UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesNEW BREITLING CHRONOMAT COLLECTION - เจเนอเรชั่นใหม่ของตระกูลดัง

NEW BREITLING CHRONOMAT COLLECTION – เจเนอเรชั่นใหม่ของตระกูลดัง

by: ‘TomyTom’

 

Chronomat (โครโนแมท) คอลเลกชั่นนาฬิกายอดนิยมของ Breitling (ไบรท์ลิง) มีลักษณะเป็นนาฬิกาสปอร์ตอเนกประสงค์ที่เหมาะกับการสวมใส่ใช้งานในทุกสถานการณ์ เฉกเช่นรถยนต์ประเภท SUV ต่างจากคอลเลกชั่นอื่นๆ ซึ่งมีคุณลักษณะเป็นนาฬิกาแบบอุปกรณ์ใช้งานในสาขาต่างๆ กำเนิดแรกของ Chronomat มีขึ้นเมื่อปี 1984 ด้วยรูปแบบนาฬิกากลไกจักรกลเรือนแกร่ง ท้าทายความนิยมของนาฬิกาควอตซ์ตัวเรือนสุดบาง ณ ช่วงเวลานั้น ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยเป็นอีกหนึ่งพลังที่นำนาฬิกาจักรกลกลับสู่ความนิยม หลังจากแทบสูญหายตายจากด้วยสึนามิเครื่องควอตซ์ที่โหมกระหน่ำในยุค 1970s นับแต่นั้น Chronomat ก็ดำเนินตัวตนมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการอัพเดทสเปกและรูปลักษณ์ตามยุคสมัย และ ณ ปี 2020 นี้ เจเนอเรชั่นใหม่ของ Chronomat ก็เผยโฉมออกมาด้วยรูปโฉมที่บรรจงออกแบบให้เหมาะกับยุคสมัยปัจจุบันเป็นที่สุด

 

เมื่อดีไซน์แบบย้อนยุคกลายเป็นกระแสนิยมที่ผู้คนในวันนี้ถวิลหา Breitling จึงนำลักษณะความคลาสสิกของ Chronomat รุ่นต้นฉบับสมัยทศวรรษ 1980s มาเป็นรูปแบบอ้างอิงในการสร้างสรรค์เจเนอเรชั่นใหม่ของ Chronomat ลักษณะขอบตัวเรือนชนิดหมุนได้ทิศทางเดียว ซึ่งมีการยกสันบริเวณตำแหน่งนาทีหลัก 4 ตำแหน่งให้นูนเด่นขึ้น และรูปแบบสายโลหะที่เรียกว่า ‘Rouleaux’ (อูโลซ์) ซึ่งมีลักษณะคล้ายขบวนลูกกลิ้งพร้อมตัวล็อกชนิดปีกผีเสื้อจึงถูกนำมาใช้เป็นจุดเด่นของงานออกแบบในเจเนอเรชั่นใหม่นี้ ผสานเข้ากับแนวคิดตามรากฐานดั้งเดิมของชื่อ Chronomat ที่ Breitling เคยใช้กับนาฬิกาบางแบบของตนในยุค 1940s มาก่อน ซึ่งสื่อความหมายถึงคำว่า ‘Chronograph for Mathematics’ (โครโนกราฟ ฟอร์ แมธเมติกส์) หรือการจับเวลาเพื่อการคำนวณ บวกด้วยลักษณะเด่นของคอลเลกชั่นแรกของ Chronomat เมื่อปี 1984 ที่ชูลักษณะนาฬิกากลไกจักรกลขึ้นลานอัตโนมัติเป็นจุดขายหลัก Chronomat เจเนอเรชั่นใหม่นี้จึงเปิดตัวมาในรูปแบบนาฬิกาโครโนกราฟตัวเรือนขนาด 42.0 มิลลิเมตร กันน้ำ 200 เมตร ที่ใช้ฝาหลังชนิดกรุแผ่นคริสตัลแซพไฟร์เพื่อเผยให้เห็นกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ ‘In-house’ (อินเฮาส์) ชั้นยอดที่แสดงค่าต่างๆ ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งด้วยดีไซน์หน้าปัดที่อ่านค่าได้ง่ายจากความเรียบง่ายของแท่งหลักชั่วโมงทรงเหลี่ยม สเกล ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) บริเวณขอบหน้าปัดและสเกลต่างๆ ที่คมชัด เลขอารบิกฟอนต์อ่านง่าย ชี้แสดงด้วยเข็มเล่มเรียว และมีการเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) ไว้บนทุกหลักชั่วโมงและเข็มชี้

