UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesOMEGA SPEEDMASTER DARK SIDE OF THE MOON ‘APOLLO 8’ - ปรับโฉมเปลี่ยนกลไกให้เรือน 'Apollo...

OMEGA SPEEDMASTER DARK SIDE OF THE MOON ‘APOLLO 8’ – ปรับโฉมเปลี่ยนกลไกให้เรือน ‘Apollo 8’

by: ‘TomyTom’

 

เผลอแป๊ปเดียว นาฬิกา Speedmaster Dark Side of the Moon ‘Apollo 8’ (สปีดมาสเตอร์ ดาร์ก ไซด์ ออฟ เดอะ มูน ‘อพอลโล 8’) ของ Omega (โอเมก้า) ก็มีอายุ 6 ปีแล้ว เห็นจะสมควรแก่เวลาที่ทางแบรนด์จะออกรุ่นปรับโฉมสู่ตลาดกันเสียที ขอเชิญพบกับเอดิชั่นปี 2024 ที่ต่างไปจากเดิมด้วยการปรับโฉมเพียงน้อยนิดแต่แสนโดดเด่น และเปลี่ยนมาใช้กลไกที่ผ่านการรับรองตามเกณฑ์ ‘Master Chronometer’ (มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์) โดยสถาบัน ‘METAS’ (เมตาส)

MITSUBISHI

 

วาระที่ Omega เปิดตัวนาฬิกาเอดิชั่นนี้ในปี 2018 ก็เพื่อร่วมฉลองปีที่ 50 ของภารกิจ ‘Apollo 8’ เราจึงได้เห็นความโดดเด่นด้านการออกแบบที่มีแรงบันดาลใจมาจากภารกิจ ได้แก่รูปแบบหน้าปัดที่ใช้แผ่นเพลตกลไกสีดำ ตกแต่งลายผิวพระจันทร์ ที่มีการตัดช่องโปร่งไว้คล้ายเป็นหลุมในส่วนพื้นที่ของวงวินาที และตัดเปิดพื้นที่บางส่วนให้มองเห็นชิ้นส่วนกลไกสีเทาและสีดำด้านใน ทำหน้าที่แทนหน้าปัดหลัก และมีเข็มจับเวลา จุดเหลี่ยม กับขีดตามตำแหน่งสเกลหลัก และชื่อ Speedmaster สีเหลืองสด ขณะที่สเกลและตราสัญลักษณ์ของแบรนด์เป็นสีขาว โดยมากับตัวเรือน ขอบตัวเรือน และวงฝาหลังที่เป็นเซรามิกสีดำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 44.25 มิลลิเมตร และขับเคลื่อนด้วยกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ไขลานโครโนกราฟ จับเวลาได้ 12 ชั่วโมง หน้าปัดย่อย 3 วง Cal.1861

 

การปรับโฉม Speedmaster Dark Side of the Moon ‘Apollo 8’ ครั้งนี้ หากมองจากหน้าปัดจะได้เห็นเข็มวินาที ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ที่เปลี่ยนจากเดิมซึ่งเป็นเข็มสีขาวดีไซน์ปกติ มาเป็นรูปจรวดสีขาวสลับดำที่ดึงดูดสายตาเป็นอย่างยิ่ง โดยจำลองเป็นชิ้นงาน 3 มิติ เสมือนจริงมาจากจรวด ‘Saturn V’ (แซเทิร์น ไฟว์) โดยโครงสร้าง 3 มิติ นี้ทำขึ้นจากไทเทเนียมเกรด 5 ที่ใช้เลเซอร์ทำการตัดแต่ง และทำสีด้วยการเคลือบสีขาวเงา และลงสีดำด้วยเลเซอร์ ซึ่ง Omega ได้ยื่นจดสิทธิบัตรในเข็มวินาทีขนาดเล็กรูปทรงนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกจุดที่ดูต่างออกไปก็คือ สเกลบนขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำผิวเงาที่เป็นสีขาว กับข้อความ ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) สีเหลือง ถูกเปลี่ยนมาเป็นงานลงยาสีขาวล้วนด้วยเทคนิค ‘Grand Feu’ (กรองด์ เฟอ)

