UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesPIAGET POLO DATE 150th ANNIVERSARY - คู่สปอร์ตหรูฉลอง 150 ปี

PIAGET POLO DATE 150th ANNIVERSARY – คู่สปอร์ตหรูฉลอง 150 ปี

by: ‘Mr.Big’

 

อย่างที่ทราบกันดีว่า ปี 2024 นี้ เป็นปีที่มีความหมายยิ่งสำหรับ Piaget (เพียเจต์) เนื่องจากเป็นปีแห่งการครบขวบปีที่ 150 แห่งการก่อตั้ง โดยเริ่มมาจากการเป็นผู้ผลิตกลไกนาฬิกา ขยับขยายมาสู่แบรนด์ผู้สร้างสรรค์นาฬิกาพกและนาฬิกาข้อมือในช่วงยุค 40s และก่อร่างสร้างแบรนด์จนเป็นที่โด่งดังด้วยการผลิตนาฬิกาคุณภาพสูง สะท้อนด้วยดีไซน์อันหรูหราออกมาอย่างต่อเนื่อง และในวาระครบ 150 ปี ในปีนี้ Piaget ก็ขอเปิดตัวเรือนเวลารุ่นพิเศษ ด้วยการนำเอาคอลเลกชั่นสปอร์ตหรูระดับไอคอนของแบรนด์อย่าง Polo (โปโล) มาดีไซน์ในรูปลักษณ์ที่ย้อนสู่อดีตอย่างร่วมสมัย ด้วยการนำรูปแบบลายเส้นลอนแนวขวาง ที่เรียกว่าลาย ‘Gadroons’ (กาดรูนส์) มาผสมผสานเอาไว้กับตัวเรือนสเตนเลสสตีลแบบปรับปรุงใหม่ ในรูปแบบนาฬิกาเรือนคู่ที่จัดทำออกมาให้สวมใส่คู่กันทั้งชายหนุ่มและหญิงสาว และนี่คือ Polo Date 150th Anniversary (โปโล เดท เดอะ วันฮันเดรดฟิฟตีธ์ แอนนิเวอร์ซารี)

MITSUBISHI

 

เรือนฉลอง 150 ปี นี้ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับดีไซน์ร่วมสมัยของตัวเรือนสเตนเลสสตีล ซึ่งนำรูปแบบมาจากตัวเรือน Polo S (โปโล เอส) ที่เปิดตัวในปี 2016 ภายใต้วัตถุประสงค์ที่ต้องการให้มีความสปอร์ตมากขึ้น ในทรงหมอนที่ซ้อนด้วยขอบตัวเรือนทรงกลมและขอบหน้าปัดทรงเหลี่ยมมุมมน ทำมาใน 2 ขนาด ได้แก่ 42.0 มิลลิเมตร หนา 9.4 มิลลิเมตร และ 36.0 มิลลิเมตร หนา 8.8 มิลลิเมตร ให้สามารถสวมใส่เป็นทั้งชายและหญิง โดยที่รุ่นขนาด 36.0 มิลลิเมตร ยังเสริมความหรูหราจากการประดับเพชรน้ำงามเรียงไล่ไซส์ให้พอดีกับขอบตัวเรือน นับจำนวนได้ถึง 60 เม็ด น้ำหนักรวมประมาณ 0.97 กะรัต ส่วนการกันน้ำทำได้ 100 เมตร ในรุ่น 42.0 มิลลิเมตร และ 50 เมตร สำหรับรุ่น 36.0 มิลลิเมตร ทั้ง 2 แบบประกอบกับสายยางสีเบจหรือสีน้ำตาลปั๊มลายลอนแนวขวาง พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสลับสายได้ด้วยตัวเอง

 

หน้าปัดของทั้ง 2 รุ่น นำลักษณะลวดลาย ‘Gadroons’ จาก Polo รุ่นแรกเมื่อ 45 ปีก่อน มาประยุกต์ดีไซน์แนวลอนขวางบนพื้นสีเบจให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมสร้างมิติด้วยงานปัดลายสลับงานขัดมันในระหว่างแนวร่อง ส่วนขอบหน้าปัดตกแต่งด้วยสเกล 60 นาที ประดับหลักชั่วโมงทรงแท่งเคลือบสีทองชมพูครบทั้ง 12 ตำแหน่ง พร้อมเข็มบอกเวลาทรง ‘Alpha’ (อัลฟา) ที่เคลือบสีทองชมพูเช่นเดียวกัน มอบความพิเศษด้วยการสลักขั้วเข็มเป็นสัญลักษณ์ตัวเลข 150 เพื่อบ่งบอกความพิเศษในฐานะรุ่นฉลอง 150 ปี โดยไม่ลืมที่จะเคลือบสารเรืองแสงสีขาวเอาไว้ทั้งบนเข็มและหลักชั่วโมงสำหรบรุ่น 42.0 มิลลิเมตร ส่วนรุ่น 36.0 มิลลิเมตร สารเรืองแสงจะเคลือบเอาไว้เฉพาะบนเข็ม ในขณะที่หลักชั่วโมงจะฝังด้วยเพชรเม็ดจิ๋วเรียงเป็นแนว จำนวน 36 เม็ด น้ำหนักประมาณ 0.08 กะรัต ส่วนการแสดงวันที่นำเสนอผ่านช่องหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยมคางหมู กรอบเคลือบทองชมพู ติดตั้งอยู่เหนือหลักชั่วโมงตำแหน่ง 6 นาฬิกา

 

การทำงานในรุ่นขนาด 42.0 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไก ‘In-house’ ออโตเมติก Cal.1110P ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 25.58 มิลลิเมตร หนา 4.0 มิลลิเมตร ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง มอบความสามารถในการสำรองพลังงานที่ 50 ชั่วโมง ส่วนรุ่นขนาด 36.0 มิลลิเมตร บรรจุกลไก ‘In-house’ ออโตเมติก Cal.500P1 ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20.8 มิลลิเมตร หนา 3.63 มิลลิเมตร ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง และเก็บพลังงานได้ 40 ชั่วโมง โดยสามารถชื่นชมการทำงานของจักรกลพร้อมงานขัดแต่งอันประณีตได้ทางฝาหลังซึ่งกรุด้วยคริสตัลแซพไฟร์ โดยมีจำนวนการผลิตแค่รุ่นละ 300 เรือน ตั้งราคาจำหน่ายสำหรับรุ่นขนาด 42.0 มิลลิเมตร ไว้ที่ 14,700 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 541,000 บาท และ 21,600 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 795,000 บาท ในรุ่นขนาด 36.0 มิลลิเมตร

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up