UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesOMEGA CONSTELLATION 41MM METEORITE COLLECTION - ทางเลือกใหม่กับหน้าปัดอุกกาบาต

OMEGA CONSTELLATION 41MM METEORITE COLLECTION – ทางเลือกใหม่กับหน้าปัดอุกกาบาต

by: ‘TomyTom’

 

Constellation (คอนสเตลเลชั่น) คือหนึ่งในคอลเลกชั่นนาฬิกาเก่าแก่ของ Omega (โอเมก้า) ที่ยังคงมีทายาทสืบสานต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งตั้งแต่ปี 1952 ที่ถือกำเนิดเกิดขึ้นครั้งแรก ก็ได้รับการปรับปรุงและอัพเดทมาอย่างต่อเนื่องเจเนอเรชั่นแล้วเจเนอเรชั่นเล่า และกับเจเนอเรชั่นปัจจุบันที่ออกมาตั้งแต่ปี 2019 ในร่างขนาดเล็กสำหรับผู้หญิง และปี 2020 ในร่างขนาดใหญ่สำหรับผู้ชาย ก็เป็นการหวนกลับไปนำรูปโฉมของซีรีส์ Constellation Manhattan (คอนสเตลเลชั่น แมนฮัตตัน) สมัยยุคทศวรรษ 1980s กลับมาสร้างขึ้นใหม่ จึงมีความงามคลาสสิกแบบร่วมสมัยที่โดนใจผู้คนมากมาย และบัดนี้ Omega ก็ได้เพิ่มทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจยิ่งด้วยหน้าปัด ‘Meteorite’ (เมทีโอไรต์) ซึ่งก็คืออุกกาบาตแท้ๆ จากนอกโลก โดยเผยโฉมออกมาพร้อมกันมากมายถึง 20 แบบ ใน 4 ขนาดตัวเรือน คือ 41.0 มิลลิเมตร 29.0 มิลลิเมตร 28.0 มิลลิเมตร และ 25.0 มิลลิเมตร ขนาดละ 5 แบบด้วยกัน ซึ่งขนาดที่เลือกมานำเสนอนี้เป็นไซส์ 41.0 มิลลิเมตร สำหรับผู้ชาย

MITSUBISHI

 

ความโดดเด่นอันเป็นที่จดจำของ Constellation เจเนอเรชั่นปัจจุบัน เห็นจะเป็นดีไซน์อันสละสลวยไม่เหมือนใครของตัวเรือนทรง ‘Tonneau’ (ตอนโน) และแนวเส้นโค้งแบบเสี้ยวจันทร์ ลักษณะของสันบ่าบแนวขวางบริเวณด้านข้างของขอบตัวเรือนที่ดูราวกับกงเล็บที่กุมวงขอบตัวเรือนเอาไว้ ร่วมด้วยหลักชั่วโมงเลขโรมันบนขอบตัวเรือน ล้อมชิ้นหลักชั่วโมงทรงแท่งเหลี่ยมบนหน้าปัดเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง และสายโลหะดีไซน์แบบ ‘Integrated’ (อินทีเกรเตด) สไตล์คลาสสิก ที่ผสานกลมกลืนกับรูปทรงตัวเรือนได้อย่างลงตัว โดยนำเสนอมาพร้อมกับหน้าปัดหินอุกกาบาตทำสีต่างกัน 5 สี

 

อุกกาบาตที่ Omega นำมาใช้ทำหน้าปัดนี้ เป็นอุกกาบาต ‘Muonionalusta Meteorite’ (มิวโอเนียนอลัสตา เมทีโอไรต์) จากประเทศสวีเดน ซึ่งอาจถือเป็นอุกกาบาตที่เก่าแก่ที่สุดที่ตกลงสู่พื้นโลก ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 4.5 พันล้านปีมาแล้ว โดยเป็นอุกกาบาตที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบหลัก และมีนิกเกิลอยู่ในปริมาณที่มีนัยสำคัญ ก่อเกิดเป็นลักษณะลายเส้นแบบที่เรียกว่าลาย ‘Widmanstätten’ (วิดแมนสตาตเตน) คล้ายกับอุกกาบาต ‘Gibeon’ (กีเบียน) แต่มีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อยในเชิงโครงสร้าง และเมื่อเป็นวัตถุธรรมชาติ ลายเส้นในเนื้อผิวที่งามแปลกตาไม่เหมือนวัตถุใดในโลกของหน้าปัดแต่ละชิ้นจึงไม่มีทางที่จะซ้ำกัน

 

