UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesMAURICE LACROIX PONTOS CHRONOGRAPH MONOPUSHER - ฉลอง 20 ปีคอลเลกชั่นสปอร์ต

MAURICE LACROIX PONTOS CHRONOGRAPH MONOPUSHER – ฉลอง 20 ปีคอลเลกชั่นสปอร์ต

by: ‘TomyTom’

 

Pontos (ปองโตส) คือคอลเลกชั่นนาฬิกาแนวสปอร์ตของ Maurice Lacroix (มอริซ ลาครัวซ์) ที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2000 และในวาระที่ปีนี้ Pontos มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ นอกจาก Maurice Lacroix จะนำเสนอเวอร์ชั่นใหม่ๆ ให้กับ Pontos Chronograph (ปองโตส โครโนกราฟ) กับ Pontos Day-Date (ปองโตส เดย์เดท) แล้ว ยังเปิดตัวรุ่นพิเศษผลิตจำนวนจำกัด 500 เรือน Pontos Chronograph Monopusher (ปองโตส โครโนกราฟ โมโนพุชเชอร์) ที่แตกต่างด้วยการใช้กลไกโครโนกราฟที่มีปุ่มกดเพียงแค่ปุ่มเดียวอยู่ที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา และมาในดีไซน์ที่มอบอารมณ์วินเทจด้วยลักษณะของหน้าปัดและปุ่มกดแบบแป้นใหญ่ที่ชวนให้นึกถึงนาฬิกาจับเวลาในอดีต แต่ทันสมัยด้วยลุคดำสนิทของตัวเรือนขนาดร่วมสมัย

 

ดีไซน์แนวเรโทร-โมเดิร์นของ Pontos Chronograph Monopusher ใช้ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 41.0 มิลลิเมตร หนา 14.0 มิลลิเมตร ปัดลายซาตินสลับขัดเงา เคลือบเป็นสีดำด้วยเทคนิค PVD ตลอดทั้งตัวเรือน ขอบตัวเรือน ฝาหลัง เม็ดมะยม และปุ่มกด โอบล้อมแผ่นหน้าปัดดีไซน์ย้อนยุคที่พิมพ์ทั้งสเกล ‘Telemeter’ (เทเลมิเตอร์) และ ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) สีดำมาให้บนเส้นวงแหวนสีแดงกับสีฟ้าบริเวณส่วนกลางของหน้าปัด ขณะที่วงสเกลแบบรางรถไฟวงนอกเป็นสเกลวินาที/นาทีสีขาว เสริมขีดแดงที่ทุกหลักสิบ มีเลขวินาที/นาทีสีขาวกำกับไว้บนพื้นที่ลาดโค้งของขอบหน้าปัดอีกชุดหนึ่ง ส่วนวงหน้าปัดย่อยสำหรับจับเวลานาทีและบอกวินาทีซึ่งอยู่ที่ตำแหน่ง 3 กับ 9 นาฬิกา นั้นออกแบบให้มีขนาดใหญ่จนกินพื้นที่มาถึงหลักชั่วโมงถัดไป และดันลึกลงไปจากพื้นหน้าปัดหลักเพื่อสร้างมิติแสงเงา ใช้สเกลแบบรางรถไฟร่วมกับตัวเลขแบบ 2 หลักสีขาว ส่วนหลักชั่วโมงเป็นการเคลือบโรเดียมบนชิ้นเลขอารบิกขนาดอวบใหญ่ โดยมีตำแหน่ง 6 นาฬิกาเป็นชิ้นขีดเรียวและ 12 นาฬิกาเป็นโลโก้ ‘m’ สอดคล้องกับการเคลือบโรเดียมบนเข็มทุกตำแหน่ง เสริมเสน่ห์ด้วยการเคลือบแถบสีแดงกับสีฟ้าไว้บนเข็มจับเวลาวินาที ณ บริเวณที่กวาดผ่านเส้นวงแหวนสีแดงกับสีฟ้าของสเกล ‘Telemeter’ กับ ‘Tachymeter’ สำหรับลักษณะที่ยังคงเหมือนกับ Pontos Chronograph รุ่นมาตรฐานนั้น นอกจากรูปทรงของตัวเรือน (แต่รุ่นนี้เล็กกว่า) และเม็ดมะยมแล้ว ก็เห็นจะเป็นดีไซน์ของเข็ม ซึ่งเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีจะเป็นแบบฉลุโปร่ง เคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีขาว และช่องหน้าต่างวันที่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

