UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesLV TAMBOUR CURVE FLYING TOURBILLON - ทูร์บิญองในเรือนล้ำ

LV TAMBOUR CURVE FLYING TOURBILLON – ทูร์บิญองในเรือนล้ำ

by: ‘TomyTom’

 

ตระกูลนาฬิกาที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดของ Louis Vuitton (หลุยส์ วิตตอง) คงไม่มีว่านวงศ์ใดเกิน Tambour (ตอมบูร์) ซึ่งเป็นคำภาษาฝรั่งเศสที่หมายถึง ‘Drum’ (ดรัม) หรือกลอง อันเป็นคอลเลกชั่นนาฬิกาแรกสุดของแบรนด์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 2002 ด้วยดีไซน์ที่แปลกใหม่ และมีลักษณะเฉพาะตัวเป็นที่จดจำ ทั้งยังสะท้อนถึงสิ่งประดิษฐ์อันเก่าแก่ของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน และ Tambour Curve Flying Tourbillon Poinçon de Genève (ตอมบูร์ เคิร์ฟ ฟลายอิง ทูร์บิญอง ปวงซง เดอ เฌอแนฟ) นาฬิการะดับสูงรุ่นล่าสุดที่ Louis Vuitton เปิดตัวออกมาในปี 2020 ก็ถูกสร้างสรรค์ขึ้นให้เป็นหนึ่งในที่สุดจากนาฬิกาในตระกูล Tambour นี้

 

Tambour Curve Flying Tourbillon รุ่นนี้พกความพิเศษมาเต็มตัวตั้งแต่ตัวเรือนรูปทรงเฉพาะตัวของตระกูล Tambour ที่นำวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิตที่เรียกว่า ‘CarboStratum (คาร์โบสตราตัม) ซึ่งเกิดจากการนำคาร์บอนแผ่นบางเฉียบจำนวน 100 ชิ้น มาบีบอัดในแม่พิมพ์อันนำมาซึ่งริ้วลายที่แต่ละเรือนจะไม่มีทางซ้ำกันเลย ทั้งยังมีความทนทานแถมยังมีน้ำหนักเบามากๆ มาสร้างเป็นตัวเรือนชิ้นนอก โดยประกอบเข้ากับตัวเรือนชิ้นในที่ทำจากไทเทเนียม ต่อด้วยกลไกชั้นเลิศอันเป็นผลงานการพัฒนาและการผลิตของ ‘La Fabrique du Temps’ (ลา ฟาบรีค ดู ตอมป์ส) โรงงานผลิตกลไกในเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ อันเป็นโรงงานของ 2 นักประดิษฐ์นาฬิกาผู้เคยร่วมงานกับ Gérald Genta (เฌรัลด์ ฌองตา) ซึ่ง Louis Vuitton ได้เข้าซื้อกิจการเมื่อปี 2011

 