นาฬิกาที่ใช้หน้าปัดชนิดนี้จึงถือได้ว่าเป็นชิ้นงานแบบ ‘Unique Piece’ (ยูนีค พีซ) เพียงชิ้นเดียวในโลก ขณะที่สีซึ่งปรากฏบนพื้นผิวซึ่งมีให้เลือกกัน 5 สี นั้นทาง Omega ใช้เทคโนโลยีการทำสีด้วยเทคนิค PVD สำหรับหน้าปัดทอง ‘Sedna’ (เซดนา) 18K หน้าปัดทอง ‘Moonshine’ (มูนไชน์) 18K หน้าปัดสีเขียว และหน้าปัดสีน้ำเงิน เว้นแต่หน้าปัดสีเงินเท่านั้นเกิดขึ้นจากการทำ ‘Galvanic’ (กัลวานิก) เพื่อให้สีมีลักษณะคล้ายสีดั้งเดิมของอุกกาบาตมากที่สุด ขณะที่ชิ้นหลักชั่วโมง โลโก้ และดวงดาวประดับหน้าปัดนั้นทำขึ้นจากทอง ‘Sedna’ 18K ทอง ‘Moonshine’ 18K ทองขาว 18K และโลหะเคลือบ PVD สีดำ ตามแต่กำหนดให้แต่ละสีหน้าปัด

 

5 แบบของ Constellation หน้าปัด Meteorite ได้แก่ 1. แบบตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล ขอบเรือนเซรามิกสีดำผิวเงา หน้าปัด ‘Meteorite’ สีเทาเงิน หลักชั่วโมง ดาว โลโก้ และเข็มสีดำ ราคา 358,000 บาท 2. แบบตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล ขอบเรือนเซรามิกสีเขียวผิวเงา หน้าปัด ‘Meteorite’ เคลือบสีเขียว หลักชั่วโมง ดาว โลโก้ และเข็มสีเงิน ราคา 358,000 บาท 3. แบบตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล ขอบเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ผิวทราย หน้าปัด ‘Meteorite’ เคลือบสีน้ำเงิน หลักชั่วโมง ดาว โลโก้ และเข็มสีเงิน ราคา 346,000 บาท

 

4. แบบตัวเรือนและสายทอง ‘Moonshine’ 18K ขอบเรือนทอง ‘Moonshine’ 18K ผิวทราย (ซึ่งเป็นแบบแรกของ Constellation ที่ใช้ทองสูตรเฉพาะของ Omega ชนิดนี้) หน้าปัดเคลือบทอง ‘Moonshine’ หลักชั่วโมง ดาว โลโก้ และเข็มทอง ‘Moonshine’ ราคา 1.567 ล้านบาท และ 5. แบบตัวเรือนและสายทอง ‘Sedna’ 18K ขอบเรือนทอง ‘Sedna’ 18K ผิวทราย หน้าปัดเคลือบทอง ‘Sedna’ หลักชั่วโมง ดาว โลโก้ และเข็มทอง ‘Sedna’ ราคา 1.567 ล้านบาท โดยขอบเรือนซึ่งเป็นโลหะนั้น หลักชั่วโมงเลขโรมันจะเป็นผิวนูน ส่วนขอบเรือนเซรามิกจะใช้หลักชั่วโมงเลขโรมันจะเป็น ‘LiquidMetal’ (ลิควิดเมทัล)

 

กลไกที่ใช้กับ Constellation ขนาด 41.0 มิลลิเมตร ความหนารวมกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลและฝาหลังกรุแซพไฟร์คริสตัล 13.5 มิลลิเมตร กันน้ำได้ 50 เมตร เป็นเครื่อง ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ จำนวนทับทิม 39 เม็ด ระบบปล่ีอยจักรแบบ ‘Co-axial’ (โคแอ็กเซียล) สายใยจักรกลอกซิลิกอน ความถี่การทำงาน 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง ที่สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง จากตลับลานคู่ รับรองความเที่ยงตรงและการต้านทานสนามแม่เหล็กตามมาตรฐาน ‘Master Chronometer’ (มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์) ของ ‘METAS’ (เมตาส) บอกเวลาแบบ 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชันวันที่ และมีฟังก์ชัน ‘Time-zone’ (ไทม์โซน) ให้สามารถปรับเลื่อนเวลาไปข้างหน้าเป็นจังหวะละ 1 ชั่วโมง เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนเวลาเมื่อเดินทางเข้าสู่เขตเวลาที่ต่างไปจากเดิม โดยสำหรับแบบตัวเรือนสเตนเลสสตีล จะเป็น Cal.8900 ซึ่งมีโรเตอร์และสะพานจักรเป็นสีเงิน ส่วนแบบตัวเรือนทอง ‘Moonshine’ หรือทอง ‘Sedna’ จะเป็น Cal.8901 ที่ใช้โรเตอร์และสะพานจักรกลอกเป็นทอง ‘Sedna’

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up