UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesLONGINES TYPE A-7 1935 WITH BLACK DIAL - นักบินวินเทจหน้าปัดดำ

LONGINES TYPE A-7 1935 WITH BLACK DIAL – นักบินวินเทจหน้าปัดดำ

by: ‘TomyTom’

 

ย้อนกลับไปกว่าทศวรรษ เมื่อ Longines (ลองจินส์) เริ่มตอกย้ำประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของตนด้วยการนำนาฬิการุ่นเด่นในอดีตกลับมาสร้างใหม่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตของยุคปัจจุบัน โดยบัญญัติคอลเลกชั่น ‘Heritage’ (เฮอริเทจ) ขึ้นมาเพื่อรองรับนาฬิกาเหล่านี้ หนึ่งในนาฬิการุ่นแรกๆ ที่ถูกหยิบมาเป็นต้นฉบับคือนาฬิกาโครโนกราฟชนิดปุ่มกดเดี่ยวที่ติดตั้งไว้บนยอดเม็ดมะยม Avigation Watch Type A-7 (เอวิเกชั่น วอทช์ ไทพ์ เอเซเวน) ที่ผลิตให้กองทัพอากาศสหรัฐ เมื่อ ค.ศ. 1935 ตามสเปกนาฬิกาสำหรับนักบิน ‘Type A-7’ ที่กองทัพสหรัฐกำหนดขึ้น โดยรุ่นรีเมคที่ต่อท้ายชื่อรุ่นเดิมด้วยตัวเลข 1935 นี้เปิดตัวในปี 2012 ด้วยรูปลักษณ์ที่ตั้งใจดำรงรูปแบบดั้งเดิมของต้นฉบับไว้อย่างเต็มที่ รวมถึงขนาดตัวเรือนที่ใหญ่โตถึง 49.0 มิลลิเมตรด้วย แต่ขนาดอันใหญ่โตกลับทำให้ยอดจำหน่ายไม่เปรี้ยงปร้างดั่งใจหวัง เพราะยากที่จะนำมาสวมใส่ใช้งานได้จริง ต่อมาในปี 2016 เวอร์ชั่นขนาด 41.0 มิลลิเมตร หน้าปัดเคลือบแลคเกอร์สีขาวเงา พร้อมหลักชั่วโมงเลขอารบิกสไตล์ ‘Art Déco’ (อาร์ต เดโค) ก็เปิดตัวออกมา แต่หลายคนก็อยากให้มีแบบหน้าปัดสีดำออกมาด้วย ซึ่งกว่า Longines จะสนองตอบก็ล่วงมาถึงปี 2020 นี้

เทียบกันชัดๆ ระหว่างรุ่นต้นฉบับปี 1935 (ซ้าย) กับงานรีเมคเวอร์ชั่นล่าสุดปี 2020 (ขวา)

 

จุดเด่นของ Avigation Watch Type A-7 1935 ซึ่งสืบทอดมาจากรุ่นต้นฉบับก็คือ ลักษณะที่ดูเหมือนนำนาฬิกาพกโครโนกราฟมาติดขาตัวเรือนเพื่อใช้เป็นนาฬิกาข้อมือ โดยย้ายเม็ดมะยมที่มีปุ่มกดติดตั้งร่วมมาอยู่ ณ ตำแหน่งราว 2 นาฬิกาโดยต้องเคลื่อนตำแหน่ง 12 นาฬิกาของการอ่านค่าตลอดจนตำแหน่ง 12 นาฬิกาของวงหน้าปัดขนาดเล็กทั้ง 2 ที่วางตัวในแนวตำแหน่งบน-ล่างตามมาด้วย เนื่องจากเป็นนาฬิกาโครโนกราฟซึ่งด้วยตำแหน่งหมุนเยื้องศูนย์มา 40 องศา เช่นนี้ก็ทำให้นักบินอ่านค่าเวลาได้อย่างสะดวกขณะถือคันบังคับเครื่องบิน โดยไม่ต้องยกข้อมือขึ้นมาดู ตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมขอบตัวเรือนอวบอิ่มและโค้งละมุนยังคงเป็นขนาด 41.0 มิลลิเมตร กันน้ำได้ 30 เมตร ผนึกด้วยแผ่นแซพไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันแสงสะท้อนด้านใน เช่นเดียวกับเวอร์ชั่นหน้าปัดสีขาวที่เปิดตัวในปี 2016 รวมไปถึงรูปแบบฝาหลังแบบแผ่นทึบที่สลักเป็นลายแฉกเส้นรัศมี โดยมีภาพเครื่องบินขนาดใหญ่อยู่กึ่งกลางเหนือแฉกรัศมี พร้อมชื่อแบรนด์วางพาดจากปีกซ้ายสู่ปีกขวาและมีชื่อรุ่นของนาฬิกาสลักอยู่บริเวณขอบวง ส่วนสายที่ติดตั้งมานั้นเป็นหนังจระเข้สีน้ำตาลช็อกโกแลตเย็บด้ายสีขาวนวล

