UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesMB&F HM8 MARK 2 BLUE - เรือนซูเปอร์คาร์จำแลงลำดับที่ 3

MB&F HM8 MARK 2 BLUE – เรือนซูเปอร์คาร์จำแลงลำดับที่ 3

by: ‘Mr.Big’

 

จากความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักออกแบบยานยนต์มาตั้งแต่วัยเด็กของ Maximilian Büsser (แม็กซิมิเลียน บืสเซอร์) ผู้ก่อตั้ง MB&F (เอ็มบีแอนด์เอฟ) ซึ่งแม้ความใฝ่ฝันนั้นจะกลายเป็นความฝันที่ไม่อาจเป็นจริงมาจนถึงบัดนี้ แต่ความหลงใหลในยานยนต์ก็ยังคงอยู่ในหัวใจเสมอ และกลายเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เขาออกแบบประดิษฐกรรมเวลาที่ได้แรงบันดาลใจมาจากซูเปอร์คาร์ในยุค 70s มาแล้วหลายรุ่น โดยล่าสุดเมื่อปีที่แล้วก็ได้ออกประดิษฐกรรมเวลาที่ชื่อ HM8 Mark 2 (เอชเอ็มเอจธ์ มาร์ก ทู) นาฬิกาที่มีต้นแบบดีไซน์มาจาก ‘Driver’s Watch’ (ไดรเวอร์ส วอทช์) ซึ่งเป็นนาฬิกาในยุค 70s ที่ออกแบบตัวเรือนเป็นลักษณะคล้ายกล่องไม้ขีด โดยมีหน้าปัดที่แสดงเวลาด้วยตัวเลขดิจิตอลอยู่ที่ขอบด้านล่าง เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถดูเวลาได้แม้ขณะที่จับพวงมาลัยอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องพลิกข้อมือขึ้นมาดูดังเช่นนาฬิกาทั่วไป ซึ่งหลังจากที่ได้ออกเวอร์ชั่นตัวเรือนสีเขียวและสีขาวมาก่อนหน้า วันนี้ก็ได้เผยโฉมเวอร์ชั่นใหม่ลำดับที่ 3 ซึ่งมาในสีน้ำเงินเมทัลลิกอันแสนโดดเด่นและทันสมัย

 

ตัวเรือนของรุ่นนี้ยังคงมีลักษณะเด่นเหมือนกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งออกแบบดูละม้ายกับตัวถังซูเปอร์คาร์ มีความเพรียวลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ และรับกับข้อมือตามหลักสรีรศาสตร์ โดยมีวัสดุหลักเป็นไทเทเนียมเกรด 5 ประกบด้วยแผงเกราะที่ด้านบนและด้านล่างแบบแซนด์วิช ด้วยวัสดุที่ทำจาก ‘CarbonMacrolon®’ (คาร์บอนมาโครลอน) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีส่วนผสมหลักเป็นเรซิ่นที่ผ่านกระบวนการฉีดเสริมความแข็งแรงด้วยท่อนาโนคาร์บอนหรือ ‘Carbon Nanotubes’ (คาร์บอน นาโนทิวบ์ส) เกิดเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติแข็งแรง มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูง และมีน้ำหนักที่เบากว่าสเตนเลสสตีลถึง 8 เท่า โดยแผงเกราะ ‘CarbonMacrolon®’ นี้ผสานด้วยเม็ดสีน้ำเงินเมทัลลิกที่มีรายละเอียดของพื้นผิวที่เงางาม สะท้อนประกายดังเช่นสีของซูเปอร์คาร์

MITSUBISHI

 

ตัวเรือนดีไซน์แปลกตานี้นำเสนอมาในขนาด 41.5 x 47.0 มิลลิเมตร โดยออกแบบให้มีลักษณะที่เอียงสโลปโดยมีความหนาสูงสุด 19.0 มิลลิเมตร ที่ด้านล่าง ซึ่งกรุด้วยคริสตัลแซพไฟร์แบบปริซึมที่แบ่งเป็น 2 ช่อง คั่นกลางด้วยชื่อแบรนด์ MB&F โดยปริซึมแซพไฟร์ที่นำมากรุนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษให้เกิดการหักเหของแสงด้วยหลักการเดียวกับกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว เพื่อสะท้อนภาพของตัวเลขบอกเวลาตัวหนาบนจานดิสก์แซพไฟร์ซึ่งวางในแนวราบอยู่ภายใน โดยจานดิสก์แซพไฟร์นี้จะถูกเคลือบโลหะสีดำโดยเว้นช่องใสให้กับฟอนต์ตัวเลข แล้วฉาบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) ไปที่ด้านล่างของจานดิสก์แซพไฟร์ นอกจากนั้นแซพไฟร์ที่กรุเอาไว้นี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนกับเลนส์ขยาย เพื่อให้สามารถมองดูเวลาเป็นชั่วโมงแบบ ‘Jumping’ (จัมปิง) ทางฝั่งซ้าย และนาทีทางฝั่งขวา ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

การทำงานของรุ่นนี้ยังคงใช้กลไกออโตเมติกแบบ 3 มิติ ซึ่งพัฒนาโดยทีม MB&F จากชุดกลไกพื้นฐานของ Girard-Perregaux (จิราร์-แพร์โกซ์) มีจำนวนส่วนประกอบทั้งสิ้น 247 ชิ้น ทับทิม 30 เม็ด ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สามารถเก็บกักพลังงานสำรองได้นาน 42 ชั่วโมง โดยสร้างพลังงานจากการหมุนแกว่งของโรเตอร์ทอง 22K ที่ออกแบบเป็นทรงขวานศึก และยังมากับเม็ดมะยมแบบใหม่ที่มีลักษณะคล้ายระบบคลัตช์คู่ที่ใช้ร่วมกับระบบเกียร์ของรถยนต์ โดยเมื่อต้องการใช้งานเม็ดมะยม จะต้องกดเม็ดมะยมลงแล้วหมุนเม็ดมะยมไป ¾ รอบ เพื่อปลดล็อกก่อน แล้วจึงหมุนใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบการปรับตั้งเวลาและเม็ดมะยมจากการกระทบกระแทก หรือการปรับตั้งโดยไม่ตั้งใจ ประกอบกับสายหนังลูกวัวสีขาวพร้อมตัวล็อกสายไทเทเนียม เสริมความมั่นใจด้วยการเพิ่มแถบเวลโครหรือตีนตุ๊กแกให้รัดกระชับอย่างมั่นใจอีกชั้นหนึ่ง และยังคงเป็นการผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ด้วยจำนวน 33 เรือน เท่าเดิม และตั้งราคาจำหน่ายแบบรวมภาษีเอาไว้ที่ 68,000 ฟรังก์สวิส ซึ่งหากคิดเป็นเงินไทยก็ตกอยู่ที่ประมาณ 2.77 ล้านบาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up