UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesMIDO OCEAN STAR 200C CARBON - ดำน้ำร่างคาร์บอนในราคาน่าคบหา

MIDO OCEAN STAR 200C CARBON – ดำน้ำร่างคาร์บอนในราคาน่าคบหา

by: ‘TomyTom’

 

ส่วนใหญ่แล้ว การนำคาร์บอนมาใช้สร้างตัวเรือนนาฬิกามักพบเห็นในแบรนด์ระดับไฮเอนด์ ดังนั้นเมื่อแบรนด์ระดับกลางอย่าง Mido (มิโด) นำเอาคาร์บอนมาสร้างเป็นตัวเรือนของตระกูลนาฬิกาดำน้ำที่ได้รับความนิยมสูงอย่าง Ocean Star (โอเชียน สตาร์) ย่อมทำให้ตลาดสั่นสะเทือนอยู่ไม่น้อย และชื่ออย่างเป็นทางการของนาฬิการุ่นนี้ก็คือ Ocean Star 200 C Carbon (โอเชียน สตาร์ 200 ซี คาร์บอน) โดยเป็นการผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ด้วยจำนวนเพียง 888 เรือน โดยมีการสลักข้อความ ‘Limited Edition’ และ ‘One of 888’ (วัน ออฟ 888) ไว้บนขอบฝาหลัง

MITSUBISHI

 

ตัวเรือนสีดำผิวด้าน ขนาด 42.5 มิลลิเมตร ที่มากับลายซับซ้อนงามตาของรุ่นนี้ ถูกสร้างขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิต อันเป็นครั้งแรกของแบรนด์ที่ใช้วัสดุชนิดนี้กับนาฬิกาของตน โดยนำมาประกอบเข้ากับตัวเรือนชั้นในที่เป็นสเตนเลสสตีล และมีขอบตัวเรือนชนิดหมุนได้ทิศทางเดียวที่ทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบดำด้วยเทคนิค PVD ผิวขัดเงาติดตั้งแผ่นวงแหวนเซรามิกสีดำผิวเงา โดยมีสเกลเป็นร่องสลักลงสีขาวเว้นแต่จากตำแหน่ง 0-15 นาที เป็นสีส้ม กระจกหน้าปัดเป็นคริสตัลแซพไฟร์ที่เคลือบสารกันแสงสะท้อนมาให้ทั้ง 2 ฝั่ง และใช้ฝาหลังแบบแผ่นทึบที่เป็นสเตนเลสสตีลเคลือบดำด้วยเทคนิค PVD ปัดผิวลายเส้นวงที่ส่วนริมและขัดเงาที่ส่วนลาด และปั๊มส่วนกลางเป็นภาพนูนรูปปลาดาวและลอนคลื่นผิวขัดเงาบนพื้นพ่นทราย ซึ่งเมื่อผนึกเข้ากับตัวเรือนแล้วจะวัดความหนาโดยรวมได้ 12.3 มิลลิเมตร ส่วนการกันน้ำก็กระทำได้ถึง 20 บาร์ ซึ่งเทียบเท่ากับความลึก 200 เมตร จากการใช้เม็ดมะยมชนิดขันเกลียวซึ่งทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบดำด้วยเทคนิค PVD ขัดเงา

 

หน้าปัดของนาฬิกาทำขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิตสีดำผิวด้านลายซับซ้อนเช่นเดียวกับตัวเรือน ชิ้นหลักชั่วโมงเป็นแบบวงกลมสีเงิน โดยมีตำแหน่ง 12 นาฬิกา เป็นรูปสามเหลี่ยมสีเงิน ขณะที่ชิ้นอักษรชื่อแบรนด์ก็เป็นสีเงินด้วยเช่นกัน เข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีเป็นรูปทรงคล้ายไม้พายฉลุโปร่ง โดยเข็มชั่วโมงจะเป็นสีเงินผิวปัดลาย ส่วนเข็มนาทีเคลือบด้วยแลคเกอร์สีส้มผิวเงาเพื่อให้เข้ากับสเกล 0-15 นาที บนขอบตัวเรือน และเข็มวินาทีเป็นสีเงินทรงเรียวที่มีแป้นทรงกลมมาให้ เคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีขาวเช่นเดียวกับบนหลักชั่วโมง เข็มชั่วโมงกับเข็มนาที และจุดกลม ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา บนขอบตัวเรือน ขณะที่สเกลและข้อความต่างๆ บนหน้าปัด รวมไปถึงอักษรกับตัวเลขบนจานวันที่สีดำ และข้อความ ‘Limited Edition’ ที่ตำแหน่ง 9-11 นาฬิกา ถูกพิมพ์ด้วยสีขาวเพื่อให้อ่านค่าได้ชัดเจน

 

ตัวเรือนของรุ่นนี้จับคู่มากับสายยางสีดำลายลอนคู่ พร้อมตัวล็อกแบบบานพับสเตนเลสสตีลเคลือบดำด้วยเทคนิค PVD ที่สามารถปรับเพิ่มระดับความยาวได้ โดยมีสายยางสีดำที่ประกบด้วยบนด้วยผ้าสังเคราะห์สีดำ เย็บด้ายสีส้ม พร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลเคลือบดำด้วยเทคนิค PVD ไว้ให้สลับใช้งานอีก 1 ชุด ซึ่งสายทั้ง 2 จะล็อกเข้ากับตัวเรือนด้วยระบบ ‘Quick Release’ (ควิก รีลีส) เพื่อให้ถอดเปลี่ยนได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ ช่วย

 

กลไกที่ขับเคลื่อนนาฬิการุ่นนี้เป็นกลไกอัตโนมัติ บอกเวลา 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชันบอกวันและวันที่ ความถี่การทำงาน 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง จำนวนทับทิม 25 เม็ด พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง Cal.80 ซึ่งเป็นเครื่อง ETA C07.821 เวอร์ชั่นสูงที่ใช้สายใยจักรกลอกซิลิกอน และปรับตั้งอย่างละเอียดให้ผ่านการทดสอบความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ของ COSC และมีการบ่งบอกด้วยการพิมพ์ข้อความ ‘Chronometer’ ไว้บนหน้าปัด

 

Mido ตั้งราคาจำหน่ายนาฬิกาผลิตจำนวนจำกัด 888 เรือน รุ่นนี้ไว้ที่ 79,000 บาท ซึ่งต้องบอกว่าเป็นราคาที่ดีมากๆ สำหรับนาฬิกาที่ใช้ตัวเรือนคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิตเช่นนี้

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up