UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesOMEGA CONSTELLATION 41 MM - แมนฮัตตันในร่างใหญ่

OMEGA CONSTELLATION 41 MM – แมนฮัตตันในร่างใหญ่

by: ‘TomyTom’

 

ก่อนหน้านี้ Omega (โอเมก้า) ได้นำเสนอเจเนอเรชั่นใหม่ของตระกูล Constellation (คอนสเตลเลชั่น) สำหรับผู้ชายด้วย Constellation Gents Co-Axial Master Chronometer 39 mm (คอนสเตลเลชั่น เจนท์ส โคแอ็กเซียล มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์ 39 มิลลิเมตร) ขนาดตัวเรือน 39.0 มิลลิเมตร กับรุ่น Constellation Gents Co-Axial Master Chronometer 36 mm และ Constallation Gents Quartz 36 mm (คอนสเตลเลชั่น เจนท์ส ควอตซ์ 36 มิลลิเมตร) ขนาดตัวเรือน 36.0 มิลลิเมตร ออกสู่ตลาดด้วยตัวเรือนทรงถังเบียร์ในรูปโฉมที่คมคาย และมอบความละเมียดด้วยความต่างของผิวขัดเงากับงานปัดลายบนบริเวณต่างๆ ของตัวเรือนและสาย ร่วมด้วยดีไซน์ใหม่ของเข็มและชิ้นหลักชั่วโมง โดยลักษณะมิติอันแปลกตาของหลักชั่วโมงนั้นได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากอาคาร ‘Freedom Tower’ (ฟรีดอม ทาวเออร์) ในย่านแมนฮัตตันของมหานครนิวยอร์ก ที่มีลักษณะเด่นอยู่ตรงรูปแบบสามเหลี่ยมสันของตึก โดยยังคงรักษารูปแบบที่นำเจเนอเรชั่นต่างๆ ของตระกูล Constellation นับตั้งแต่รุ่น Constellation Manhattan (คอนสเตเลชั่น แมนฮัตตัน) ตั้งแต่ปี 1982 เป็นต้นมา มาประมวลผลแล้วตีความใหม่ให้เหมาะกับยุคปัจจุบัน แต่สำหรับ Constellation Gents Co-Axial Master Chronometer 41 mm ตัวเรือนขนาด 41.0 มิลลิเมตร ที่เพิ่งออกมาใหม่นี้ แม้ในภาพรวมจะเหมือนว่าแค่ขยายขนาดตัวเรือนขึ้นอีก 2.0 มิลลิเมตร (ซึ่งก็หนาขึ้นอีกราว 1.0 มิลลิเมตร ด้วย) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ซื้อ แต่จริงๆ แล้วมีการปรับดีไซน์ให้แตกต่างออกไปด้วยสีของขอบตัวเรือนที่ทำให้นึกถึงเจเนอเรชั่นแรกของ Constellation Manhattan เมื่อปี 1982

 