 

ดีไซน์องค์ประกอบบนหน้าปัดของเวอร์ชั่นหน้าปัดสีดำผิวด้านนี้ถูกออกแบบให้เรียบง่ายกว่าเวอร์ชั่นหน้าปัดสีขาว โดยยังคงใช้เข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีทรง ‘Cathedral’ (คาธีดรัล) เหมือนเดิม หากแต่เป็นสีเงินขัดเงา ขณะที่หลักชั่วโมงเลขอารบิกขนาดใหญ่นั้นเปลี่ยนจากฟอนต์เหลี่ยมหนาสไตล์ ‘Art Déco’ ทาสารเรืองแสงสีส้มราวกับฟักทองของเวอร์ชั่นหน้าปัดสีขาวมาเป็นฟอนต์เรียวบางโค้งละมุนที่วาดด้วยสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีกากีอ่อนๆ และเคลือบสารเรืองแสงสีเดียวกันไว้บนเข็มชั่วโมงกับนาทีด้วย ส่วนพื้นวงหน้าปัดขนาดเล็กทั้ง 2 เป็นผิวลายสเนลที่เสริมอารมณ์วินเทจด้วยการพิมพ์สเกลแบบรางรถไฟเช่นเดียวกับหน้าปัดหลัก และเจาะช่องหน้าต่างวันที่ล้อมด้วยเส้นกรอบสีขาวไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาของหน้าปัดวินาที อ่านค่าได้ชัดเจนจากเลขสีดำบนจานสีขาว ขณะที่หลักนาทีจับเวลาถูกเปลี่ยนความละเอียดจากการมีตัวเลขทุก 3 นาทีของแบบหน้าปัดสีขาวมาเป็นแบบ 5 นาทีที่คุ้นตา ทั้งยังน่าประทับใจด้วยรูปทรงอันแตกต่างกันของเข็มสีเงินขัดเงาทั้ง 5 เช่นเดิม แต่เข็มวินาทีขนาดเล็กของเวอร์ชั่นหน้าปัดดำนี้จะเป็นทรงที่ดูวินเทจกว่า

 

ในส่วนของกลไกที่ใช้กับเวอร์ชั่นนี้ยังคงไม่แตกต่างไปจากเวอร์ชั่นที่ออกมาตั้งแต่ปี 2016 นั่นก็คือ Cal.L788.2 กลไกอัตโนมัติความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันโครโนกราฟจับเวลา 30 นาทีและวันที่ ซึ่ง ETA ผลิตให้ Longines โดยเฉพาะ โดยนำพื้นฐานกลไก Cal.ETA 7750 มาปรับแต่งขนานใหญ่ ทั้งการออกแบบกลไกและตำแหน่งของปุ่มกดใหม่ให้เป็นแบบสั่งการทั้งเริ่มจับเวลา หยุด และรีเซตระบบจับเวลาด้วยปุ่มกดเดี่ยวที่ติดตั้งอยู่ร่วมกับเม็ดมะยม การนำฟังก์ชันจับเวลาชั่วโมงกับฟังก์ชันแสดงวันออกไป และการเปลี่ยนกลไกจับเวลาจากระบบ ‘Cam Lever’ (แคม เลเวอร์) มาเป็น ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) ทั้งยังใช้ตลับลานที่สามารถสำรองพลังงานได้ถึง 54 ชั่วโมง

 

Longines Avigation Watch Type A-7 1935 เวอร์ชั่นหน้าปัดสีดำ Ref.L2.812.4.53.2 รุ่นนี้ถูกตั้งราคาไว้ที่ 126,800 บาท โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ราวเดือนกันยายน 2020 นี้

 

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up