู่ชั้นนอกสุดจะเคลื่อนหมุนครบรอบในเวลา 20 วินาที ทั้งหมดนี้ชวนให้นึกถึงลักษณะการหมุนของลูกข่างอันเป็นความน่าสนใจจากความทรงจำในวัยเด็กของผู้คน แกนหลักของชุดหมุนนี้ถูกยึดด้วยสะพานจักรทรง ‘V’ โค้ง อันเป็นลักษณะเด่นประจำตัวของนาฬิกาตระกูล Legacy Machine ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกชนิดขึ้นลานด้วยมือซึ่งทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง

 

ความซับซ้อนของระบบจักรกลเหล่านี้ต้องใช้ชิ้นส่วนกลไกรวมทั้งหมดมากถึง 413 ชิ้น และใช้ทับทิมกันสึกมากถึง 63 เม็ด เลยทีเดียว และแน่นอนว่าการขับเคลื่อนจักรกลเหล่านี้ต้องใช้พลังงานมากมาย กลไกชุดนี้จึงถูกสร้างให้มีตลับลานถึง 3 ชุด เพื่อให้สามารถสำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง ขณะที่การแสดงเวลานั้นมาในรูปแบบเรียบง่าย เพียงแค่เข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีสีน้ำเงินบนวงหน้าปัดขนาดเล็กที่เคลือบด้วยแล็คเกอร์สีขาวเท่านั้น โดยเป็นหน้าปัดทรงโค้งที่วางระดับองศาของหน้าปัดให้แหงนเอียง 58 องศา รับสายตาผู้สวมใส่อย่างเหมาะเจาะและโดดเด่นเป็นที่สุด ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการใช้ระบบเกียร์ในการขับเคลื่อนเข็ม ทั้งยังมอบเข็มสีน้ำเงินสำหรับแสดงระดับพลังงานสำรองมาให้บนฝั่งด้านหลังของกลไกอีกต่างหาก

 

แต่…เท่านั้นยังงามไม่พอ MB&F จึงฝากให้ Kari Voutilainen (การิ โวติไลเนน) นักประดิษฐ์นาฬิกาที่ขึ้นชื่อในด้านฝีมือการออกแบบงานตกแต่งบนชิ้นส่วนกลไก ให้ผนวกความงดงามตามแบบฉบับคลาสสิกผสานเข้าไปด้วย เพื่อตอกย้ำคอนเซ็ปต์การบูรณาการความล้ำยุคเข้ากับความคลาสสิก อันเป็นแนวทางการสร้างสรรค์คอลเลกชั่น Legacy Machine มาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยนอกจากรูปแบบการตกแต่งตามสไตล์เฉพาะตัวของ Kari อย่างเช่นความโค้งมนและขัดเงาวาวของสะพานจักรฝั่งด้านหน้าปัด ความคมกริบและเงาวาวของการลบเหลี่ยมบนขอบชิ้นสะพานจักรทางด้านหลัง ตลอดจนรูปแบบการขัดพื้นผิวให้เกิดเงาสะท้อนเป็นแนวโค้งเพื่อให้เกิดความเงางามแบบมีมิติแล้ว ยังมีนามสกุล ‘Voutilainen’ สลักกำกับไว้บนชิ้นสะพานจักรเคียงคู่กับนามสกุล ‘Coudray’ ด้วย โดยแยกคั่นด้วยสกรูชิ้นใหญ่ เพื่อเป็นเกียรติแก่ยอดฝีมือทั้ง 2 ที่มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานชั้นยอดกับ MB&F

 

MB&F Legacy Machine Thunderdome มาในตัวเรือนขนาดใหญ่ 44.0 มิลลิเมตร และมีความหนาโดยรวมถึง 22.2 มิลลิเมตร ซึ่งก็น่าจะทำให้สวมใส่ใช้งานจริงได้ไม่ง่ายนัก แต่เอาเข้าจริงก็คงไม่มีใครนำนาฬิกาตระกูล Legacy Machine ซึ่งล้วนแต่มีลักษณะเป็นโดมกระจกมาสวมใส่ใช้งานทุกวันกันอยู่แล้ว และผู้ที่เลือกเป็นเจ้าของนาฬิกาตระกูลนี้ก็คงไม่ติดใจอะไรกับเรื่องนี้นัก เมื่อเทียบกับความภูมิใจที่ได้รับในการครอบครอง

MB&F เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่นี้ใน 3 ทางเลือก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ตามธรรมเนียมปฏิบัติของแบรนด์ โดยทางเลือกแรกอันได้แก่ LM Thunderdome Platinum (แอลเอ็ม ธันเดอร์โดม แพลทินัม) ซึ่งมีจำนวน 33 เรือนจะมาในตัวเรือนแพลทินัม 950 ร่วมกับพื้นหน้าปัดหลักสีน้ำเงินอ่อนที่ตกแต่งด้วยลายสลักงดงามด้วยเทคนิค ‘Guilloche’ (กิโยเช) อย่างสวยงาม ส่วนอีก 2 ทางเลือกอันได้แก่ LM Thunderdome Tantalum Blue (แอลเอ็ม ธันเดอร์โดม แทนทาลัม บลู) ตัวเรือนแทนทาลัมที่จับคู่มาพร้อมหน้าปัด ‘Guilloche’ สีน้ำเงินเข้ม และ LM Thunderdome Tantalum Aventurine (แอลเอ็ม ธันเดอร์โดม แทนทาลัม อเวนจูรีน) หน้าปัด ‘Aventurine’ ด้วยจำนวนเวอร์ชั่นละ 5 เรือน จะเป็นเวอร์ชั่นซึ่งจะมีจำหน่ายเฉพาะที่บูติกนาฬิกาในเครือ ‘The Hour Glass’ (ดิ อาวร์ กลาส) อันเป็นผู้แทนจำหน่ายนาฬิการายใหญ่ของเอเชียซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของ MB&F มาอย่างเนิ่นนาน เพื่อร่วมเป็นเกียรติแก่วาระครบปีที่ 40 ของ ‘The Hour Glass’ ทั้ง 3 เวอร์ชั่นจะมากับสายหนังจระเข้สีเข้มเช่นเดียวกัน ส่วนราคาจำหน่ายของนาฬิการุ่นนี้ถูกตั้งไว้ที่ 270,000 ฟรังก์สวิส หรือราว 9 ล้านบาท (ราคายังไม่รวมภาษีขาย)

LM Thunderdome Platinum

LM Thunderdome Tantalum Blue

LM Thunderdome Tantalum Aventurine

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up