UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesOMEGA SPEEDMASTER 321 CANOPUS GOLD - เรือนร่างวินเทจ คาลิเบรอในตำนาน

OMEGA SPEEDMASTER 321 CANOPUS GOLD – เรือนร่างวินเทจ คาลิเบรอในตำนาน

by: ‘TomyTom’

 

แทบจะทันทีที่ย่างเข้าสู่ศักราชใหม่ 2022 แบรนด์ดัง Omega (โอเมก้า) ก็ส่งผลงาน Speedmaster (สปีดมาสเตอร์) รุ่นใหม่ที่ทำให้ใจและกระเป๋าสตางค์ของคอนาฬิกาทั่วโลกสั่นสะท้านไปตามๆ กันออกสู่สายตา นั่นเพราะเป็นเรือนเวลาที่ถึงพร้อมด้วยคุณค่า ทั้งความงดงาม ประวัติศาสตร์ ประสิทธิภาพ และมูลค่า จากดีไซน์ที่นำแบบอย่างมาจากบรรพบุรุษแห่ง Speedmaster อันได้แก่รหัส CK2915-1 ที่เปิดตัวสู่ตลาดเมื่อ ค.ศ. 1957 พร้อม Cal.321 กลไกระดับตำนานคาลิเบรอเดียวกับที่ประจำการอยู่ใน CK2915-1 มาตั้งแต่แรกกำเนิด หน้าปัด ‘Black Onyx’ (แบล็ก ออนิกซ์) และตัวเรือนกับสาย ‘Canopus GoldTM’ (คาโนปัส โกลด์) 18K หนึ่งในทองคำสูตรเฉพาะของ Omega โดยจัดคอลเลกชั่นให้อยู่ในกลุ่ม ‘Heritage Model’ (เฮอริเทจ โมเดล) และให้ชื่อว่า Speedmaster 321 Canopus GoldTM (สปีดมาสเตอร์ 321 คาโนปัส โกลด์)

MITSUBISHI

 

ที่ Omega เลือกดีไซน์ของบรรพบุรุษ Speedmaster CK2915-1 เมื่อ ค.ศ. 1957 มาเป็นสารตั้งต้นในการสร้าง Speedmaster 321 Canopus GoldTM รุ่นนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการให้เป็นเรือนบันทึกวาระการก้าวเข้าสู่ปีที่ 65 ของตระกูล Speedmaster (1957-2022) นั่นเอง เรื่องที่ Omega ภาคภูมิและอ้างเป็นตำนานก็คือ Speedmaster CK2915-1 ถือเป็นปฐมบทใหม่ของรูปแบบนาฬิกาโครโนกราฟด้วยความที่ถูกเจาะจงออกแบบมาเพื่อนักขับรถแข่งมืออาชีพเป็นการเฉพาะ องค์ประกอบต่างๆ จึงคำนึงถึงความสะดวกและง่ายต่อการใช้งานทั้งในการอ่านค่าและการสั่งการ ทั้งยังเป็นนาฬิกาแบบแรกของโลกที่ออกแบบให้มีสเกล ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) อยู่บนวงขอบตัวเรือนอีกด้วย ซึ่งทำให้สามารถอ่านค่าความเร็วเฉลี่ยบนสนามแข่งได้ง่ายกว่าอยู่บนหน้าปัดมาก แถมรูปทรงของนาฬิกาที่ดูสปอร์ตก็ยังคงลักษณะความแข็งแกร่งและสามารถกันน้ำได้ดีด้วย และที่ต้องไม่ลืมก็คือ การใช้กลไกที่มีความเที่ยงตรงสูงและวางใจได้ในความทนทาน ซึ่งเมื่อองค์ประกอบเหล่านี้มีอยู่ครบ ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Speedmaster จึงเป็นตระกูลนาฬิกายอดนิยมที่อยู่ยงคงกระพันและออกลูกออกหลานจนกลายเป็นเครือญาติว่านใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

 