 

กลไกที่ใช้กับ Chronomat เจเนอเรชั่นใหม่ยังคงเป็นเครื่อง ‘In-house’ ขึ้นลานอัตโนมัติ โครโนกราฟจับเวลา 12 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันวันที่ Breitling Manufacture Caliber 01 (ไบรท์ลิง แมนูแฟกเจอร์ คาลิเบรอ ซีโรวัน) ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ที่ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงตามมาตรฐานโครโนมิเตอร์ของ COSC ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในนาฬิการุ่น Chronomat 01 ตั้งแต่เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ความยอดเยี่ยมของคาลิเบรอนี้คือพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 70 ชั่วโมง และการเป็นกลไกโครโนกราฟที่ใช้ระบบ ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) และ ‘Vertical-clutch’ (เวอร์ติคัลคลัตช์) ที่คนรักนาฬิกาจับเวลาชื่นชอบ

 

เจเนอเรชั่นใหม่ของ Chronomat ถูกนำเสนอด้วยรุ่น Chronomat B01 42 (โครโนแมท บีซีโรวัน ฟอร์ตีทู) ตัวเรือนขนาด 42.0 มิลลิเมตร หนา 15.1 มิลลิเมตร ผนึกกระจกหน้าปัดแซพไฟร์ทรงโค้งเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนไว้ทั้ง 2 ฝั่ง ในหลากแบบหลายเวอร์ชั่นด้วยวัสดุและสีสันขององค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไป โดยแบบสเตนเลสสตีลล้วนคู่กับสายสเตนเลสสตีลแบบ ‘Rouleaux’ นั้นมีให้เลือกทั้งหน้าปัดสีเงิน สีทองแดง และสีน้ำเงิน ซึ่งทั้ง 3 เวอร์ชั่นจะมาพร้อมวงหน้าปัดขนาดเล็กพร้อมขอบสีดำ และเวอร์ชั่นหน้าปัดสีดำซึ่งมาพร้อมวงหน้าปัดขนาดเล็กสีเงิน ทั้งหมดนี้ใช้เข็มกับหลักชั่วโมงเป็นสีเงิน

 