รุ่นตัวเรือนขนาด 41.0 มิลลิเมตร นี้ ขอบตัวเรือนสเตนเลสสตีลหรือทอง ‘Sedna’ (เซดนา) 18K หรือทอง 18K สลักเลขโรมันสำหรับอ้างอิงชั่วโมงอย่างที่เห็นบนรุ่นตัวเรือนขนาด 39.0 มิลลิเมตร ถูกเปลี่ยนมาเป็นเซรามิกขัดเงาสีดำหรือสีน้ำเงินเข้ม ฝังเลขโรมัน ‘LiquidMetal’ (ลิควิดเมทัล) สีเงิน หรือ ‘Ceragold’ (เซราโกลด์) สีทอง ขณะที่สันคานคู่ขัดเงาทั้งฝั่งซ้าย-ขวานั้นเป็นสเตนเลสสตีล ทอง 18K หรือทอง ‘Sedna’ 18K โดยยังคงมีให้เลือกทั้งเวอร์ชั่นตัวเรือนสเตนเลสสตีล เวอร์ชั่นตัวเรือนสองกษัตริย์ เวอร์ชั่นตัวเรือนทอง 18K และเวอร์ชั่นตัวเรือนทอง ‘Sedna’ 18K ซึ่งลักษณะการใช้ขอบตัวเรือนเป็นสีเข้มเช่นนี้คือดีไซน์ที่อิงกับ Constellation Manhattan ปี 1982 อย่างชัดเจน ความสามารถในการกันน้ำยังคงอยู่ที่ 50 เมตร และใช้กระจกหน้าปัดเป็นแซพไฟร์คริสตัลทรงโดม เคลือบสารกันแสงสะท้อนไว้บนทั้ง 2 ฝั่งของกระจก ฝาหลังกรุแผ่นแซพไฟร์ทรงโดมเช่นเดียวกับขนาด 39.0 มิลลิเมตร ส่วนสายที่จับคู่มากับขนาด 41.0 มิลลิเมตร นี้เป็นสายยางชนิดต่อต้านแบคทีเรีย ซึ่งมีแผ่นหนังประกบไว้ด้านบน ล็อกด้วยตัวล็อกชนิดบานพับ แต่ก็ยังมีเวอร์ชั่นเรียบง่ายที่เป็นตัวเรือนสเตนเลสสตีล มากับขอบตัวเรือนสเตนเลสสตีลปัดลายเซอร์คูลาร์ สลักเลขโรมันลงสีดำ จับคู่กับสายยางสีดำลายสวยให้เลือกอยู่ 1 แบบด้วย

 

อีกประการหนึ่งที่ขนาด 41.0 มิลลิเมตร ต่างไปจากขนาด 39.0 และ 36.0 มิลลิเมตร ของ Constellation Co-Axial Master Chronometer ก็คือกลไกที่เปลี่ยนจาก Cal.8800 (สำหรับตัวเรือนสเตนเลสสตีล) หรือ Cal.8801 (สำหรับตัวเรือนทอง) มาเป็น Cal.8900 หรือ Cal.8901 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า และใช้ตลับลาน 2 ชุด ซึ่งทำให้สามารถสำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่า Cal.8800/8801 ถึง 5 ชั่วโมง ทั้งยังมีระบบฟังก์ชันไทม์โซนที่สามารถปรับตั้งเข็มชั่วโมงโดยอิสระได้ ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนไทม์โซนได้อย่างสะดวกรวดเร็วเมื่อเดินทางข้ามเขตเวลา อันเป็นคุณประโยชน์ในการใช้งานที่ผู้ต้องเดินทางบ่อยๆ ชื่นชอบกันมาก ส่วนคุณสมบัติพื้นฐานของกลไกยังคงเหมือนกัน คือเป็นเครื่อง ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ ควบคุมเวลาด้วย ‘Co-Axial Escapement’ (โคแอ็กเซียล เอสเคปเมนต์) และใช้สายใยจักรกลอกซิลิกอน ทำงานที่ความถี่ 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชั่นวันที่ ซึ่งผ่านการทดสอบตามมาตรฐานมาสเตอร์โครโนมิเตอร์ของ ‘METAS’ (เมตาส) ทั้งด้านความเที่ยงตรงในการทำงาน และการต้านทานสนามแม่เหล็กได้ถึงระดับ 15,000 เกาส์ โดยความแตกต่างของรหัสกลไกที่ลงท้ายด้วย 00 กับ 01 ก็คือ 01 จะใช้แป้นทับจักรกลอกและชิ้นโรเตอร์ที่ทำจากทอง ‘Sedna’ 18K

 

Omega เปิดตัว Constellation Co-Axial Master Chronometer 41 mm ออกมาพร้อมกัน 8 เวอร์ชั่น ได้แก่

1) ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขอบตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมเลขโรมันสีดำ หน้าปัดสีเทาโรเดียมผิวลายนูนดุจแพรไหม ลายคล้ายเกล็ดน้ำแข็ง หลักชั่วโมง โลโก้ ดวงดาว และเข็มสีดำ สายยางสีดำ ราคา 203,000 บาท

2) ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำพร้อมเลขโรมัน ‘LiquidMetal’ หน้าปัดสีเทาโรเดียมผิวลายนูนดุจแพรไหม ลายคล้ายเกล็ดน้ำแข็ง หลักชั่วโมง โลโก้ ดวงดาว และเข็มสีดำ สายยางสีดำผนึกสายหนังสีดำ ราคา 226,000 บาท

3) ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขอบตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินพร้อมเลขโรมัน ‘LiquidMetal’ หน้าปัดสีน้ำเงินมปัดลาย ‘Sun-brushed’ (ซันบรัชด์) หลักชั่วโมง ดวงดาว โลโก้ และเข็มเคลือบโรเดียม สายยางสีน้ำเงินผนึกสายหนังสีน้ำเงิน ราคา 226,000 บาท

4) ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำพร้อมเลขโรมัน ‘LiquidMetal’ หน้าปัดสีดำปัดลาย ‘Sun-brushed’ หลักชั่วโมง ดวงดาว โลโก้ และเข็มเคลือบโรเดียม สายยางสีดำผนึกสายหนังสีดำ ราคา 226,000 บาท

 

5) ตัวเรือนสเตนเลสสตีลร่วมกับเม็ดมะยม สันคาน และท่อนข้อสายเป็นทอง ‘Sedna’ 18K ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำพร้อมเลขโรมัน ‘Ceragold’ หน้าปัดสีเทาโรเดียมผิวนูนดุจแพรไหม ลายคล้ายเกล็ดน้ำแข็ง หลักชั่วโมง โลโก้ ดวงดาว และเข็มเป็นทอง ‘Sedna’ 18K สายยางสีเทาผนึกสายหนังสีเทา ราคา 301,000 บาท

6) ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ร่วมกับเม็ดมะยม สันคาน และท่อนข้อสายเป็นทอง ‘Sedna’ 18K ขอบตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินพร้อมเลขโรมัน ‘Ceragold’ หน้าปัดสีน้ำเงินปัดลาย ‘Sun-brushed’ หลักชั่วโมง โลโก้ ดวงดาว และเข็มเป็นทอง ‘Sedna’ 18K สายยางสีน้ำเงินผนึกสายหนังสีน้ำเงิน ราคา 301,000 บาท

 

7) ตัวเรือนทอง 18K ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำ หน้าปัดสีดำปัดลาย ‘Sun-brushed’ พร้อมเลขโรมัน ‘Ceragold’ หลักชั่วโมง โลโก้ ดวงดาว และเข็มเป็นทอง 18K สายยางสีดำผนึกสายหนังสีดำ ราคา 710,000 บาท

8) ตัวเรือนทอง ‘Sedna’ 18K ขอบตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงิน หน้าปัดสีน้ำเงินปัดลาย ‘Sun-brushed’ พร้อมเลขโรมัน ‘Ceragold’ หลักชั่วโมง โลโก้ ดวงดาว และเข็มเป็นทอง ‘Sedna’ 18K สายยางสีน้ำเงินผนึกสายหนังสีน้ำเงิน ราคา 710,000 บาท

 

แต่หากใครอยากได้เป็นสายหนังทั้งเส้นหรือสายโลหะก็สามารถซื้อสายของรุ่น 39.0 มิลลิเมตร มาเปลี่ยนใช้ได้เพราะ Omega ตั้งใจออกแบบให้ส่วนปลายของตัวเรือนทั้ง 2 ไซส์มีความกว้างเท่ากันเพื่อให้ใช้สายร่วมกันได้ ส่วนกำหนดการวางจำหน่ายนั้นของรุ่น 41.0 มิลลิเมตร นี้ ทาง Omega แจ้งไว้ว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 เป็นต้นไป

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up