UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesRADO CAPTAIN COOK AUTOMATIC BRONZE - รุ่นใหม่เรือนบรอนซ์

RADO CAPTAIN COOK AUTOMATIC BRONZE – รุ่นใหม่เรือนบรอนซ์

by: ‘Mr.Big’

 

ถ้าพูดถึงหนึ่งในคอลเลกชั่นเก่าแก่ระดับตำนานของ Rado (ราโด) ก็ต้องมีชื่อของ Captain Cook (กัปตัน คุก) เป็นหนึ่งในลิสต์เรือนเวลาที่โดดเด่น ในฐานะนาฬิกาดำน้ำของ Rado ที่ตั้งชื่อตามกัปตันเรือและนักเดินทางชาวอังกฤษผู้ค้นพบประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลียนาม Captain James Cook (กัปตัน เจมส์ คุก) ซึ่งคอลเลกชั่นดังกล่าวถูกผลิตขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ระหว่างช่วงปี 1962-1968 กระทั่งเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา Rado  ก็ได้คืนลมหายใจกลับสู่คอลเลกชั่นดังกล่าวอีกครั้ง โดยยังคงเอกลักษณ์งานดีไซน์ตามแบบฉบับรุ่นดั้งเดิมเอาไว้ให้เมากที่สุด และคอลเลกชั่นดังกล่าวก็ได้ถูกบรรจุอยู่ในสายการผลิตของ Rado มาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ซึ่งในปี 2020 พวกเขาก็ได้เผยโฉมสมาชิกใหม่ของ Captain Cook มาแบบรวดเร็วทันใจตั้งแต่ต้นปี ซึ่งในครั้งนี้มาพร้อมวัสดุที่กำลังเป็นเทรนด์ในกระแสหลักอย่างบรอนซ์ หรือทองสำริด นำมาสร้างสรรค์เป็นตัวเรือน เพิ่มอารมณ์ความเป็นวินเทจให้กับรูปลักษณ์ปัจจุบันอย่างลงตัวในชื่อรุ่นว่า Captain Cook Automatic Bronze (กัปตัน คุก ออโตเมติก บรอนซ์)

 

วัสดุที่มีคาแรคเตอร์เฉพาะตัวสูงอย่างบรอนซ์หรือทองสำริด ถูกเลือกมาเป็นวัสดุหลักในโดยนำมาสร้างสรรค์เป็นตัวเรือนขนาด 42.0 มิลลิเมตร หนา 12.5 มิลลิเมตร พร้อมด้วยลูกเล่นที่มีเสน่ห์ซึ่งเป็นคุณสมบัติของวัสดุที่จะเปลี่ยนแปลงสีสันและปรากฏคราบฟิล์ม ‘Patina’ (พาตินา) เป็นลวดลายต่างๆ บนพื้นผิวในแบบฉบับเฉพาะตัว ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการออกซิเดชั่นกับอากาศ และความเป็นกรดเป็นด่างของผิวหนังผู้สวมใส่ โดยจะเกิดขึ้นเมื่อใช้งานไประยะเวลาหนึ่ง และกันน้ำได้ลึก 300 เมตร

 

ในรุ่นใหม่นี้ Rado นำเสนอในสีสันที่มีให้เลือกถึง 3 แบบ ได้แก่สีน้ำตาล สีเขียว และสีน้ำเงิน ในเฉดที่กระแทกความรู้สึกไปยังความเป็นวินเทจ โดยสีสันจะถูกปรากฏอยู่บนหน้าปัดที่ปัดเป็นลายรัศมีอย่างงดงาม และบนวงแหวนขอบตัวเรือนไฮเทคเซรามิกฐานบรอนซ์ที่สามารถหมุนได้ทิศทางเดียว พร้อมกระจกหน้าปัดแบบโค้งนูนเน้นย้ำภาพลักษณ์สปอร์ตวินเทจ แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม ด้วยเข็มชี้และมาร์คเกอร์ขนาดใหญ่ตามลักษณะที่ดีของนาฬิกาดำน้ำ พร้อมเคลือบด้วยสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการมองดูเวลาแม้ในที่มืด และจัดแสดงงวันที่ภายในช่องหน้าต่าง ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

 

ด้านกลไกการทำงาน ยังคงเลือกใช้กลไกออโตเมติกเจ้าประจำคอลเลกชั่นอย่าง Cal.ETA C07.611 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Powermatic 80’ (เพาเวอร์เมติก 80) ที่พัฒนาขึ้นจากเครื่องฐานเดิมคือ Cal.ETA 2824-2 โดยยกระดับขีดความสามารถในการสำรองพลังงานสูงสุดถึง 80 ชั่วโมง ตัวกลไกมีขนาด 25.6 มิลลิเมตร ติดตั้งทับทิมกันสึก 25 เม็ด อัตราความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง ส่วนฝาหลังสลักเป็นรูปม้าน้ำ 3 ตัว และดาว 3 ดวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคอลเลกชั่น ประกอบกับสายหนังวัวดีไซน์ตามแบบฉบับวินเทจดูเข้ากัน ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 2,680 ยูโร หรือประมาณ 99,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up