UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesRADO GOLDEN HORSE 1957 - อาชาทองกลับชาติมาเกิด

RADO GOLDEN HORSE 1957 – อาชาทองกลับชาติมาเกิด

by: ‘TomyTom’

 

Golden Horse (โกลเดน ฮอร์ส) ที่ถือกำเนิดครั้งแรกในปี 1957 จัดเป็นนาฬิการุ่นประวัติศาสตร์ของ Rado (ราโด) อันเป็นที่จดจำและเป็นเกียรติเป็นศรีกับแบรนด์อยู่มาก ด้วยตัวเรือนที่สร้างขึ้นจากโลหะมีค่า แต่การรื้อฟื้นกลับมาสร้างขึ้นใหม่ในปี 2019 นี้ Rado สร้างขึ้นในตัวเรือนสเตนเลสสตีล แต่ธำรงไว้ซึ่งลักษณะเด่นของรุ่นต้นฉบับ อันได้แก่ดีไซน์ตัวเรือนและลักษณะสีสันของหน้าปัดที่จัดว่านำสมัยอย่างยิ่งในยุคนั้น โดยตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า Golden Horse ซึ่งจัดอยู่ในคอลเลกชั่น Tradition (เทรดิชัน) อันเป็นหมวดนาฬิกาดีไซน์ย้อนยุคที่นำนาฬิกาในอดีตของตนมาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยมีทั้งรุ่น ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) Golden Horse 1957 (โกลเดน ฮอร์ส 1957) ผลิตจำนวนจำกัดซึ่งสร้างให้คล้ายกับรุ่นต้นฉบับมากที่สุดและรุ่น Golden Horse Automatic (โกลเดน ฮอร์ส ออโตเมติก) โปรดักชั่นปกติที่มาพร้อมดีไซน์แบบร่วมสมัย

 

สำหรับ Golden Horse 1957 ซึ่งเป็นรุ่น ‘Limited Edition’ ผลิตจำนวนจำกัดนั้น Rado เลือกใช้ตัวเรือนที่มีขนาดเพียง 36.5 มิลลิเมตร หนา 10.8 มิลลิเมตร ใกล้เคียงกับรุ่นต้นฉบับเพื่อมิให้ขัดอารมณ์นาฬิกาวินเทจที่มิได้มีตัวเรือนใหญ่โตเหมือนกับนาฬิกายุคปัจจุบัน โดยผลิตออกมา 2 แบบด้วยกันคือ หน้าปัดแบบแผ่นโค้งพื้นปัดลายรัศมี ‘Sunburst’ (ซันเบิร์สท์) ที่ใช้สีแบบไล่เฉดจากสีแดงบนบริเวณกลางไปเป็นสีดำบนบริเวณขอบหน้าปัด และแบบหน้าปัดแผ่นโค้งพื้นสีดำปั๊มลายก้นหอย โดยติดตั้งด้วยชิ้นหลักชั่วโมงสีเงินรูปทรงสวยงาม และใช้เข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีเป็นทรงดาบเล่มโตสุดคลาสสิก แต่จุดที่เด่นที่สุดนอกจากโทนสีอันสวยงามของหน้าปัดก็คือตราสัญลักษณ์ม้าน้ำทองอร่าม 2 ตัวหันหน้าเข้าหากันพร้อมข้อความ ‘Golden Horse’ กำกับ ณ ตำแหน่งเหนือ 6 นาฬิกา ได้สมดุลกับสัญลักษณ์สมอสีเงินบนพื้นวงสีแดงของ Rado ณ ตำแหน่งใต้ 12 นาฬิกาซึ่งสามารถกวัดแกว่งได้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ Rado ใช้บ่งบอกว่าเป็นนาฬิกากลไกอัตโนมัติ แล้วก็ไม่ลืมที่จะรักษากรอบหน้าต่างสีเงินสำหรับช่องแสดงวันที่เอาไว้ โดยจานวันที่นั้นใช้เป็นสีขาวเงินตัดกับตัวเลขสีแดงเพื่อความชัดเจน อีกทั้งกระจกหน้าปัดคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนที่สร้างเป็นทรงโค้งตามแบบรุ่นต้นฉบับ

เวอร์ชั่นหน้าปัดไล่เฉดสีแดง-ดำ จับคู่กับสายหนังสีดำ

 

ฝาหลังของรุ่น ‘Limited Edition’ มาเป็นแบบแผ่นทึบปั๊มภาพสลักนูนเป็นภาพม้าน้ำ 3 ตัวหันหน้าไปทางซ้ายและคั่นระหว่างกันด้วยดาวห้าแฉก พร้อมข้อความบ่งบอกชื่อรุ่นและความเป็นรุ่นพิเศษ ‘Limited Edition One Out of 1957’ ซึ่งหมายถึงจำนวนการผลิตที่จำกัดไว้เพียง 1,957 เรือนต่อเวอร์ชั่นสีหน้าปัด จึงมองไม่เห็นกลไกอัตโนมัติ Cal.ETA C07 ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่สามารถให้พลังงานสำรองได้นานถึง 80 ชั่วโมง

เวอร์ชั่นหน้าปัดสีดำ จับคู่กับสายสเตนเลสสตีล

เวอร์ชั่นหน้าปัดไล่เฉดสีแดงดำจะจับคู่มากับสายหนังวัวสีดำพิมพ์ลายหนังจระเข้ในลวดลายเดียวกับสายของยุคต้นฉบับ ราคาจำหน่ายถูกตั้งไว้ที่ 56,300 บาท ส่วนเวอร์ชั่นหน้าปัดสีดำจะมากับสายสเตนเลสสตีลดีไซน์ย้อนยุค จำหน่ายในราคา 59,700 บาท ส่วนรุ่น Golden Horse Automatic ซึ่งเป็นเอดิชั่นการผลิตปกติที่ Rado สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่นั้น เราจะนำมาแนะนำกันอีกครั้งในโอกาสหน้า เพราะมีออกมามากมายหลายเวอร์ชั่นด้วยกัน ทั้งแบบตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 41.8 มิลลิเมตร สำหรับผู้ชาย และขนาด 35.0 มิลลิเมตร สำหรับผู้หญิง ซึ่งทั้ง 2 ขนาดต่างมีราคาที่สูงกว่ารุ่น ‘Limited Edition’ เสียอีก เนื่องจากใช้ขอบตัวเรือน ‘Plasma Hi-tech Ceramic’ (พลาสมาไฮเทค เซรามิก) หรือไม่ก็เป็น ‘Ceramos’ (เซรามอส) สีทองกุหลาบ

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up