ส่วนแบบทูโทนจะมีให้เลือก 2 รูปแบบ คือเวอร์ชั่นที่ใช้เม็ดมะยม ปุ่มกด และชิ้นหลักนาที 4 ตำแหน่งบนขอบตัวเรือนเป็นทองชาด 18K และใช้หลักชั่วโมง ขอบหน้าปัดย่อย และเข็มชี้เป็นสีทองชาด ร่วมกับหน้าปัดสีเงินคู่กับสายสเตนเลสสตีลแบบ ‘Rouleaux’ และเวอร์ชั่นที่ใช้ขอบตัวเรือน เม็ดมะยม ปุ่มกด เป็นทองชาด 18K และใช้หลักชั่วโมงกับเข็มสีทองชาดร่วมกับหน้าปัดสีน้ำเงินล้วน หรือหน้าปัดสีเทาแอนธราไซต์ที่มีวงหน้าปัดขนาดเล็กสีดำโดยจับคู่กับสายสเตนเลสสตีลแบบ ‘Rouleaux’ ที่มีข้อสายเป็นทองชาด 18K ขณะที่เวอร์ชั่น Bentley (เบนท์ลีย์) จะใช้ตัวเรือนสเตนเลสสตีล คู่กับสายสเตนเลสสตีลแบบ ‘Rouleaux’ จับคู่กับหน้าปัดสีเขียว ร่วมกับวงหน้าปัดขนาดเล็กและขอบหน้าปัดย่อยสีดำ ใช้ฝาหลังชนิดกรุคริสตัลแซพไฟร์ มีคำว่า ‘Bentley’ สลักอยู่บนขอบฝาหลังเพื่อบ่งบอกสถานะ แต่แบบที่หรูหราที่สุดเป็นรุ่นตัวเรือนทองชาด 18K ร่วมกับหน้าปัดสีเทาแอนธราไซต์ที่มีวงหน้าปัดขนาดเล็กสีดำ สวมคู่กับสายยางสีดำแบบ ‘Diver Pro II’ (ไดเวอร์ โปร ทู) ล็อกด้วยตัวพับล็อกทองชาด 18K ให้อารมณ์นาฬิกาแนวสปอร์ตหรู โดยทั้งหมดที่กล่าวมาใช้เข็มวินาทีจับเวลากับสเกล 100 บนขอบหน้าปัดเป็นสีแดง ส่วนพื้นของจานดิสก์วันที่จะใช้เป็นสีเดียวกับพื้นวงหน้าปัดย่อยเพื่อความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

นอกจาก Chronomat B01 42 กับ Chronomat B01 42 Bentley ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นมาตรฐานแล้ว ยังมีรุ่นพิเศษผลิตจำนวนจำกัด 250 เรือน Chronomat B01 42 Frecce Tricolori Limited Edition (โครโนแมท บีซีโรวัน ฟอร์ตีทู เฟรกเช ตริโคโลรี ลิมิเต็ด เอดิชั่น) เพื่อรำลึกถึงนาฬิกา Frecce Tricolori ที่ Breitling ร่วมกับฝูงบิน ‘Frecce Tricolori’ ของอิตาลีสร้างขึ้นมาในปี 1983 อันเป็นแรงบันดาลใจให้ Breitling สร้างนาฬิกาคอลเลกชั่น Chronomat ออกสู่ตลาดในปี 1984 ความพิเศษของนาฬิกาผลิตจำนวนจำกัดรุ่นนี้อยู่ที่หน้าปัดสีน้ำเงินล้วนที่มีตราสัญลักษณ์ ‘Frecce Tricolori’ ปรากฏแทนตรา Breitling ใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ใช้เข็มกับหลักชั่วโมงสีเงิน และมีข้อความ ‘One of 250’ (วัน ออฟ 250) สลักอยู่บนขอบฝาหลังของตัวเรือนสเตนเลสสตีลที่จับคู่มากับสายสเตนเลสสตีลแบบ ‘Rouleaux’

 

ราคาจำหน่ายของ Chronomat B01 42 เจเนอเรชั่นใหม่ปี 2020 เริ่มต้นที่ 8,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 267,000 บาทสำหรับแบบตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล ขณะที่เวอร์ชั่น Bentley จะสูงขึ้นเล็กน้อยเป็น 8,250 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 272,000 บาทเท่ากับเวอร์ชั่นผลิตจำนวนจำกัด Frecce Tricolori ส่วนเวอร์ชั่นทูโทนที่มีปริมาณทองน้อยกว่าจะอยู่ที่ 9,350 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 309,000 บาท แต่หากเป็นเวอร์ชั่นทูโทนที่มีขอบตัวเรือนเป็นทองชาด 18K ทั้งวง และมีข้อสายเป็นทองชาด 18K จะเพิ่มมาเป็น 12,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 399,000 บาท ปิดท้ายด้วยเวอร์ชั่นตัวเรือนทองชาด 18K สายยางที่วางราคาไว้ 20,200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 667,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up