 

รายละเอียดทั้งหมดนี้ปรากฎอยู่บนพื้นหน้าปัดโทนสีเทาดำปัดลาย ‘Sun Brushed’ (ซัน บรัชด์) ที่ไล่เฉดอย่างละเมียดละไมจากสีเทาอ่อนบริเวณกลางหน้าปัดไปหาสีเทาเข้มจนดำบริเวณส่วนริม ขณะที่พื้นวงหน้าปัดย่อยทั้ง 2 ตกแต่งเป็นผิว ‘Sandblasted’ (แซนด์บลาสต์) พร้อมลาย ‘Snailed’ (สเนลด์) เพื่อเพิ่มมิติความต่าง และเน้นความเด่นของการแสดงวันที่ด้วยการใช้พื้นจานสีขาวร่วมกับตัวเลขทรงสูงสีดำ ล้อมด้วยเส้นกรอบสีขาว ส่วนชื่อแบรนด์พิมพ์ด้วยสีขาวบนพื้นหน้าปัดสีเทาอ่อน เหมือนจะต้องการลดความเด่นของข้อความที่ไม่เกี่ยวกับการแสดงค่า การขับเคลื่อนนาฬิการุ่นนี้เป็นหน้าที่ของ Cal.ML166 กลไกอัตโนมัติโครโนกราฟพร้อมฟังก์ชันวันที่ จำนวนทับทิม 23 ชิ้น ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานสูงสุดได้ 58 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการนำกลไก Sellita (เซลลิตา) Cal.SW-500 มาปรับแต่งให้เป็นการจับเวลา 30 นาที และสั่งการฟังก์ชันจับเวลาทั้งหมดด้วยปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว ส่วนชิ้นโรเตอร์ได้รับการตกแต่งด้วยลายริ้วแถบแบบ ‘Côtes de Genève’ (โกตส์ เดอ เฌอแนฟ)

 

ตัวเรือนกันน้ำได้ 100 เมตรของรุ่นนี้ผนึกกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันแสงสะท้อน และใช้ฝาหลังที่กรุแผ่นแซพไฟร์พร้อมสลักข้อความบ่งบอกความพิเศษของวาระการผลิตไว้บนขอบฝาหลังอย่างครบถ้วน ไล่มาตั้งแต่ชื่อ ‘Pontos’ กับ ‘20th Anntversary’ ที่ฝั่งบน จนถึง ‘Limited Edition of 500’ ทางด้านล่าง เพื่อยืนยันว่าเป็นการผลิตแบบจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือน ส่วนรหัส ‘PT6428’ ที่อยู่ถัดลงมานั้นมาจาก PT6428-SS001-320-1 ซึ่งเป็นรหัสเต็มๆ ของรุ่นนี้ จับคู่กับสายหนังวัวปั๊มลายหนังจระเข้สีดำ ประดับโลโก้โลหะ ‘m’ สีเงินบนสายฝั่งด้านล่าง ล็อกด้วยตัวล็อกปีกผีเสื้อสเตนเลสสตีลเคลือบสีดำด้วยเทคนิค PVD เช่นเดียวกับตัวเรือน ด้านราคาจำหน่ายนั้น Maurice Lacroix ตั้งไว้ที่ 3,890 ยูโรหรือราว 144,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up