UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesMB&F LM101 PALLADIUM - ครั้งแรกกับพัลลาเดียม

MB&F LM101 PALLADIUM – ครั้งแรกกับพัลลาเดียม

by: ‘TomyTom’

 

LM101 (แอลเอ็ม 101) ดูเหมือนจะเป็นนาฬิกาที่สวมใส่ใช้งานได้บ่อยครั้งกว่ารุ่นอื่นใดของ MB&F (เอ็มบีแอนด์เอฟ) ด้วยรูปลักษณ์และระบบกลไก ตลอดจนรูปแบบการแสดงค่าที่ดูมีความอนุรักษ์นิยมและไม่หวือหวามากเท่า หากแต่ยังคงคุณลักษณะอันโดดเด่นในรูปแบบเฉพาะตัวของนาฬิกาตระกูล Legacy Machine (เลกาซี แมชีน) ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยแนวคิดในการนำลักษณะนาฬิกาคลาสสิกในยุคอดีตมาปฏิวัติใหม่ในแนวทางของแบรนด์

 

MB&F LM101 ถือกำเนิดขึ้นในปี 2014 ด้วยตัวเรือนทองขาว 18K หรือทองชมพู 18K ขนาด 40.0 มิลลิเมตร ครอบด้วยโดมคริสตัลแซพไฟร์ที่เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนมาทั้งด้านนอกและด้านใน ทำให้นาฬิกามีความหนาโดยรวมอยู่ที่ 16.0 มิลลิเมตร จากนั้นก็มีแบบตัวเรือนทอง 18K และทองชมพู 18K ที่ตกแต่งผิวแท่นเครื่องด้านหน้าซึ่งเปรียบเสมือนผืนหน้าปัดหลักด้วยรูปแบบ ‘Frosted’ (ฟรอสเตด) และแบบตัวเรือนแพลทินัมตามออกมา กระทั่งล่าสุดในช่วงปลายปี 2019 นี้ MB&F ก็ปล่อยเวอร์ชั่นใหม่ในตัวเรือนพัลลาเดียมออกมาให้คนส่วนน้อยของโลกได้เป็นเจ้าของ ด้วยจำนวนการผลิตแค่ 18 เรือนเท่านั้น ทั้งยังมีฐานะเป็นนาฬิกาตัวเรือนพัลลาเดียมรุ่นแรกของ MB&F ด้วย

 

จุดสนใจหลักของ LM101 ก็คือดีไซน์ของกลไกขึ้นลานด้วยมือ ทับทิมกันสึกหรอ 23 ชิ้น พลังงานสำรอง 45 ชั่วโมง ที่ออกแบบตามแนวทางของตระกูล Legacy Machine นั่นก็คือ การวางตำแหน่งจักรกลอกขนาดใหญ่ให้ลอยเด่นอยู่เหนือแท่นเครื่องและหน้าปัด ยึดแขวนด้วยสะพานจักรทรงโค้งเพื่อให้แกว่งตัวอยู่ที่จุดศูนย์กลางของนาฬิกา โดยจักรกลอกที่มีขนาดใหญ่ถึง 14 มิลลิเมตร ของเครื่องนี้จะแกว่งตัวที่ระดับ 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง เพื่อควบคุมความเที่ยงตรงในการแสดงเวลาด้วยเข็มชั่วโมงและนาทีบนหน้าปัดขนาดเล็กที่ตำแหน่งด้านขวาบนของนาฬิกา และมอบฟังก์ชันแสดงพลังงานสำรองด้วยเข็มมาให้ด้วย โดยชี้แสดงบนหน้าปัดย่อยที่ 6 นาฬิกา กลไกชุดนี้เป็นกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) แบบแรกของ MB&F จึงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของผู้ผลิตนาฬิกาอิสระรายนี้ อีกทั้งงานตกแต่งทุกชิ้นส่วนกลไกด้วยมือตามแบบฉบับงานตกแต่งแห่งศตวรรษที่ 19 ที่มองเห็นได้ผ่านแผ่นคริสตัลแซพไฟร์ขนาดใหญ่ที่กรุบนฝาหลังยังเป็นฝีมือการออกแบบของนักประดิษฐ์นาฬิกาผู้มีชื่อเสียงโด่งดังด้านงานตกแต่งนาม Kari Voutilainen (การิ โวติไลเนน) โดยมีชื่อของเขาสลักกำกับด้วยอักษรสีดำอยู่บนสะพานจักรเคียงคู่กับชื่อ MB&F ด้วย

 

พัลลาเดียมจัดเป็นหนึ่งในโลหะหายากซึ่งอยู่ในกลุ่มวัสดุแพลทินัมเช่นเดียวกับโรเดียมและรูเธเนียม ความงามอันเหนือชั้นของพัลลาเดียมก็คือความขาวอันเป็นธรรมชาติของเนื้อวัสดุ ซึ่งด้วยความหายากทำให้ไม่ค่อยมีแบรนด์ใดนำมาใช้สร้างตัวเรือนกันมากนัก และอาจด้วยเหตุผลนี้เองที่ MB&F ตัดสินใจนำวัสดุนี้มาใช้ แน่นอนว่าเมื่อใช้วัสดุอันโดดเด่นเช่นนี้ก็ต้องมอบลักษณะพิเศษเฉพาะตัวที่คู่ควรมาด้วย แท่นเครื่องอันเปรียบเสมือนแผ่นหน้าปัดของเวอร์ชั่นนี้จึงมาในโทนสีที่ไม่เหมือนใคร โดยเป็นช่วงสีอ่อนๆ ที่อยู่ระหว่างเฉดสีฟ้าและสีเขียว ซึ่งระดับความเข้มข้นของสีสู่สายตาว่าจะหนักไปทางเฉดใดก็ขึ้นอยู่กับระดับ มุมมอง และแสงที่ตกกระทบ ทั้งยังมอบประกายอันงดงามด้วยการปัดลายแบบ ‘Sunray’ (ซันเรย์) ที่ปรากฎลักษณะเป็นแนวเส้นโค้งในแนวเดียวกันอย่างชัดเจน พร้อมสลักชื่อตระกูล ‘Legacy Machine’ กำกับไว้ ขณะที่วงหน้าปัดย่อยสีขาวทั้ง 2 วงเป็นงานเคลือบแลคเกอร์ที่มีความมันวาว ร่วมด้วยสเกลสีดำในรูปแบบคลาสสิก โดยใช้หลักชั่วโมงเป็นเลขโรมันฟอนต์บาง และหลักพลังงานสำรองเป็นเลขอารบิกสละสลวย ขณะที่เข็มชี้เป็นสเตนเลสสตีลที่ผ่านกระบวนการความร้อนทำให้เป็นสีน้ำเงินและขัดจนขึ้นเงาวาว

 

MB&F LM101 Palladium จับคู่มากับสายหนังจระเข้สีดำดีไซน์เรียบร้อย เพื่อมอบความเด่นให้กับตัวเรือนอย่างเต็มที่ ตัวล็อกสายก็ทำจากพัลลาเดียมเช่นเดียวกับตัวเรือน สำหรับราคาของประดิษฐกรรมเวลาที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 18 เรือนเวอร์ชั่นนี้ถูกตั้งไว้ที่ 55,000 ฟรังก์สวิส หรือราว 1.8 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษีขาย)

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up