ลักษณะของคุณปู่ CK2915-1 ถูกนำมาสร้างขึ้นใหม่ในเรือนร่างขนาดวินเทจดุจสมัยแรกกำเนิดที่ 38.6 มิลลิเมตร หากหนนี้ทั้งตัวเรือนและสายถูกสร้างขึ้นจาก ‘Canopus GoldTM’ 18K อันเป็นทองขาว 18K ที่ผสมขึ้นด้วยสูตรเฉพาะของ Omega ซึ่งมีทั้งแพลทินัม โรเดียม และพัลลาเดียม เป็นส่วนผสมเพื่อให้เกิดเนื้อขาวสว่างไสว และคงสภาพความงามได้ยาวนานกว่าทองขาว 18K ทั่วไป เม็ดมะยมและปุ่มกดทรงกระบอกสูบที่ทั้งใหญ่และหนาอันเป็นความตั้งใจเพื่อให้จับต้องใช้งานได้ง่ายยังคงมีลักษณะคล้ายต้นฉบับ กระจกหน้าปัดทรงกล่องยกสันสูงยังคงอยู่ หากแต่ทำจากคริสตัลแซพไฟร์ที่มีการเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนไว้ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อคงความงามกระจ่างปราศจากริ้วรอยให้นานแสนนาน โดยล้อมด้วยวงขอบตัวเรือน ‘Canopus GoldTM’ 18K ที่เติมสีดำลงในร่องสลักสเกล ‘Tachymeter’ ด้วยการลงยาโดยใช้เทคนิค ‘Grand Feu’ (กรองด์ เฟอ) แถมยังไม่ลืมมอบสิ่งที่แฟนๆ Speedmaster แนววินเทจชื่นชอบ นั่นก็คือลักษณะ ‘DON’ (Dot Over Ninety – ด็อต โอเวอร์ ไนน์ตี) ที่วางตำแหน่งจุดอยู่เหนือตัวเลข 90 และตำแหน่งจุดทแยงตรงตัวเลข 70 ด้วย ส่วนความสามารถในการกันน้ำแจ้งไว้ที่ 60 เมตร แถมยังเพิ่มเสน่ห์ด้วยการปรากฏสัญลักษณ์ ‘Naiad’ (ไนแอ็ด) เทพธิดาแห่งแม่น้ำบนเม็ดมะยม ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่เคยปรากฏอยู่บน CK2915 บางแบบในยุคแรกซึ่งถูกใช้เพื่อบ่งบอกว่าสามารถกันน้ำได้ ส่วนสายแบบสปอร์ตที่รักษาดีไซน์ตามรูปแบบดั้งเดิมเอาไว้นั้นจะมากับตัวล็อกที่มีระบบปรับตั้งระยะความยาวอย่างละเอียดเพื่อให้สวมใส่ได้กระชับรับพอดีกับข้อมือที่สุด

 

หน้าปัดสีดำประทับพิมพ์สเกลสีขาวเส้นบางแต่คมชัดบนแนววงขอบหน้าปัดที่จมต่ำกว่าระนาบหน้าปัดหลักเล็กน้อย และลักษณะขีดหลักชั่วโมงทรงเพรียว ตลอดจนวงหน้าปัดขนาดเล็ก 3 วง ณ ตำแหน่ง 3, 6 และ 9 นาฬิกา ที่ยุบจมลงไปจากระนาบพื้นหน้าปัด รวมไปถึงฟอนต์ตัวเลขสีขาวในวงหน้าปัดขนาดเล็กทั้ง 3 และฟอนต์ข้อความ ‘Omega’, ‘Speedmaster’ และ ‘Swiss Made’ (สวิส เมด) สีขาวกับชิ้นตราสัญลักษณ์ ‘Omega’ สีเงิน ตลอดจนเข็มชั่วโมงทรงลูกศรกับเข็มนาทีสามเหลี่ยมเรียวแหลมสีเงินขนาดใหญ่เคลือบแถบสารเรืองแสง ซึ่งเรียกกันว่าทรง ‘Broad Arrow’ (บรอด แอร์โรว์) รูปทรงเรียวแหลมของเข็มจับเวลาวินาที และเข็มขนาดเล็กปลายแหลมสีเงินทั้ง 3 ซึ่งเป็นการออกแบบเพื่อให้อ่านค่าได้ง่ายและรวดเร็วที่สุดตามวัตถุประสงค์เมื่อแรกสร้างของ CK2915-1 ยังคงเป็นเยี่ยงเดิมในนาฬิการุ่นใหม่นี้ แม้แต่อักษร ‘O’ ของชื่อ Omega บนหน้าปัดก็ยังพิมพ์เป็นทรงรี และใช้ชิ้นตราสัญลักษณ์แบบวินเทจเช่นเดียวกับ CK2915 ด้วย หากแต่เลือกใช้วัสดุหน้าปัดเป็น ‘Black Onyx’ หรือนิลดำ นำมาซึ่งผิวเงางามและมีสีดำสนิท ทำให้เห็นสเกล เลข และข้อความที่ประทับพิมพ์บนหน้าปัดและเข็มที่กวาดอยู่เหนือหน้าปัดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเปลี่ยนหลักชั่วโมงจากขีดเรืองแสงเดิมไปเป็นชิ้นทองขาว 18K เคลือบทอง ‘Canopus’ ด้วยเทคนิค PVD ซึ่งก็เป็นวัสดุเดียวกับเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีที่ใช้กับรุ่นนี้ด้วย แต่แถบสารเรืองแสงที่ Omega เลือกใช้กับรุ่นนี้ ทั้งบนแท่งหลักชั่วโมงและบนเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีกลับตัดสินใจเลือกเป็นสีขาว ซึ่งก็น่าจะเป็นไปเพื่อสร้างอารมณ์ว่าเป็นของใหม่เอี่ยมมากกว่าจะให้ดูวินเทจแบบเก่าๆ ส่วนอีกจุดที่จำต้องต่างก็คือลักษณะการยุบจมของวงหน้าปัดขนาดเล็กทั้ง 3 ที่กลายเป็นต้องมีแนววงแหวนเส้นบางสันตรงกั้นเป็นขอบ แทนที่จะทำเป็นแนวสันเอียงลาดลงไป โดยเป็นชิ้นเดียวกันกับหน้าปัดหลักเหมือนกับต้นฉบับอันเนื่องมาจากไม่สามารถสร้างลักษณะเช่นนั้นได้จากแผ่นหิน ‘Onyx’ ที่นำมาใช้ทำแผ่นหน้าปัดของรุ่นนี้

