UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesROLEX OYSTER PERPETUAL COSMOGRAPH DAYTONA REF.126589RBR & REF.126579RBR - เสน่ห์หรูครั้งใหม่ของเรือนสปอร์ตระดับตำนาน

ROLEX OYSTER PERPETUAL COSMOGRAPH DAYTONA REF.126589RBR & REF.126579RBR – เสน่ห์หรูครั้งใหม่ของเรือนสปอร์ตระดับตำนาน

by: ‘Mr.Big’

 

ทุกครั้งที่ Oyster Perpetual Cosmograph Daytona (ออยสเตอร์ เพอร์เพทชวล คอสโมกราฟ เดย์โทนา) จาก Rolex (โรเล็กซ์) ประกาศเผยโฉมรุ่นใหม่ ก็ได้สร้างความสนใจให้กับผู้รักนาฬิกามาโดยตลอด และสำหรับปี 2024 นี้ เรือนเวลาจากตระกูล Cosmograph Daytona ก็ได้เปิดตัวออกมาเป็นที่เรียบร้อย ภายใต้ภาพลักษณ์สปอร์ตที่สอดประสานเข้ากับความหรูหราอย่างลงตัวใน 2 รูปแบบ ได้แก่ Ref.126589RBR ที่มากับพื้นหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีขาว สลับกับสีเข้มของวงหน้าปัดย่อยอันชวนให้นึกไปถึงหน้าปัดสไตล์ ‘Paul Newman’ (พอล นิวแมน) ที่โด่งดัง กับอีกรุ่น Ref.126579RBR ที่มาในโทนสีขั้วตรงกันข้ามของพื้นหน้าปัดเปลือหอยมุกสีเข้ม สลับกับวงหน้าปัดย่อยเปลือกหอยมุกสีขาวธรรมชาติ

MITSUBISHI

 

เรือนเวลาทั้ง 2 รุ่น นี้มาในขนาด 40.0 มิลลิเมตร สร้างสรรค์ขึ้นจากทองขาว 18K ที่ขึ้นรูปแบบโมโนบล็อกจากโรงหล่อเฉพาะของแบรนด์ โดยจะผลิตจากโลหะที่มีความบริสุทธิ์มากที่สุดเท่านั้น และผ่านการตรวจสอบภายในห้องปฏิบัติการของ Rolex อย่างพิถีพิถันด้วยเครื่องมือทันสมัย จึงสามารถหล่อทองคุณภาพสูงสุดได้อย่างเหนือชั้นตามมาตรฐานของแบรนด์ ขณะที่ขอบตัวเรือนซึ่งแต่เดิมจะตกแต่งด้วยสเกลวัดความเร็ว แต่รุ่นนี้ถูกแทนที่ด้วยเพชรเหลี่ยมเกสรเม็ดโต สร้างประกายแวววาวจากเหลี่ยมมุมที่หลากหลายงดงามจำนวน 36 เม็ด ฝังล้อมโดยรอบอย่างประณีต ส่วนเม็ดมะยมเป็นแบบขันเกลียวระบบกันน้ำ ‘Triplock’ (ทริปล็อก) 3 ชั้น สามารถกันน้ำได้ 100 เมตร ผนึกด้วยกระจกหน้าปัดคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันการสะท้อน และช่วยปกป้องรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม

 

หน้าปัดของทั้ง 2 รุ่น ทำจากเปลือกหอยมุกที่ผ่านการคัดสรรภายใต้มาตรฐานอันเข้มงวด สร้างเสน่ห์ด้วยคู่สีตรงกันข้าม โดยรุ่นเปลือกหอยมุกสีขาวจะใช้วงหน้าปัดย่อยเปลือกหอยมุกสีเข้ม ส่วนรุ่นหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีเข้ม รังสรรค์วงหน้าปัดย่อยด้วยเปลือกหอยมุกสีขาว ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนก็ล้วนสะท้อนประกายแสงวาวอันนุ่มนวล ติดตั้งมากับหลักชั่วโมงแบบ ‘Chromalight’ (โครมาไลท์) 3 ชิ้น สลับกับหลักชั่วโมงเพชรน้ำงามอีก 8 ตำแหน่ง และเครื่องหมายมงกุฎของ Rolex ประดับอย่างสะดุดตา ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ขณะที่ขอบ ‘Rehaut’ (เรโอต์) ถูกขัดผิวจนเงาใสดุจกระจก สลักเอาไว้ด้วยตัวอักษรชื่อ Rolex อย่างมีเอกลักษณ์

