UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesOMEGA DE VILLE TOURBILLON MASTER CHRONOMETER - ขึ้นสู่ระดับมาสเตอร์

OMEGA DE VILLE TOURBILLON MASTER CHRONOMETER – ขึ้นสู่ระดับมาสเตอร์

by: ‘TomyTom’

 

ระบบกลไกขั้นสูงที่ทำหน้าที่ขจัดผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงของโลกเพื่อให้การบอกเวลามีความเที่ยงตรงอยู่เสมอ อันได้แก่จักรกลทูร์บิญองนั้น เป็นสิ่งประดิษฐ์จากภูมิปัญญาของช่างนาฬิกาในอดีตที่หลายต่อหลายแบรนด์ที่ยังคงสืบสานศาสตร์จักรกลชิ้นนี้มาจนถึงยุคปัจจุบัน ทั้งยังมีบางแบรนด์ที่ดำเนินการปรับรูปแบบของกลไกให้มีลักษณะเด่นยิ่งขึ้นในหลากหลายแนวความคิด แต่รูปแบบการจัดวางตำแหน่งของชุดจักรกลทูร์บิญองไว้ที่กึ่งกลางของเรือนนาฬิกานั้นเป็นผลงานจากฝีมือของนักประดิษฐ์ภายใต้สังกัด Omega (โอเมก้า) ซึ่งแนะนำสู่ตลาดเป็นครั้งแรกในปี 1994 หรือ 26 ปีที่ผ่านมา และปี 2020 นี้ก็เป็นฤกษ์งามยามดีที่ Omega เลือกเปิดตัวนาฬิกาทูร์บิญองกลางรุ่นใหม่ในนาม De Ville Tourbillon Co-Axial Master Chronometer (เดอ วิลล์ ทูร์บิญอง โคแอ็กเซียล มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์) สู่อ้อมใจของผู้นิยมนาฬิกากลไกจักรกลระดับสูง

 

ข้อดีของทูร์บิญองกลางหน้าปัดนี้ นอกจากความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนแล้ว การที่เลือกใช้ทูร์บิญองที่หมุนกรงครบรอบใน 1 นาที ตามระยะเวลาการหมุนรอบของทูร์บิญองส่วนใหญ่ก็ทำให้ใช้ทูร์บิญองทำหน้าที่หมุนบอกวินาทีดุจเข็มวินาทีกลางหน้าปัดได้อย่างลงตัวและละเมียดละไมเป็นที่สุด นอกจากนี้ยังเผยให้เห็นความงามเชิงเทคนิคของระบบกลไก ‘Co-Axial Escapement’ (โคแอ็กเซียล เอสเคปเมนท์) อันเลื่องชื่อของ Omega อยู่เบื้องหลังของกรงทูร์บิญองอีกด้วย ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มความน่าประทับใจให้กับผู้ที่หลงใหลในจักรกลบอกเวลามากยิ่งขึ้นไปอีก

 

De Ville Tourbillon Co-Axial Master Chronometer รุ่นนี้อัดแน่นด้วยรายละเอียดแห่งนาฬิกาจักรกลระดับสูง ทั้งในส่วนลักษณะของกลไก และวัสดุที่นำมาสร้างเป็นชิ้นส่วนต่างๆ เครื่องที่ใช้กับรุ่นนี้มอบความคลาสสิกด้วยการเป็นกลไกชนิดขึ้นลานด้วยมือที่มอบพลังงานสำรองได้อย่างยาวนานถึง 3 วัน พร้อมเข็มสีดำสำหรับแสดงกำลังสำรองติดตั้งอยู่ด้านหลังของกลไก และการใช้แท่นเครื่องและสะพานจักรที่สร้างขึ้นจากทอง ‘Sedna’ (เซดนา) 18K อันเป็นทองสูตรเฉพาะของ Omega เพื่อเพิ่มคุณค่าและความประทับใจในทุกครั้งที่มองผ่านกระจกแซพไฟร์คริสตัลแผ่นกว้างที่กรุอยู่กับขอบฝาหลังวงบาง ความน่าสนใจอย่างยิ่งยวดอีกประการหนึ่งก็คือ การที่ต้องผ่านการทดสอบความเที่ยงตรงตามมาตรฐาน ‘Master Chronometer’ ของ ‘METAS’ (เมตาส) อันเป็นข้อกำหนดของ Omega ณ ปัจจุบัน เพราะการที่จะทำให้ระบบจักรกลทูร์บิญองสามารถรักษาการทำงานได้อย่างแม่นยำ ขณะที่ต้องรับพลังจากสนามแม่เหล็กถึงระดับ 15,000 เกาส์ ตามที่ ‘METAS’ กำหนดไว้นั้นมิใช่เรื่องง่ายเลย และหนึ่งในเคล็ดลับที่ Omega ทำให้สิ่งนี้สำเร็จขึ้นได้ก็คือ การใช้กรงทูร์บิญองและชิ้นฐานที่สร้างขึ้นจาก ‘Black Ceramised Titanium’ (แบล็ก เซราไมส์ด ไทเทเนียม) อันเป็นวัสดุไทเทเนียมเคลือบเซรามิกสีดำนั่นเอง แถมยังขัดเงาด้วยมือบริเวณส่วนสันเพื่อสร้างมิติอันงดงาม เช่นเดียวกับสะพานจักรและชิ้นส่วนกลไกอื่นๆ อีกด้วย กลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ‘Master Co-Axial Chronometer’ รหัส Cal.2640 ที่บรรจุอยู่ในนาฬิการุ่นนี้จึงมีฐานะเป็นกลไกไขลานพร้อมจักรกลทูร์บิญองกลางคาลิเบรอแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ‘Master Chronometer’ ไปโดยปริยาย