 

เพื่อให้สมกับเป็นเรือนรำลึกถึงต้นฉบับ Speedmaster CK2915-1 ผู้เป็นต้นตระกูล กลไกที่เลือกนำมาบรรจุไว้ในรุ่นนี้จึงเป็นคาลิเบรอเดียวกับเรือนต้นฉบับด้วย นั่นก็คือ Cal.321 ซึ่งก็เป็นคาลิเบรอเดียวกับที่เคยใช้ในภารกิจลงจอดบนดวงจันทร์ของโครงการ ‘Apollo’ (อพอลโล) ถึง 6 ครั้ง ซึ่งเลิกผลิตไปตั้งแต่ราว ค.ศ. 1968 เพราะเปลี่ยนไปใช้ Cal.861 ที่ผลิตง่ายกว่า ด้วยโครงสร้างและระบบที่เรียบง่ายกว่า และมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า โดย Omega ได้รื้อฟื้นนำ Cal.321 กลับมาสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่ ค.ศ. 2019 เป็นต้นมา โดยตั้งใจคงลักษณะดั้งเดิมของกลไกประวัติศาสตร์คาลิเบรอนี้ไว้ให้มากที่สุด ทำให้ต้องลงมือสแกนเครื่องดั้งเดิมเครื่องจริง โดยเลือก Cal.321 ยุคที่ 2 มาเป็นต้นแบบด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล เพื่อจะสร้างชิ้นส่วนแต่ละชิ้นให้มีลักษณะเหมือนต้นฉบับมากที่สุด และอีกปัจจัยที่ทำให้ Cal.321 กลายเป็นตำนานก็คือ มันถูกปรับปรุงมาจาก Cal.CH27 ที่ผู้ผลิตกลไกชื่อดัง Lémania (เลมาเนีย) พัฒนาขึ้นราวกลางทศวรรษ 1940s ที่ซึ่งถูกต่อยอดไปปรับแต่งเป็นสุดยอดกลไกในตำนานมากมายหลายคาลิเบรอ เช่น Cal.2310 ของ Lémania เอง Cal.27-70 ของ Patek Philippe (ปาเต็ก ฟิลิปป์) ที่นำ Cal.2310 ไปปรับแต่งต่อ Cal.1141 ของ Vacheron Constantin (วาเชอรอง กองสตองแตง) ที่พัฒนามาเป็น Cal.1142 ในปัจจุบัน และเครื่องโครโนกราฟที่ Breguet (เบรเกต์) ใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน โดยแต่ละแบรนด์ต่างผลิตขึ้นเองตามสิทธิ์ที่ได้รับอย่างถูกต้องจาก Lémania หากแต่ Cal.321 ที่ Omega นำกลับมาสร้างขึ้นใหม่นี้ ถูกผลิตขึ้นในเวิร์กช็อปที่จัดตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะในโรงงาน Omega แห่งใหม่ที่เมืองเบียนน์ (Bienne) ซึ่งกำหนดจำนวนการผลิตไว้แค่ปีละ 2,000 เครื่อง โดยเป็นกระบวนการผลิตที่ใช้ช่างนาฬิกาเพียงคนเดียวต่อการประกอบ Cal.321 แต่ละชุด เริ่มตั้งแต่ประกอบกลไกไปจนถึงติดตั้งลงในตัวเรือน