 

การทำงานของทั้ง 2 รุ่น ใช้กลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ออโตเมติกโครโนกราฟ Cal.4131 ซึ่งบอกเวลาแบบ 2 เข็มครึ่ง โดยแยกการแสดงวินาทีมาไว้บนหน้าปัดย่อยตำแหน่ง 6 นาฬิกา ขณะที่เข็มวินาทีหลักเป็นการแสดงค่าจับเวลาเป็นวินาที ควบคู่ไปกับเข็มจับเวลา 30 นาที และ 12 ชั่วโมง ภายในหน้าปัดย่อยตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา ตามลำดับ โดยทำงานภายใต้มาตรฐานความเที่ยงตรงระดับสูงสุด ซึ่งมีอัตราคลาดเคลื่อนของเวลาเพียง -2/+2 วินาที/วัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้จากการทดสอบหลังจากที่ประกอบกลไกลงในตัวเรือนแล้ว กลไกชุดนี้ใช้สายใยจักรกลอก ‘Parachrom’ (พาราครอม) สีฟ้า ที่มีส่วนขอบที่บางกว่าเส้นผม และมีน้ำหนักเพียงเศษเสี้ยวของไข่มุก เมื่อนำมาขดม้วนแล้วก็จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงไม่กี่มิลลิเมตรเท่านั้น ทั้งยังมีคุณสมบัติต้านทานสนามแม่เหล็กในระดับสูง มาพร้อมระบบซึมซับแรงกระแทก ‘Paraflex’ (พาราเฟล็กซ์) ซึ่งจะช่วยปกป้องกลไกด้วยคุณสมบัติการเปลี่ยนรูปทรงและเปลี่ยนตำแหน่งที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร และขึ้นลานด้วยโรเตอร์แบบเหวี่ยง 2 ทิศทาง ซึ่งจะส่งพลังงานไปเก็บกักยังตลับลานภายใต้ความจุ 72 ชั่วโมง

 

Cosmograph Daytona ทั้ง Ref.126589RBR มาพร้อมกับสาย ‘Oysterflex’ (ออยสเตอร์เฟล็กซ์) สีดำ ซึ่งเป็นสายอีลาสโตเมอร์ชนิดพิเศษที่หุ้มแผ่นไทเทเนียมผสมนิกเกิลเป็นแกนด้านใน เพื่อเสริมความแข็งแรงทนทาน ทั้งมีความยืดหยุ่นและสะดวกสบายยามสวมใส่ พร้อมชุดตัวล็อกนิรภัย ‘Oysterlock’ (ออยสเตอร์ล็อก) เพื่อป้องกันการคลายล็อกโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งยังสามารถปรับความยาวสายให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 6 ระดับ หรือยาวเพิ่มขึ้น 15.0 มิลลิเมตร เพื่อให้สวมใส่พอดีข้อมือผ่านระบบ ‘Rolex Glidelock’ (ออยสเตอร์ ไกลด์ล็อก) ส่วน Ref.126579RBR ประกอบเข้าคู่กับสาย ‘Oyster’ ทองขาว 18K แบบ 3 ข้อ กับชุดตัวล็อกนิรภัย ‘Oysterlock’ แบบบานพับ พร้อมระบบขยายสาย ‘Easylink’ (อีซีลิงก์) ที่ช่วยปรับความยาวได้เพิ่มขึ้นอีก 5.0 มิลลิเมตร โดยตั้งราคาในรุ่น Ref.126579RBR ที่เข้าคู่กับสาย ‘Oyster’ ไว้ที่ 2,768,900 บาท ส่วนรุ่น Ref.126589RBR ซึ่งประกอบกับสาย ‘Oysterflex’ นั้นจะมีราคาอยู่ที่ 2,429,100 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up