 

กลไกอันน่าประทับใจคาลิเบรอนี้ถูกวางลงในตัวเรือนขนาด 43.0 มิลลิเมตร แบบสองกษัตริย์อันประกอบขึ้นจากทอง 2 ชนิด คือทอง ‘Sedna’ 18K สำหรับขอบตัวเรือน ฐานขาตัวเรือน และขอบฝาหลัง ขณะที่ตัวเรือนชิ้นกลางเป็นทอง ‘Canopus’ (คาโนปัส) 18K อันเป็นทองสีเงินสูตรเฉพาะของ Omega ส่วนชิ้นงานที่ประกอบกันเป็นหน้าปัดนั้นเป็นงานปัดลาย ‘Sunburst’ (ซันเบิร์สต์) สร้างประกายรัศมีงดงามบนทอง ‘Sedna’ 18K แต่ปกปิดความอร่ามไว้โดยเคลือบเป็นสีดำด้วยเทคนิค PVD เว้นแต่สันวงแหวนผิวร่องฟลุตบริเวณกลางหน้าปัดที่ยังคงอวดความงามอร่ามของทองคำ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อขับเน้นหลักชั่วโมงแท่งเหลี่ยม เข็มชั่วโมงและนาทีบนแผ่นวงแหวนกระจกแซพไฟร์ซึ่งเคลื่อนหมุนด้วยชุดล้อเฟืองที่ซ่อนอยู่ใต้วงขอบตัวเรือน และชิ้นเหลี่ยมข้าวหลามตัดเจียร 3 มิติสำหรับบ่งชี้วินาทีซึ่งทำจากทอง ‘Sedna’ 18K ตลอดจนโลโก้ ตัวอักษร และสเกลนาทีบนหน้าปัด ซึ่งเป็นสีทองเฉด ‘Sedna’ ให้โดดเด่นเป็นที่สุด โดยมองเห็นมิติแบบหลายระดับชั้นขององค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างชัดเจนผ่านกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทรงโดมที่เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนไว้ทั้ง 2 ฝั่งของกระจก ขณะที่เม็ดมะยมซึ่งเป็นทอง ‘Sedna’ 18K นั้นเสริมรายละเอียดด้วยการฝังโลโก้ Omega ที่ทำจากทอง ‘Canopus’ 18K ส่วนสายที่จับคู่มาให้จะเป็นหนังจระเข้สีดำพร้อมตัวล็อกทอง ‘Sedna’ ขัดเงา

 

De Ville Tourbillon Co-Axial Master Chronometer Ref.529.53.43.22.01.001 รุ่นนี้ไม่ได้ถูกจำกัดจำนวนการผลิตไว้ในฐานะ ‘Limited Edtion’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) จึงไม่รู้แน่ชัดว่าจะทำขึ้นมาเป็นจำนวนเท่าไร หากแต่เลือกที่จะทำออกมาในแบบ ‘Numbered Edition’ (นัมเบอเรด เอดิชั่น) ซึ่งจะมีการเรียงระบุหมายเลขประจำเรือนตามอันดับการผลิต โดยสลักหมายเลขเคียงคู่กับตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ลงบนสะพานจักรชิ้นกลาง เหตุผลก็เพราะว่า Omega นั้นจัดให้นาฬิการุ่นนี้เป็นงานศิลป์ที่จะถูกผลิตขึ้นในจำนวนที่ไม่มากนัก เนื่องจากเป็นนาฬิกาที่ประกอบด้วยมือในส่วนการผลิตงานทูร์บิญอง ที่เรียกว่า ‘Omega’s Atelier Tourbillon’ (โอเมก้าส อาเตอลิเยร์ ทูร์บิญอง) ซึ่งช่างนาฬิการะดับยอดฝีมือจะต้องใช้เวลาทั้งเดือนในการผลิตนาฬิกาแต่ละเรือน สำหรับค่าตัวนั้น Omega เรียกเอาไว้ที่ 5.866 ล้านบาทเท่านั้น โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up