UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesOMEGA SEAMASTER 'JAMES BOND' PLATINUM-GOLD - เรือนบอนด์ระดับหรูสุด

OMEGA SEAMASTER ‘JAMES BOND’ PLATINUM-GOLD – เรือนบอนด์ระดับหรูสุด

by: ‘TomyTom’

 

ตามธรรมเนียมแห่งการเป็นนาฬิกาประจำตัว ‘James Bond 007’ (เจมส์ บอนด์ 007) ของ Omega (โอเมก้า) นับตั้งแต่เรื่อง ‘GoldenEye’ (โกลเดนอาย) เมื่อปี 1995 เป็นต้นมา ที่ต้องออกนาฬิการุ่นพิเศษเอดิชั่น ‘James Bond’ สู่ตลาดเมื่อมีภาพยนตร์ตอนใหม่ออกฉาย ซึ่งสำหรับวาระการออกฉายของ ‘No Time to Die’ (โน ไทม์ ทู ดาย) ในปี 2020 ที่ติดสถานการณ์ ‘CoViD-19’ (โควิดไนน์ทีน) ทำให้ต้องเลื่อนกำหนดลงโรงมานานหลายเดือนนั้น Omega ได้เปิดตัวเอดิชั่นแรกและเอดิชั่นที่ 2 ของซีรีส์ล่าสุดนี้มาตั้งแต่ปี 2019 แล้ว แต่ก็ยังไม่จบแค่นั้น เพราะล่าสุดเพิ่งออกเวอร์ชั่นสุดหรูหราอลังการงานวัสดุมาอีก 1 รุ่น ได้แก่ Seamaster Diver 300M ‘James Bond’ Platinum-Gold Numbered Edition (ซีมาสเตอร์ ไดเวอร์ 300 เมตร ‘เจมส์ บอนด์’ แพลทินัมโกลด์ นัมเบอเรด เอดิชั่น) ซึ่งเป็นดีไซน์เดียวกับเอดิชั่นแรก แต่ใช้ตัวเรือนแพลทินัมโกลด์ พร้อมรายละเอียดการตกแต่งที่เหนือระดับกว่าเวอร์ชั่นอื่นๆ

 

ตัวเรือนผนึกกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนทั้ง 2 ฝั่งของเอดิชั่นนี้เป็นรูปแบบมาตรฐานของ Seamaster Diver 300M ขนาด 42.0 มิลลิเมตร ที่มาพร้อมวาล์วคลายก๊าซฮีเลียม ณ ตำแหน่ง 10 นาฬิกา นำมาซึ่งประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของการกันน้ำถึงระดับ 300 เมตร แต่ครั้งนี้ถูกสร้างขึ้นจากวัสดุราคาสูงอย่างแพลทินัมโกลด์ที่ปัดลายสลับขัดเงาอย่างประณีต พร้อมติดตั้งแผ่นแพลทินัมโกลด์ สลักหมายเลขประจำเรือนไว้อย่างชัดเจนที่ฝั่งซ้ายของตัวเรือน จับคู่มากับสายหนังจระเข้สีดำเย็บด้ายสีแพลทินัมพร้อมตัวล็อกแพลทินัมโกลด์ชนิดบานพับ ทั้งยังมอบสายยางสีดำมาไว้ให้สลับเปลี่ยนใช้งานอีกเส้นหนึ่งด้วย ส่วนขอบตัวเรือนชนิดหมุนได้ทิศทางเดียวของเอดิชั่นนี้ ติดตั้งด้วยแผ่นวงแหวนเซรามิกสีดำ แต่แทนที่จะสลักร่องเป็นสเกลนาทีแล้วเติมร่องด้วย ‘Ceragold’ (เซราโกลด์) หรือเขียนด้วยสีขาวเหมือนกับเวอร์ชั่นอื่นๆ แต่สเกลเหล่านี้กลับเป็นแพลทินัมที่ยกตัวนูนขึ้นมาจากแผ่นเซรามิก เป็นจุดต่างที่สร้างความโดดเด่นในแบบเฉพาะตัวให้กับเอดิชั่นนี้