กลไกความถี่การทำงาน 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง ทับทิม 17 ชิ้น สำรองพลังงานได้ 80 ชั่วโมง จากการขึ้นลานด้วยมือ แสดงเวลาด้วยเข็มชั่วโมงกับเข็มนาที ณ ตำแหน่งกึ่งกลางเรือนคาลิเบรอนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้กับรุ่นนี้เป็นการเฉพาะ เห็นได้ชัดจากการโครงสร้างแบบฉลุโปร่งเคลือบดำด้วยเทคนิค NAC (Nano-amorphous Carbon – นาโนอามอร์ฟัส คาร์บอน) ที่ออกแบบมาในลักษณะร่องตะแกรง ทั้งในส่วนของแท่นเครื่องและสะพานจักร และที่เด่นที่สุดก็คือสะพานจักรขนาดใหญ่ที่สร้างรูปทรงให้เป็นตราสัญลักษณ์ ‘LV’ ขนาดใหญ่ทางฝั่งด้านหน้าของกลไก โดยชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกออกแบบให้มีระดับความสูง-ต่ำต่างกัน เพื่อสร้างมิติที่ดึงดูดสายตาเป็นที่สุด และมิใช่เพียงดีไซน์อันเลิศเลอเท่านั้น แต่ยังมีความเที่ยงตรงไม่เป็นรองใครจากการทำงานของจักรกล ‘Flying Tourbillon’ ขนาดใหญ่ที่ออกแบบกรงเป็นโครงรูปใบไม้ 4 แฉก ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของลาย ‘Monogram’ (โมโนแกรม) สุดคลาสสิกของ Louis Vuitton โดยวางตำแหน่งไว้ที่ 9 นาฬิกา ทั้งยังตอกย้ำความเป็นเลิศด้วยการรับรองตรามาตรฐาน ‘Poinçon de Genève’ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘Geneva Seal’ (เจนีวา ซีล) ซึ่งเป็นมาตรฐานคุณภาพอันแสนเข้มข้นของนาฬิกาจากแหล่งผลิตในเจนีวาที่ครอบคลุมทั้งด้านความงดงามในการตกแต่งชิ้นส่วนต่างๆ แหล่งที่มาของวัสดุ ตลอดจนคุณภาพในการประกอบ และการทำงานอย่างเที่ยงตรงของกลไก โดยสามารถมองเห็นตรามาตรฐานขั้นสูงบนแท่นเครื่อง ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาทางด้านหน้าของกลไก

 

ตัวเรือนทรงกลองของ Tambour Curve Flying Tourbillon Poinçon de Genève รุ่นนี้มีขนาดฐานด้านล่างเท่ากับ 46.0 มิลลิเมตร ขณะที่ขนาดด้านบนเป็น 42.0 มิลลิเมตร ส่วนความหนาโดยรวมเท่ากับ 12.75 มิลลิเมตร สามารถกันน้ำได้ 30 เมตร ผนึกกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทรงโค้งเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน และใช้ตัวอักษรของชื่อแบรนด์ L O U I S V U I T T O N วางตำแหน่งเรียงรายเป็นหลักชั่วโมง 12 หลัก บนขอบหน้าปัดสีดำ เปิดตัวมาพร้อมกัน 2 เวอร์ชั่นคือ เวอร์ชั่นปกติซึ่งใช้ขาตัวเรือนและเม็ดมะยมที่ทำจากไทเทเนียมเกรด 5 ผิว ‘Sandblasted’ (แซนด์บลาสเต็ด) ใช้กลไก Cal.LV 108 สวมคู่มากับสายยางสีดำพร้อมตัวล็อกสายไทเทเนียมแบบบานพับ 2 ทบ ตั้งราคาจำหน่ายไว้ 258,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.5 ล้านบาท และเวอร์ชั่นประดับเพชรสุดอลังการรวม 354 เม็ด น้ำหนักรวม 4.22 กะรัต ราคา 322,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10.6 ล้านบาท ซึ่งเป็นการประดับเพชรทรงบาแกตต์จำนวน 152 เม็ด ลงบนขาตัวเรือนและเม็ดมะยมทองขาว 18K และบนขอบตัวเรือน ขณะที่บนชิ้นสะพานจักรรูป ‘LV’ เคลือบโรเดียมนั้นประดับด้วยเพชรกลมบริลเลียนต์คัตจำนวน 178 เม็ด ซึ่งการเคลือบโรเดียมและประดับเพชรบนสะพานจักรนี้เป็นเหตุให้รหัสกลไกสำหรับเวอร์ชั่นนี้ถูกเปลี่ยนเป็น Cal.LV 109 ส่วนบนตัวล็อกสายทองขาว 18K นั้นประดับด้วยเพชรบริลเลียนต์คัตจำนวน 24 เม็ด โดยติดตั้งมากับสายยางสีดำที่ตกแต่งด้วยแผ่นหนังจระเข้สีดำ

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up