 

ในส่วนของกลไกที่ใช้ก็เปลี่ยนจาก Cal.1869 ที่ทำการตกแต่งเพิ่มเติมบนพื้นฐานของ Cal.1861 ที่ใช้อยู่ในรุ่นเปิดตัว มาเป็นกลไก ‘In-house’ ไขลาน พร้อมระบบปล่อยจักรแบบ ‘Co-Axial’ (โคแอ็กเซียล) พร้อมฟังก์ชันโครโนกราฟจับเวลารวม 12 ชั่วโมง หน้าปัดย่อย 3 วง Cal.3869 ที่ทำการตกแต่งบนพื้นฐานของ Cal.3861 โดยยังคงลักษณะโครงร่างการตัดเพลทกลไกไว้เช่นเดิม และนอกจากฝั่งด้านหน้าของกลไกจะมีแผ่นอะลูมิเนียมทำอโนไดซ์สีดำที่ตกแต่งด้วยเลเซอร์ให้เกิดเป็นลายผิวพระจันทร์ในมุมมองที่เห็นจากโลกติดตั้งอยู่แล้ว แท่นเครื่องและสะพานจักรสีดำที่อยู่ด้านหลังก็ถูกตกแต่งด้วยเลเซอร์ให้เกิดลายพื้นผิวของฝั่งที่อยู่ทางด้านมืดของพระจันทร์ด้วย โดยเกิดขึ้นจากการตกแต่งด้วยเลเซอร์ ร่วมด้วยจักรเคลือบนิกเกิล และจักรกลอกเคลือบสีดำ

 

และอย่างที่บอกไปแล้วว่า กลไกที่ใช้กับรุ่นนี้ได้รับการรับรองมาตรฐาน ‘Master Chronometer’ จึงเท่ากับเป็นการยกระดับนาฬิการุ่นนี้ให้เลอเลิศยิ่งขึ้น ด้วยความสามารถในการต้านทานสนามแม่เหล็กได้ถึง 15,000 เกาส์ ความเที่ยงตรงระดับสูงของการควบคุมเวลา จากการทำงานที่ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ 50 ชั่วโมง โดยใช้สายใยจักรกลอกที่ทำจากซิลิกอน และจำนวนทับทิม 26 เม็ด ของคาลิเบรอนี้

 

แถมกลไกคาลิเบรอนี้ยังส่งผลให้ตัวเรือนเซรามิกสีดำขนาด 44.25 มิลลิเมตร เท่าเดิม มีขนาดโดยรวมกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันแสงสะท้อน 2 ฝั่ง และฝาหลังกรุแซพไฟร์คริสตัลแล้ว บางลงจาก 13.8 มิลลิเมตร มาอยู่ที่ 13.0 มิลลิเมตร อีกด้วย ส่วนการกันน้ำทำได้ 50 เมตร และที่วงขอบฝาหลังรอบแผ่นแซพไฟร์คริสตัลก็มีการสลักข้อความ ‘Dark Side of the Moon Apollo 8, Dec 1968’ และข้อความ “We’ll see you on the other side” (วีวิล ซี ยู ออน ดิ อาเธอร์ ไซด์) ที่ Jim Lovell (จิม โลเวลล์) ผู้บังคับยานโมดูลพูดผ่านวิทยุเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่ยานจะเข้าสู่ด้านมืดของพระจันทร์ กับ ‘Co-Axial Master Chronometer’ เอาไว้ สำหรับสายที่จัดมาให้เป็นหนังฉลุรูที่ผิวด้านนอกเป็นสีดำ ส่วนด้านในเป็นสีเหลือง และเย็บด้วยด้ายสีเหลือง

 

Omega กำหนดราคาสำหรับ Speedmaster Dark Side of the Moon ‘Apollo 8’ Ref.310.92.44.50.01.001 รุ่นปรับโฉมเปลี่ยนกลไกเอาไว้ที่ 527,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up