 

ส่วนรูปแบบหน้าปัดนั้น ดูเผินๆ อาจเหมือนกับเอดิชั่นแรก คือพื้นหน้าปัดสีดำที่มีหลักชั่วโมงตำแหน่ง 12 นาฬิกาเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) เป็นตราประจำตระกูลของ ‘Bond’ มีเลข 50 ซ่อนอยู่ในสารเรืองแสงบนหลักชั่วโมงตำแหน่ง 10 นาฬิกา อันเป็นการรำลึกถึงวาระปีที่ 50 ของภาพยนตร์ตอน ‘On Her Majesty’s Secret Service’ (ออน เฮอร์ มาเจสตีส์ ซีเคร็ต เซอร์วิส) และพิมพ์สเกลกับตัวอักษรบนหน้าปัดด้วยสีขาว พิมพ์ข้อความ Seamaster ด้วยสีแดงเช่นเดียวกับสีบนปลายเข็มวินาที หากแต่เปลี่ยนชิ้นหลักชั่วโมงและเข็มเป็นทองขาว 18K และเพิ่มสัญลักษณ์ ‘007’ พิมพ์ด้วยสีขาวไว้ที่ตำแหน่ง 7 นาฬิกา และเปลี่ยนวัสดุหน้าปัดจากเซรามิกสีดำเคลือบสีดำด้วยเทคนิค PVD มาเป็นหน้าปัดลงยาสีดำ ทั้งยังเปลี่ยนวิธีนำเสนอลายเกลียวลำกล้องปืนจากการสลักร่องลงบนหน้าปัดเซรามิกมาเป็นมาเป็นการวางเส้นลายด้วยทองขาว 18K อีกทั้งสีขาวของสเกลและอักษรต่างๆ ก็เปลี่ยนเป็นเส้นลงยาสีขาวเพื่อความสมบูรณ์แบบด้านความงดงาม และปิดท้ายความต่างด้วยการไม่มีช่องหน้าต่างสำหรับแสดงวันที่

 

ส่วนแผ่นแซพไฟร์คริสตัลบนฝาหลังยังคงสลักด้วยเลเซอร์เป็นตราประจำตระกูลของ ‘Bond’ ล้อมด้วยข้อความ ‘We Have All the Time in the World’ แต่เปลี่ยนจากการเติมร่องสลักด้วยทองมาเป็นแพลทินัม และเมื่อมองทะลุเข้าไปจะเห็นโรเตอร์และแป้นทับจักรกลอกที่ทำจากทอง 18K ตกแต่ลายริ้วคลื่นเจนีวาเป็นแนวเกลียวโค้งแบบ ‘Arabesque’ (อาราเบสค์) ของกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ระบบ ‘Co-Axial Escapement’ (โคแอ๊กเชียล เอสเคปเมนท์) ที่ใช้สายใยจักรกลอกซิลิกอน ทำงานที่ความถี่ 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง ขึ้นลานอัตโนมัติ 2 ทิศทาง สำรองพลังงานได้ 55 ชั่วโมง จำนวนทับทิมรวม 35 ชิ้น แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม รับรองความเที่ยงตรงและการป้องกันการรบกวนจากแม่เหล็กถึงระดับ 15,000 เกาส์ ตามมาตรฐาน ‘Master Chronometer’ (มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์) ของสถาบัน METAS (เมตาส) โดยให้รหัสประจำตัวกลไกชุดนี้ว่า Cal.8807

Omega ผลิต Seamaster Diver 300M ‘James Bond’ Platinum-Gold Numbered Edition Ref.210.93.42.20.01.001 ในแบบ ‘Numbered Edition’ ซึ่งเป็นการรันหมายเลขลำดับการผลิตไว้บนนาฬิกาแต่ละเรือน จึงไม่อาจรู้ได้ว่าจะผลิตนาฬิกาที่ตั้งราคาไว้ 48,000 ฟรังก์สวิส หรือราวกว่า 1.6 ล้านบาท เอดิชั่นนี้ขึ้นมาทั้งหมดกี่เรือน

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up