 

ลักษณะทางกายภาพของ Cal.321 ที่สร้างขึ้นมาใหม่ในยุคนี้ก็คือกลไกโครโนกราฟขึ้นลานด้วยมือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 27.0 มิลลิเมตร หนา 6.74 มิลลิเมตร จำนวนทับทิม 17 ชิ้น ความถี่การทำงาน 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง จากจังหวะการขยับจักรกลอกด้วยสายใยรูปแบบ ‘Breguet’ (เบรเกต์) กักเก็บพลังงานได้ 55 ชั่วโมง จับเวลาได้สูงสุด 12 ชั่วโมง ด้วย ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) และ ‘Lateral Clutch’ (แลเทอรัล คลัตช์) หรือคลัตช์แนวระนาบ แถมยังเสริมความงามหรูกว่าต้นฉบับด้วยการเคลือบทอง ‘Sedna’ (เซดนา) 18K ซึ่งเป็นอีกทองคำสูตรเฉพาะของ Omega ด้วยเทคนิค PVD ลงบนผิวแท่นเครื่องกับสะพานจักร และเพิ่มระดับความละเอียดในการขัดแต่งและตกแต่งบนชิ้นส่วนแต่ละชิ้น เพื่อเพิ่มระดับความงดงามให้กับจักรกลในตำนานที่กลับมาเกิดใหม่คาลิเบรอนี้ และเพื่อต้องการอวดกลไกคาลิเบรอสำคัญในประวัติศาสตร์ให้ได้เห็นกัน Omega จึงใช้ฝาหลังชนิดกรุกระจกคริสตัลแซพไฟร์กับนาฬิการุ่นนี้ และเพื่อบ่งบอกถึงความพิเศษของรุ่นจึงมีการสลักลายเส้นเป็นตราม้าน้ำซึ่งอยู่คู่กับ Speedmaster มาตั้งแต่ ค.ศ. 1957 ลงด้านในของแผ่นกระจก แถมยังฝังชิ้นไพลินไว้ในกระจกให้เป็นดวงตาของม้าน้ำด้วย

 

นอกจากความพิเศษของตัวนาฬิกาแล้ว Omega ยังสร้างกล่องบรรจุขึ้นมาเป็นการเฉพาะ โดยทำจากไม้ที่ตกแต่งผิวด้วยลายไม้โรสวู้ด โดยรูปร่างของกล่องไม้นั้นอ้างอิงมาจากกล่องบรรจุแบบดั้งเดิมของ Speedmaster ที่ Omega ใช้ใน ค.ศ. 1957 ราคาที่ Omega ตั้งไว้สำหรับ Speedmaster 321 Canopus GoldTM Ref.311.50.39.30.01.001 รุ่นนี้อยู่ที่ 2,816,000 บาท ซึ่งแพงกว่า Speedmaster Moonwatch Professional 321 (สปีดมาสเตอร์ มูนวอทช์ โปรเฟสชันแนล 321) ตัวเรือนแพลทินัมขนาด 42.0 มิลลิเมตร จับคู่สายหนังจระเข้สีดำ ซึ่งสังกัดกลุ่ม ‘Heritage Model’ เช่นเดียวกัน อันเป็นรุ่นแรกได้ใช้กลไก Cal.321 เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งเปิดตัวออกมาเมื่อ ค.ศ. 2019 ไปไกลโข นั่นหมายความว่า นาฬิกาฉลอง 65 ปีของตระกูล Speedmaster รุ่นนี้เป็นนาฬิกาที่ใช้กลไก Cal.321 เจเนอเรชั่นใหม่ที่มีราคาสูงที่สุดในหมู่ 3 รุ่นที่ผลิตขึ้นมา

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up