UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesMB&F LM FLYINGT WITH NO DIAMOND - เอดิชั่นใหม่ไร้เพชรประดับเรือน

MB&F LM FLYINGT WITH NO DIAMOND – เอดิชั่นใหม่ไร้เพชรประดับเรือน

by: ‘TomyTom’

 

Legacy Machine FlyingT (เลกาซี แมชีน ฟลายอิงที) ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกมา 3 เอดิชั่นเมื่อปี 2019 คือผลงานนาฬิการุ่นแรกที่ MB&F (เอ็มบีแอนด์เอฟ) ตั้งใจรังสรรค์ให้เป็นนาฬิกาสำหรับคุณผู้หญิงโดยเฉพาะ ทั้งยังประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการคว้ารางวัล GPHG ประจำปี 2019 ในสาขา ‘Ladies Complication Watch’ (เลดีส์ คอมพลิเคชัน วอทช์) อันหมายถึงนาฬิกาประเภทซับซ้อนสำหรับผู้หญิง จึงมั่นใจได้ว่าอนาคตของ LM FlyingT จะต้องไปได้ไกลอย่างแน่นอน อาจด้วยเหตุนี้ MB&F จึงไม่รอช้าที่จะออกเอดิชั่นใหม่มาทำตลาดเพิ่มเติมในปี 2020 โดย 2 เอดิชั่นที่ออกมาใหม่นั้นได้แก่แบบตัวเรือนแพลทินัม 950 และแบบตัวเรือนทองชาด 18K นี้ไม่ได้เป็นแบบประดับเพชรอลังการอย่างรุ่นเรือนทองขาว 18K ของ 3 เอดิชั่นแรก หากแต่ใช้ตัวเรือนขัดเงาวาววับ พร้อมลายสลักอันงดงามจากเทคนิค ‘Guilloché’ (กิโยเช) อันประณีตบนผิวหน้าปัด

 

งานตกแต่ง ‘Guilloché’ ที่สรรค์สร้างด้วยเครื่องจักรโบราณ ‘Rose-engine’ (โรสเอนจิน) บนแผ่นหน้าปัดของ 2 เอดิชั่นใหม่นี้ สรรค์สร้างโดยช่างฝีมือชั้นยอดแห่ง ‘Comblémine’ (กมเบลมีน) อันเป็นโรงงานทำหน้าปัดของนักประดิษฐ์นาฬิกาผู้เรืองนาม Kari Voutilainen (การิ โวติไลเนน) ที่เป็นพันธมิตรในการรังสรรค์ความงดงามในแนวทางคลาสสิกให้กับ MB&F มาหลายต่อหลายรุ่น พื้นหน้าปัดสีน้ำเงินโทนสว่างซึ่งตั้งใจสื่อถึงท้องฟ้าใสถูกใช้คู่กับตัวเรือนแพลทินัม 950 ขณะที่พื้นหน้าปัดสีดำซึ่งสื่อถึงท้องฟ้ายามค่ำคืนถูกใช้คู่กับตัวเรือนทองชาด 18K

 

ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ ที่สร้างความเลอเลิศให้กับ LM FlyingT จนชนะใจผู้คนไปจนถึงคณะกรรมการผู้ติดสินรางวัล GPHG อันได้แก่ รูปแบบกลไกซึ่งถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับรูปแบบการแสดงค่ายังคงไม่แตกต่างไปจาก 3 เอดิชั่นแรก นั่นก็คือ กลไกขึ้นลานอัตโนมัติ ทับทิม 30 ชิ้น ความถี่การทำงาน 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง ที่วางรูปแบบโครงสร้างให้ชิ้นส่วนกลไกทั้งหลายซ้อนทับกันในแนวตั้ง โดยชูกรงทูร์บิญองแบบ ‘Flying Tourbillon’ (ฟลายอิง ทูร์บิญอง) ที่ยึดแขวนด้วยสะพานจักรรูปทรงอักษร ‘V’ ขัดเงาวาวให้ลอยเด่นอยู่บนสุดพร้อมเสริมความเลอค่าน่าสนใจด้วยเพชรเม็ดใหญ่ติดตั้งอยู่กึ่งกลางของกรงทูร์บิญองซึ่งจะเคลื่อนหมุนรอบตัวเอง 1 รอบในทุก 60 วินาทีไปพร้อมกับกรง โดยกลไกคาลิเบรอนี้เป็นฝีมือการออกแบบและพัฒนาของทีมงาน MB&F เอง ขณะที่แผ่นหน้าปัดบอกเวลาขนาดเล็กถูกวางในแนวเอียงระดับ 50 องศาไว้ ณ ตำแหน่ง 7 นาฬิกา ซึ่งมอบทั้งความโดดเด่นและทำให้ดูเวลาจากเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีทรงงูที่ชี้ไปยังหลักชั่วโมงเลขโรมันได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องพลิกข้อมือ ส่วนสีสันที่ใช้กับหน้าปัดบอกเวลาของเอดิชั่นนี้ก็คือ แลคเกอร์สีขาว ร่วมกับหลักชั่วโมงสีดำและเข็มชี้สีน้ำเงิน ทั้งหมดนี้ปรากฏมิติความงามที่เต็มตาภายใต้โดมแซพไฟร์คริสตัลขนาดมหึมาดุจฟองอากาศ ขณะที่ด้านหลังอวดชิ้นโรเตอร์ทองชาดขนาดใหญ่ที่สลักเสลาในแบบประกายรัศมีของดวงอาทิตย์ที่เปี่ยมด้วยมิติตื้น และพาดส่วนปลายไว้บนวงแหวนสีดำปัดลาย ‘Sun-ray’ (ซันเรย์) โดยมีส่วนกึ่งกลางเป็นวงกลมโค้งนูนสีเงินเงาวาว ทำหน้าที่ขึ้นลานโดยอัตโนมัติสู่ตลับลานที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 100 ชั่วโมง เช่นเดียวกับเอดิชั่นก่อน

 

ตัวเรือนของ Legacy Machine FlyingT ทั้ง 2 เอดิชั่นใหม่ยังคงมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 38.5 มิลลิเมตร และสูงถึง 20.0 มิลลิเมตร เมื่อวัดรวมโดมแก้ว จับคู่มากับสายหนังจระเข้ล็อกด้วยหัวเข็มขัดวัสดุเดียวกับตัวเรือน จำนวนการผลิตถูกกำหนดไว้เพียงเอดิชั่นละ 18 เรือน ติดป้ายราคา 105,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.5 ล้านบาท สำหรับเอดิชั่นตัวเรือนทองชาด 18KK พร้อมสายหนังจระเข้สีดำ และ 116,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.83 ล้านบาท สำหรับเอดิชั่นตัวเรือนแพลทินัม 950 ที่มากับสายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up