UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesOMEGA SEAMASTER PLANET OCEAN 600M BOUTIQUE EDITION - ทางเลือก 3 สีใหม่ จำหน่ายเฉพาะที่บูติก

OMEGA SEAMASTER PLANET OCEAN 600M BOUTIQUE EDITION – ทางเลือก 3 สีใหม่ จำหน่ายเฉพาะที่บูติก

by: ‘TomyTom’

 

Omega (โอเมก้า) เสนอ 3 ทางเลือกใหม่ ให้กับนาฬิกาดำน้ำตระกูล Seamaster (ซีมาสเตอร์) ซีรีส์ Planet Ocean 600M (แพลเน็ต โอเชียน 600 เอ็ม) ในฐานะนาฬิกา ‘Special Edition’ (สเปเชียล เอดิชั่น) ที่มีจำหน่ายเฉพาะในบูติกของ Omega เท่านั้น ซึ่งก็คือเป็น ‘Boutique Edition’ (บูติก เอดิชั่น) นั่นเอง โดยตกแต่งมาใน 3 สีแตกต่างกัน

MITSUBISHI

 

บนร่างตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 43.5 มิลลิเมตร หนา 16.2 มิลลิเมตร ปัดผิวลาย ผนึกกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทรงโค้งเคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้ง 2 ฝั่ง ที่กันน้ำได้ลึกถึงระดับ 60 บาร์ ซึ่งเทียบเท่ากับ 600 เมตร พร้อมขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียวติดตั้งแผ่นวงแหวนเซรามิก และวาล์วระบายก๊าซฮีเลียม ที่มากับสีต่างกัน 3 สี คือสีเทาดำ สีเขียว และสีบรอนซ์ โดยแต่ละเวอร์ชั่นจะมาพร้อมกับสายยางแต่งผิวคล้ายเนื้อผ้า เย็บด้ายสีอ่อน ล็อกด้วยบานพับสเตนเลสสตีล ซึ่งเป็นโทนสีที่สอดคล้องกับแผ่นวงแหวนบนขอบตัวเรือน

 

ชิ้นหลักชั่วโมงเป็นแท่งทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ร่วมกับเลขอารบิกขนาดใหญ่ ติดตั้งชิ้นตรา Omega บอกเวลาด้วยเข็มทรงหัวศร และฉาบเข็มทั้ง 3 กับแท่งหลักชั่วโมงทุกชิ้นและจุดกลมบนขอบตัวเรือนมาอย่างจุใจด้วย ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) ส่วนกรอบหน้าต่างวันที่เจาะเป็นทรงเหลี่ยมเล่นระดับไว้ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นไปตามลักษณะหน้าปัดแบบมาตรฐานของรุ่น Planet Ocean 600M เจเนอเรชั่นล่าสุด

 

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดการให้สีที่แตกต่างกันในรายละเอียด โดยเอดิชั่นขอบเรือนสีเทาดำผิวปัดลาย พร้อมสเกลดำน้ำ ‘Liquidmetal’ (ลิควิดเมทัล) สีเงิน จะใช้แท่งหลักชั่วโมงและเลขอารบิก เข็ม และตราสัญลักษณ์ เคลือบสเตนเลสสตีลด้วยเทคนิค PVD ร่วมกับการพิมพ์ข้อความกับตัวเลขด้วยสีเบจอ่อนๆ กับสีขาว และใช้หน้าปัดสีเทาดำ ‘Gunmetal’ (กันเมทัล) ผิวพ่นทรายที่กระทำด้วยเทคนิค ‘Galvanic’ (กัลวานิก) และใช้สารเรืองแสงเป็นสีเบจอ่อนๆ จับคู่กับสายยางสีเทา

 

ส่วนเอดิชั่นขอบเรือนสีเขียวผิวปัดลาย พร้อมสเกลดำน้ำ ‘Liquidmetal’ สีเงิน จะได้ชิ้นเลขอารบิกและหลักชั่วโมงสีเขียวผิวเงา แท่งหลักชั่วโมง เข็ม และตราสัญลักษณ์ที่เคลือบสเตนเลสสตีลด้วยเทคนิค PVD ติดตั้งบนแผ่นหน้าปัดสเตนเลสสตีลสีเทาผิวปัดลายแนวดิ่ง และพิมพ์ข้อความกับตัวเลขด้วยสีเขียวกับสีดำ ส่วนสารเรืองแสงจะเป็นสีขาว จับคู่กับสายยางสีเขียว

 

ขณะที่เอดิชั่นขอบเรือนสีบรอนซ์ผิวปัดลาย ซึ่งเป็นวัสดุ ‘Silicon Nitride Ceramic’ (ซิลิกอน ไนไตรด์ เซรามิก) พร้อมสเกลดำน้ำ ‘Liquid Ceramic’ (ลิควิด เซรามิก) สีขาว จะมากับหน้าปัดสีลินินเงาผิวทราย โดยแท่งหลักชั่วโมงและเลขอารบิก เข็ม และตราสัญลักษณ์ เคลือบเป็นสีเทาด้วยเทคนิค PVD ร่วมกับข้อความกับตัวเลขพิมพ์สีน้ำตาลกับสีดำ โดยมีสารเรืองแสงเป็นสีขาว จับคู่กับสายสีน้ำตาลลินินโทนสีใกล้เคียงกับหน้าปัด

 

ทุกเอดิชั่นทำงานด้วยกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ ที่ใช้ระบบปล่อยจักรแบบ ‘Co-Axial’ (โคแอ็กเซียล) ความถี่การทำงาน 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง ที่สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง ด้วยตลับลาน 2 ชุด บอกเวลา 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชันวันที่และฟังก์ชัน ‘Time Zone’ (ไทม์ โซน) ที่ปรับเลื่อนเข็มชั่วโมงแบบจังหวะละ 1 ชั่วโมง ได้เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนเขตเวลา Cal.8900 ซึ่งผ่านการทดสอบรับรองความเที่ยงตรงและการต้านทานสนามแม่เหล็กถึงระดับ 15,000 เกาส์ ตามมาตรฐาน ‘Master Chronometer’ (มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์) ของ ‘METAS’ (เมตาส) เป็นที่เรียบร้อย โดยสามารถมองเห็นลายตกแต่งแถบริ้วแบบเกลียวตามสไตล์ของ Omega บนสะพานจักรและโรเตอร์ได้ผ่านฝาหลังแบบกรุแซพไฟร์คริสตัลใส ที่ยึดฝาหลังเข้ากับตัวเรือนอย่างแน่นหนาด้วยลักษณะการล็อกแบบ ‘NAIAD Lock’ (ไนแอด ล็อก) อันเป็นสิทธิบัตรของ Omega อีกทั้งยังเสริมความน่ามองด้วยการประทับพิมพ์ด้วยโลหะเป็นโครงร่างของม้าน้ำบนแผ่นกระจกฝาหลังด้วย

 

ราคาของเอดิชั่นวงขอบเรือนสีเทาดำกับสีเขียวถูกตั้งไว้เท่ากันที่ 262,000 บาท ขณะที่เอดิชั่นสีบรอนซ์จะสูงกว่าเล็กน้อยเป็น 278,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up